ตัน โออิชิ

 

 

 

 



ตัน ภาสกรนที (ตัน โออิชิ)

 

 

 

 

 

 

 


นายตัน ภาสกรนที

กรรมการ และกรรมการผู้จัดการ

คุณวุฒิทางการศึกษา

ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ประสบการณ์การทำงาน

2542 - ปัจจุบัน กรรมการ และกรรมการบริหาร บริษัท โออิชิกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

2543 - ปัจจุบัน กรรมการ และกรรมการบริหาร บริษัท โออิชิราเมน จำกัด

2544 - ปัจจุบัน กรรมการ และกรรมการบริหาร บริษัท โออิชิเทรดดิ้ง จำกัด

ประวัติความเป็นมา

คุณตัน ภาสกรนที เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน เริ่มต้นสร้างทุกอย่างจากจุดที่เรียกว่า...ศูนย์ถึงแม้เส้นทางเดิน

บนถนนสายธุรกิจของเขาในวันนี้อาจจะไม่ยิ่งใหญ่ระดับที่เรียกว่าเป็น “ตำนาน” หากแต่ว่าเขาเริ่มต้นจากการเป็นพนักงาน

ขายของ แบกของ กินเงินเดือนไม่ถึงพันบาท สู่การบริหารงานธุรกิจระดับพันล้านในเครือโออิชิกรุ๊ป ไม่ว่าจะเป็น สตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน, โออิชิ, โออิชิกรีนทีฯลฯ โดยกลยุทธ์ทางธุรกิจของเขาไม่ได้มีปริญญาด้านการตลาดจากสถาบันใดมาการันตีแต่เขาเป็นนักธุรกิจที่เป็นทั้ง นักคิด นักถาม นักวางแผน นักการตลาด ที่ประสบความสำเร็จในถนนสายธุรกิจได้อย่างไม่เป็นรองใครจากพนักงานกินเงินเดือนไม่กี่ร้อย จนมีอาณาจักรภายใต้แบรนด์โออิชิ สู่ความเป็นมหาชน ตัน ภาสกรนทีบอกว่า...จุดเริ่มต้นของเขา คือ จุดที่ใคร ๆ ก็เริ่มต้นได้

กว่าที่ "ตัน" จะประสบความสำเร็จ โด่งดังเป็นเจ้าของโออิชิ ก็ก้าวล่วงผ่านขวบปีที่ 20 ไปแล้วของชีวิตการทำงาน...แรงบันดาลใจหนึ่งที่ "เสี่ยตัน" มักจะหยิบมาเล่าถึงอยู่บ่อยๆ คือ ประโยคหนึ่งที่ เหมา เจอตุง บอกว่า “แมวสีไหนขอให้จับหนูได้ก็แมวเหมือนกัน...นั่นก็แสดงว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากการเรียนหนังสืออย่างเดียว หรือต้องเป็นคนรวยถึงจะสำเร็จได้"ตันกล่าว

เส้นทางชีวิตของตัน แทบจะเริ่มต้นจากศูนย์ ทั้งรูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย ฐานะไม่ดี แถมเรียนก็ไม่เอาไหน จบแค่ ม.3โรงเรียน "หลักสูตรเถ้าแก่มือโปร" ของตัน เริ่มต้นจาก 5 ปีของชีวิตการเป็น "พนักงานแบกของ" เป็นช่วงชีวิตที่ตันบอกว่า ทำงานหนักสุดๆ แต่เป็นช่วงเวลาที่มีค่า เพราะได้โอกาสสะสม บทเรียน ประสบการณ์และวิธีแก้ไขปัญหา ด้วยประสบการณ์เหล่านี้ ที่เป็น "ทุนตั้งต้น" ให้เขารู้จัก "วิธีหาเงิน" ขยับขยายไปเป็นเจ้าของกิจการแผงขายหนังสือ จนกลายเป็นเจ้าของห้องแถว 16 ห้องภายในเวลาสิบปีมีธุรกิจร้านกาแฟ ทำร้านกิฟท์ช็อป กลายเป็นเศรษฐีชลบุรี ผันตัวมาทำธุรกิจเรียลเอสเตท และต้องเจ๊งไม่เป็นท่า ตอนวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แบกหนี้สินเป็นร้อยล้าน ก่อนจะเข้ามาตั้งตัวในกรุงเทพฯ ทำธุรกิจเวดดิ้งสตูดิโอ และโออิชิ

