หลังพบก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งจำนวนสูง เกินเกณฑ์ที่หน่วยไตเทียม ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ คอยแวะเวียนไปดูว่าจะมีทางแก้อย่างไรง่ายๆได้บ้าง ที่ทางหน่วยเขาช่วยตัวเองได้ หรือจะต้องไปชวนใครมาช่วย
ไปดูซ้ำๆอยู่หลายวัน ก็บังเอิญมีวันหนึ่งพบเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน แล้วทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนไดออกไซด์จากของจริงเพิ่มมาอีกเรื่อง
ไปพบร่องรอยปลวกที่ลังน้ำยาที่วางในแถว ล่างๆราวๆสิบกว่าลัง โชคดีที่ลังบนๆไม่โดนเจาะกล่อง กล่องของนี้เก็บอยู่ในห้องให้คำปรึกษาที่พบปัญหา
ถือว่าปลวกเข้ามาช่วยให้การทำ 5ส. ของห้องนี้ง่ายขึ้น หลังจากพยายามอยู่หลายวันแล้วเจ้าของสถานที่เขาไม่ยอมรับปาก ใจนั้นร้อง…..เฮ้อ…เฮ้อ….เฮ้อเมื่อได้ยินคำตอบ คำตอบบอกมาว่า “ไม่มีเวลา แค่ทำงานก็ไม่ทันแล้วละหมอ” เป็นที่มาของข้อสรุปดังกล่าว
ที่เฮ้อนี้ไม่ใช่ไม่พอใจหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะว่าเห็นใจ เมื่อหันไปมองห้องที่เดินผ่านเข้ามา คนไข้นอนล้างไตแน่นขนัดไปหมด เชื่ออย่างที่เขาบอกว่า ไม่เหลือเวลามานั่งคิดว่า “ข้าควรจะทำยังไงกับห้องนี้ดี”
เห็นปลวกทีแรกก็ไม่นึกว่าจะเกี่ยวกับ คาร์บอนไดออกไซด์ จนเมื่อกลับไปปรึกษาครูกู้เรื่องวิธีจัดการปลวกแบบชีวภาพ จึงรู้ว่า “ปลวกเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และชอบอยู่ในที่ซึ่งมีคาร์บอนไดออกไซด์สูง”
จึงเก็บความรู้จากในห้องมาใช้ต่อว่า “ที่ไหนมีปลวกทำรัง ตรงนั้นคาร์บอนไดออกไซด์คั่ง” ซะเลย
ได้เจอน้องโสทรในหลายวันต่อมาก็ได้เคล็ดเพิ่มมา น้องเขาเล่าว่าคนโบราณบอกไว้ว่า “ที่ไหนมีน้ำขลุกขลิก ที่นั่นปลวกจะขึ้นมากินน้ำและทำรัง”
เมื่อกลับไปดูห้องเดิมต่อ ก็เริ่มสังเกต จริงๆด้วย ตรงที่เกิดปลวกมีรอยพื้นปริแตกอยู่ และมีร่องรอยเปียกให้เห็นว่ามีน้ำซึมเข้ามาในห้องได้ อืม ความรู้ที่มาจากปัญญาคนรุ่นเก่านี้เจ๋งจริงๆ
ยังถือว่าโชคดีที่ขี้ปลวกเปื้อนเพียงถุง น้ำยาผสมใส่เครื่องล้างไต ส่วนอุปกรณ์ที่จำเป็นใช้กับเครื่องอย่างอื่นไม่เสียหาย จำนวนถุงที่สกปรกเปื้อนมีไม่มาก บอกให้พยาบาลจัดการแยกของใช้ได้กับใช้ไม่ได้ออกจากกัน ตั้งใจว่าจะไปประสานงานให้หน่วยงานอื่นช่วยระบายไปเก็บไว้ให้
รู้สึกว่าพยาบาลอิดออดกับเรื่อง 5ส. เอะใจว่ามีอะไรซ่อนอยู่ แล้วเรื่องราวเบื้องหลังก็พรั่งพรู ของที่เก็บไว้เหล่านี้ไม่ใช่ของรพ.แต่เป็นของบริจาคจากครอบครัวคนไข้ไตวาย ที่เสียชีวิตไปแล้ว เขานำมาให้เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของคนไข้ที่ยากจน เป็นยังงี้นี่เอง