ข้อคิดหนึ่งที่ตันย้ำแบบขีดเส้นใต้...คนเราก่อนจะสำเร็จได้ ต้องเคยผ่านประสบการณ์ "เจ๊ง" รู้จักกับ "ความ

ล้มเหลว" บ้าง ...แต่ความล้มเหลวบางอย่าง ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุน "ซื้อ" ด้วยตัวเอง แต่เราเรียนรู้จากคนอื่นได้ "ถ้าชีวิตคุณมีแต่ความสำเร็จ ไม่เคยล้มเหลว..นั่นอันตรายมาก ความมั่นใจของคุณจะมากขึ้นทุกวัน วันหนึ่งถ้าเจอวิกฤติคุณจะลำบาก แต่ถ้าเคยล้มเหลวมาก่อน บทเรียนจะสอนให้คุณรู้จักระวังมากขึ้น..."

"ตอนทำธุรกิจเล็กๆ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่ที่ตัวผมคนเดียว ลูกน้องไม่ได้มีความสำคัญเท่าไหร่ แต่วันนี้ที่ผม

กลายเป็น "ผู้บริหาร" มันกลับกันเลย ทุกอย่างมันกลับไปอยู่ที่ลูกน้อง อยู่ที่ระดับข้างล่างมากกว่า หน้าที่ผู้บริหารอย่าง

ผม คือ ให้กำลังใจเป็นหลัก ทำหน้าที่ตัดสินใจ เป็นคนคิด และสั่งให้เขาทำ"

9 เคล็ดวิชาของตันจากประสบการณ์

1. เลือกธุรกิจอนาคต

คำถามที่เขามักถามตัวเองก่อนริเริ่มธุรกิจใหม่ๆ ว่า “นี่มันเป็นธุรกิจแฟชั่นหรือธุรกิจอนาคต?”

ตันชอบทำธุรกิจอนาคต เขาไม่ชอบธุรกิจที่วูบวาบตามกระแสแฟชั่น แต่สำหรับคำตอบ ใช่ว่าจะนั่งคิดนั่งตอบเอาเองตันใช้วิธีการหาข้อมูลจากความเป็นจริงทุกครั้ง ตันคิดใหญ่เขาจึงเลือกธุรกิจอนาคตและนักธุรกิจที่ดีจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองธุรกิจของตัวเองให้ทะลุ แม้ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านการทำธุรกิจหลากหลายชนิด ตันไม่ได้เขียนแผนธุรกิจตามแบบฉบับที่

หลักสูตรบริหารธุรกิจเรียนกัน แต่เขามีความคิด มีแผนในหัวที่ต้องมองให้ทะลุทั้งการเลือกทำเล การผลิต การตลาด โดยไม่ได้เขียนออกมาอย่างคนที่เรียนมา เขาเคยเห็นบางคนมัวแต่วางแผน แล้วทุกอย่างก็อยู่ในกระดาษ แต่ไม่ได้ทำจริงสักที

2. ทำเลที่ดีเหมือนมีชีวิต

ประสบการณ์เมื่อตอนที่ตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานขายสินค้า ไปเช่าที่หน้าตึกแถวในสถานีขนส่งของจังหวัดชลบุรีเพื่อไปเปิดแผงขายหนังสือและนิตยสาร ทำเลแบบนั้นคือ “ทำเลเป็น” รถโดยสารจะเข้ามารับและส่งผู้โดยสารตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้ามืด ต่อเนื่องจนถึงหลังเที่ยงคืน บริเวณใกล้เคียงยังมีห้องอาหารและสถนบริการอาบอบนวด จึงมีผู้คนหมุนเวียนมิได้ขาด ผิดกับสภาพทำเลแบบร้านที่อยู่ใต้ตึกห้องเช่าซึ่งมีคนพักอาศัยจำนวนเท่าเดิมตายตัว ซึ่งก็คือ “ทำเลตาย” จากการมองเห็นทำเลทอง และเข้าไปติดต่อของเช่าในราคาเพียงเดือนละพันบาท ผลก็คือ แค่6 เดือน จากเคยเป็นผู้เช่า ตันก็ยกระดับซื้อตึกที่เช่าอยู่ได้ทั้งตึก

3. ใฝ่รู้ – ทุ่มเท – อดทน

ตันย้ำเสมอว่าเขาโชคดีที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวร่ำรวย นั่นจึงทำให้เขามีในสิ่งที่คนรวยไม่สามารถมีเท่าเขาได้คือความอดทนต่อการทำงานหนัก แต่อดทนอย่างเดียวไม่พอ ตันเชื่อว่าต้องอดทนอย่างใฝ่รู้ด้วย และการหาความรู้ไม่ใช่เรื่องยาก

เพียงแต่รู้จักถามผู้รู้ เพราะทุกครั้งที่เราถาม เราจะได้กำไร ฉะนั้นหากใครมีโอกาสพบคนอย่างตัน ก็จงถาม เพราะ ณ วันนี้ ตันคงมีเรื่องราวให้เรียนรู้มากมาย และเมื่อถามถึงปรัชญาที่ตันใช้ในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ คืออะไร เขาตอบว่า...“คิดดี– ลงมือทำ ทำแล้วทำต่อเนื่อง เจออุปสรรคไม่ทิ้ง ได้ดีแล้วอย่าลืมตัว”

4. สร้างความประทับใจลูกค้า

ตันรู้จักการทำCRM ตั้งแต่ยังไม่เคยได้ยินคำนี้ด้วยซ้ำ แม้จะไม่ได้เรียนถึงขึ้น MBA แต่ตันก็ตระหนักดีว่าสิ่งนี้ คือสิ่งที่จะนำพาเขาไปสู่ความสำเร็จ การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า หรือ Customer Relationship Management คือหัวใจในการทำธุรกิจประการหนึ่ง นับตั้งแต่การลงหลักปักฐาน ธุรกิจแรกในชีวิตด้วยการเช่าที่ทำแผงหนังสือ ตันก็ชนะใจลูกค้าของเขาเสียอยู่หมัด ประสบการณ์จากการเป็นเซลล์ทำให้เขาเรียนรู้ว่า ต้องจำคนให้เก่ง และที่สำคัญคือต้องจำให้ได้ว่าลูกค้ามีพฤติกรรมการซื้ออย่างไร ทั้งๆ ที่แผงหนังสือของเขา ไม่ใช่แผงเดียวในย่านนั้น ทว่ายอดขายของร้านเขากลับชนะแผงคู่แข่งอย่างถล่มทลาย เพราะแค่ลูกล้าเดินมายังไม่ถึงร้านของเขา เขาก็เตรียมหนังสือที่ลูกค้าต้องการใส่ถุง เตรียมเงินทอนไว้เรียบร้อย เขาจำได้ดีว่าใครชอบอ่านหนังสือเล่มไหน นอกจากนั้น เขามักจะเป็นคนที่หอบหนังสือพิมพ์ขึ้นไปขายบนรถทัวร์โดยสังเกตตั้งแต่ตอนซื้อตั๋วว่าใครยังไม่ได้ซื้อหนังสือ นี่ถือเป็น หลักการเชิงรุก ที่แม้ลูกค้าไม่เดินมาหา เขาก็จะเดินขึ้นไปหาลูกค้าเอง__

5. ใช้ประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์

ย้อนกลับไปมองการทำธุรกิจของตันเมื่อหลายปีก่อน แทบจะทุกธุรกิจเขาไม่ได้ประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรกบนเส้นทางความสำเร็จเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่พอผ่านมันไปได้ก็ไม่กลัวปัญหาแล้ว ปัญหากลายเป็นเพื่อนสนิทเสียอีกให้เพื่อนสนิทเป็นผู้แนะนำไปสู่ทางแห่งความสำเร็จ “บทเรียนจากความล้มเหลวสำคัญมาก แต่ก็ไม่ได้อยากให้คุณล้มเหลวทุกครั้ง ผมล้มเหลวมาหลายครั้ง แต่ไม่ใช่เพราะความล้มเหลวอย่างเดียวที่ทำให้ผมสำเร็จ แต่ผมรู้จักเรียนรู้และพูดคุยจากคนอื่นเพิ่มขึ้นต่างหาก” ตัน กล่าว