จึงแนะนำเขาไปว่า ทำดีแล้วไม่ควรผิดศีล 5 แล้วก็ไม่สบายใจ มัวแอบๆซ่อนด้วยกลัวถูกตำหนิ เรื่องที่ปรึกษา ก็รู้ทางแก้แล้ว สุขภาพเป็นเรื่องของเจ้าของ ตัดสินใจยังไงก็เป็นสิทธิ แต่จะเหมาะหรือที่ไม่ปลอดภัยแล้วยังไม่ลงมือสะสาง
วันรุ่งขึ้นไปตามดูผล อ้าว ท่าทีเขาเฉยๆกันแฮะ ตัดสินใจบอกไปว่า ขอจัดการกับของที่เปื้อนขี้ปลวก ให้ตามตัวคนที่รู้ว่ากล่องไหนใช้ไม่ได้มาทำเครื่องหมายกล่อง แล้วก็ไปตามตัวคนที่มีแรงเลื่อน-ยกของหนักมาช่วยแยกของ ย้ายออกไปจากห้อง และนำไปทำลาย ครึ่งวันห้องเรียบวุธ
น้ำยาที่ใช้ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปเททิ้ง บ่อบำบัดน้ำเสียด้านหลัง ของใช้ได้ถูกย้ายออกไปเก็บที่ห้องด้านหลังซึ่งไม่ใช้เป็นที่ทำงานของใครเลย รื้อของให้แล้วก็ชวนเก็บกวาด ติดตามต่ออยู่ 2-3 วัน กลิ่นฝุ่นยังคงอยู่ฟุ้งในห้อง แต่สบายจมูกขึ้น
ทิ้งช่วงไปเป็นสัปดาห์ ไปแวะเยี่ยมอีกครั้ง คราวนี้หายใจสบายจมูก ของหายไปจากห้องเกือบหมด เหลือแต่ตู้เย็น เครื่องไฟฟ้าและชุดวางแก้วน้ำดื่ม โต๊ะนั่งคุยกับคนไข้ คอมพิวเตอร์ และกะบะใส่เอกสารเพียงไม่กี่ชิ้น
ประตูที่เคยปิดสนิททั้งหน้า-หลังของห้อง ถูกเปิดแง้ม ด้านที่เดินเข้าไปสู่ห้องต้มน้ำเปิดแง้มไว้ ด้านที่เดินเข้าห้องคนไข้ซึ่งอยู่ตรงข้ามเปิดเต็มที่ มีความเย็นสบายจากแอร์ห้องคนไข้แผ่มาด้วย ก็วางใจขึ้นในเรื่องการขาดอากาศ
ยังไม่แน่ใจเรื่องการปนเปื้อนของเชื้อโรค ในห้องหรอกนะ เพราะ 2 ประตูอยู่ตรงข้ามเยื้องกัน เปิดห้องให้ถึงกันโล่งโจ้งอย่างนี้ ความดันอากาศในทุกห้องแทบจะเท่าๆกัน (ติดโบว์ไว้ดูทิศลม โบว์ไม่พลิ้วเลยซักประตู) ยังไงก็มีเชื้อโรคสะสมอยู่ในอากาศของห้องอยู่ดี
จัดการสถานที่ไปแล้วกว่า 2 สัปดาห์ ก็ได้เวลาลงมือตรวจวัดอากาศที่ตั้งใจจะติดตามต่อ น้องจูน เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมเขตมาช่วยวัดให้ น่ารักจริงๆ ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
ไม่กี่วันมานี้ น้องเขาก็ส่งผลการตรวจมาให้ คาร์บอนไดออกไซด์ในห้องให้คำปรึกษาของไตเทียมติดลบ น้องเขาบอกว่า เครื่องมันวัดไม่เจอ อย่างนี้ควรจะ…เย้…เย้…เย้….ใช่ไหม
ดีใจกับผลการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่วางใจในความปลอดภัยของทั้งพื้นที่นะ โชคดีที่ก่อนวันตรวจวัด แวะไปดูแล้วฉุกใจ วางผังการวัดไว้ให้ลูกน้องบอกต่อ
ผลการวัดที่กลับมาทำให้มีงานทำต่อ ห้องที่คนไข้นอนให้ล้างไต ตำแหน่งโต๊ะนั่งทำงานของพยาบาล 2 จุด ห้องหัวหน้าหน่วย จุดทิ้งขยะติดเชื้อของหน่วย และจุดทิ้งน้ำที่บอกให้วัดด้วย พบก๊าซเกิน
คาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่ทำงานของพยาบาล กับคนไข้เกินกว่า 250 มีเทนเกินตรงจุดทิ้งขยะ(อยู่ในห้องทำความสะอาดเครื่องมือ มีลมพัดผ่านไปมา แถมพัดเข้าห้องมาด้วย)และบ่อน้ำทิ้งจากห้องน้ำ (อยู่ด้านนอกของห้อง แนวต่ำกว่าหน้าต่างห้อง )
ไปเยี่ยมใหม่เพื่อสำรวจพื้นที่ดูว่า จะปรับพื้นที่อย่างไรให้ปลอดภัยได้อีก ก็ไปพบว่า มีพัดลมดูดอากาศแล้ว 2 ตัวที่ผนังด้านเดียวกันของห้อง แต่อยู่คนละฟากห้อง
จุดทำงานของพยาบาลทั้งลูกน้องและหัวหน้างานอยู่ใกล้ตำแหน่งใต้พัดลมดูด ตัวหนึ่ง ประตูเข้าห้องทำงานหัวหน้าไม่เคยปิดเลย และเป็นห้องตัน ด้านหลังมีประตูแต่วันนี้ถูกปิดตาย มีตู้วางของบังอยู่เต็ม เดินตรงจากประตูที่คนไข้และญาติใช้ผ่านเข้ามานอนฟอกไตจนสุดห้องก็เจอประตู ห้องทำงานของหัวหน้างาน
ฝา 2 ข้าง ช่วงที่ชนเพดานเป็นกระจกทั้งหมด บานกระจกกว้างราวๆศอก ปิดตาย ประตูเดินเข้าห้องฟอกมีแอร์อยู่ซีกเดียวกับพัดลมดูดอากาศ เป็นประตูกระจกเลื่อนบานใหญ่ 2 บานซ้อนกัน นอกประตูเป็นระเบียงทางเดินกว้างราว 2 เมตร เลยระเบียงออกไปหน่อยก็เป็นสวนหย่อมขนาดเล็ก
ฝาด้านที่มีพัดลมดูด ติดกับทางเดินเลียบไปอีกตึก มีแนวสนอินเดียปลูกขนานแนวห้องยาวเป็นแถวตลอดทางเดิน อีกฝาของห้องติดกับห้องฉุกเฉินของรพ.
ไปดูห้องซ้ำ แล้วกลับมานั่งกุมขมับ จะแก้ต่อยังไงดีนะ พื้นที่มีน้อยจนไม่มีทางเลือกเพื่อขยับเลยนะนี่ ทำไงดี เริ่มคิดไม่ออก
แล้ววันนัดหมายกับผู้ที่อาสาช่วยก็โผล่ขึ้นมา อืม อีกนานเชียว ปลอบตัวเองว่าอย่างไรก็ต้องรอ ระหว่างนี้ไปดูซ้ำๆก่อนแล้วค่อยว่าต่อละกัน อาจจะมองเห็นความเป็นไปได้ จะทำอะไรได้อีก
สู้ก็สู้ (วะ) ทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้อะไร ก็ปรึกษาผ่านจอกับผู้รู้ที่เมตตาไปก่อนแหละน่า….เหอ….เหอ
๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๔
I think you can call yourself an 'environment engineer'.
You have found and used 'sciences' to fix environment and 'human' problems.
I have learned a lot from you work.
Thank you for sharing your work.
May I suggest making a paper model of the area under realistic sunlight and wind channels?
I think air circulations can occur naturally in some cases.
In some cases, it may be possible to change (or add features/holes to) ceilings and roofs, walls and floors.
Please, tell us more of your solution.