6. ตอนเล็กๆ ต้องคิดใหญ่- ตอนใหญ่ๆ ต้องคิดเล็ก

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ! เพราะตอนที่เรายังมีทุนน้อย ถึงเราจะคิดใหญ่มันก็ไม่ใหญ่เท่าไรหรอก แถมยังไม่มีใครให้กู้เงินได้มากมาย หากจะคิดใหญ่ก็ยังสามารถทำได้เพราะความเสียหายมันมีข้อจำกัด ในเมื่อมีทุนอยู่เพียงเท่านี้จะต้องไปกลัวอะไร “แต่สมมติวันที่โออิชิมี6-7 พันล้าน ถ้าผมไปคิดเป็นหมื่นๆ ล้านแล้วพลาดมันจะเป็นยังไงรู้ไหม...เละ!” ตันย้ำดังนั้นเขาเชื่อว่าเมื่อองค์กรเติมใหญ่กลับต้องคิดเล็ก คิดว่าจะทำอย่างไรให้ปลอดภัยมั่นคง แล้วเราจะเอาประสบการณ์ที่เราเคยประสบในครั้งที่เราล้มเหลวในตอนเล็กๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือ ณ วันนี้มีเงินในมือ 300 กว่าล้านบาท ตันบอกว่า "ถ้าผมโลภมาก อยากหาเงินเป็นหมื่นล้านมาขยายธูรกิจ ก็ไม่ยากเลย เพราะตอนนี้ทั้งเครดิต ชื่อเสียง จะขอเงินกู้จากธนาคารก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่สมควรไหม เขาจึงเลือกยุทธศาสตร์ที่จะเข้าร่วมกับค่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดีเพื่อความมั่นคง และยังได้เครือข่ายทั้งการตลาด และโรงงานผลิตที่จะช่วยลดต้นทุนได้ดี

7. การสร้างแบรนด์

ต้องมีการสื่อสารการตลาดและกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับของตลาด เพราะเมื่อแบรนด์เป็นที่นิยมยอมรับ จะเป็นสินทรัพย์อันมีค่าที่สามารถออกผลิตภัณฑ์เป็นมูลค่าต่อเนื่องไม่รู้จบ

8. ใช้แบรนด์สร้างเงิน

ในระยะแรกของการทำธุรกิจ ตันบอกว่าคนเราจะต้องเอาเหงื่อไปแลกเงิน จากนั้นเมื่อมีเงินแล้ว ก็สามารถเอาเงินไปและเงินที่มากขึ้นได้ ทว่าในวันนี้ของตัน เขาอยู่ในห้วงเวลาที่สามารถเอาแบรนด์ไปสร้างเงินได้

9. ไม่ยึดติดในกรอบความคิดเก่าๆ

นับเป็นแนวคิดที่นักการตลาดพยายามกระตุ้น เพื่อให้เกิดนวัตกรรมโดยใช้คำว่า "การคิดนอกกรอบ" ตันบอกว่าการ

คิดนอกกรอบที่มีการพูดถึงหลายวงการ "ดูเหมือนยาก แต่ก็ง่าย ดูเหมือนง่าย แต่ก็ยาก" ความสำคัญอยู่ที่ต้องเข้าใจตลาดเข้าใจผู้บริโภค และด้วยจุดยืนในการทำธุรกิจของตันที่ต้องการทำเงิน ขณะที่ต้องการทำสิ่งท้าทายด้วย ดังนั้นเขาจึงใฝ่ใจศึกษาหาสิ่งใหม่ๆ และก็กล้าริเริ่มสร้างสรรค์ "ผมเป็นคนไม่เชื่อว่าชาเขียวต้องใช้กล่องสีเขียว" เพราะตอนที่ตันออกชาเขียวนั้น ในตลาดมีคนครองตลาดแล้ว 5 ราย ความพยายามสร้างความแตกต่างตั้งแต่การศึกษาหาแบบกล่องบรรจุและทดลองไปวางในร้ายสะดวกซื้อเพื่อทดสอบความสนใจของผู้บริโภค ก็ทำมาแล้วจนสำเร็จ__

 

รูปแบบการเป็นผู้นำ (Leadership Style)

จากบทความจะเห็นได้ว่าคุณตันเป็นผู้บริหารที่ให้ความสำคัญและเน้นในเรื่องของการบริหารงานและบริหารคนใน

องค์กรไปพร้อมๆกัน ซึ่งถือว่าเป็นผู้บริหารที่พนักงานในหลายๆองค์กรใฝ่ฝัน เพราะถึงแม้ว่างานจะหนักแต่พนักงานรู้สึกมีเกียรติและได้รับความไว้ใจให้รับผิดชอบการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ ซึ่งเกิดจากความลงตัวของการให้ความสำคัญกับงานและพนักงานไปพร้อมกัน ดังจะเห็นได้จากบทความที่ว่า“ระหว่างสิ้นปีแบ่งครึ่งเดียวกับแบ่งกันทุกสิ้นเดือน เงินเท่ากันแต่ความรู้สึกต่างกัน คิดแทนใจคนทำงาน” ตัน ภาสกรนที (หน้า 72)

“กลยุทธ์หลักของผมคือ การแตกสาขาด้วยการให้พนักงานเก่าที่ชำนาญงานไปดูแลสาขาใหม่ และให้สิทธิถือหุ้นใน

สาขาใหม่...กระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจด้วยการแบ่งกำไรให้กับผู้ถือหุ้นทุกเดือน” ตัน ภาสกรนที (หน้า 80)

 

วิเคราะห์ความสอดคล้องของสไตล์ความเป็นผู้นำและปัจจัยสถานการณ์

เนื่องจากคุณตันเป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องงานและเรื่องคน หรือ พนักงานขององค์กรไปพร้อมๆกัน โดยเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ คุณตันก็จะมีวิธีในการตัดสินปัญหาที่รวดเร็ว โดยอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรมต่อเพื่อนร่วมงาน พนักงาน ผู้แข่งขัน หรือแม้กระทั้งลูกค้า ดังจะเห็นได้จากบทความที่ว่า ..

ด้านองค์กร

“เวลาที่เราลงแรงไปพักหนึ่ง เราจะเริ่มมองเห็นว่าธุรกิจไหนไปรอดหรือไม่รอด ...ไม่ชัดเจนชนิดมั่นใจ 100 % แต่พอมองเห็นปลายทางแห่งความสำเร็จ” ตัน ภาสกรนที (หน้า 41)

ด้านเพื่อนร่วมงาน

“คุณตันเป็นนักบริหาร เขาไม่เคยทำธุรกิจประเภทนี้มาก่อน จึงจำเป็นต้องดึงคนที่มีฝีมือมาเป็นหุ้นส่วน เหมือนเขาเป็นแบ๊กหลัง เป็นนายทุน ใครก็ต้องอยากร่วมงาน เพราะมีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจมากกว่าได้ส่วนแบ่ง 50 %” คุณจู ฐิติมาศรีอุทัยศิริวงศ์ คู่แข่ง เพื่อนสนิทและหุ้นส่วนในเวลาต่อมา (หน้า 126)

ด้านพนักงาน

“กลยุทธ์หลักของผมคือ การแตกสาขาด้วยการให้พนักงานเก่าที่ชำนาญงานไปดูแลสาขาใหม่ และให้สิทธิถือหุ้นใน

สาขาใหม่...กระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจด้วยการแบ่งกำไรให้กับผู้ถือหุ้นทุกเดือน” ตัน ภาสกรนที (หน้า 80)

ด้านการแข่งขัน

การทำธุรกิจที่ดี หากมีจุดขาย เรื่อง ความแตกต่าง ก็จะได้เปรียบคู่แข่ง...ทั้งหมดล้วนเกิดจากริเริ่มสิ่งใหม่ และทำ

ความแตกต่างให้เด่นชัด” ตัน ภาสกรนที (หน้า 42)

ด้านลูกค้า

ถึงแม้มุ้ยจะไม่เคยซื้อหนังสือสักเล่มในร้าน เมื่อวันหนึ่งที่ฝนตกหนักมากถุงที่เขาถือมาเปียกน้ำจนเปื่อยขาด ผมหยิบถุงให้เขาฟรีๆ ให้ แม้ว่าเขาจะไม่เคยซื้อของในร้านผมเลยก็ตาม ... หลักการทำธุรกิจนั้น ถ้าสามารถเอาชนะใจลูกค้าได้ บางทีราคา ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญตัน ภาสกรนที (หน้า 44)