ก่อนหน้าการเข้าฟังการบรรยายในครั้งนี้ ดิฉันได้ไปเข้าร่วมงานสัมมนา APEC-Chiang Mai InternationalSymposium 2010:Innovation of Mathematics Teaching and Learning through Lesson Study - Connection between Assessment and Subject Matter ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

 

ในครั้งนั้น Prof. Shizumi SHIMIZU, President of the Japan Society of Mathematical Education (JSME), Japan ท่านได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องการใช้หนังสือเรียนไว้ดังนี้

 

“หนังสือเรียนแบบใหม่ที่กำลังจะใช้ในเดือนเมษายนนี้ มีรายละเอียดที่ช่วยให้ครูดำเนินการจัดการเรียนรู้ได้ดี หนังสือเรียนควรจะเข้าใจง่าย ประกอบด้วยสาระต่างๆ และมีพื้นที่ให้อิสระให้ครูได้พัฒนาวิชาชีพ อายุงานครูโดยเฉลี่ยจะประมาณ ๓๕ ปี แต่ละ ๑๐ ปีจะมีเรื่องใหม่ๆ มาให้ครูทำความเข้าใจ และจะมีรอยต่อของความเข้าใจในครูต่างรุ่นเกิดขึ้นเสมอ

 

ทำอย่างไรที่ครูจะถ่ายทอดความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพให้ครูที่มีอายุงานน้อยกว่าได้ เพราะ ๑/๓ ของครูจะเกษียณออกไปโดยมีครูรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน ความรู้เรื่องปัญหาการเรียนการสอนที่มีอยู่จริงจะถ่ายทอดอย่างไร

 

ครูที่มีความเข้าใจซึ่งมีอยู่น้อยจะใช้หนังสือเรียนได้ดี อีกจำนวนมากยังมีปัญหาในการใช้ สิ่งที่ต้องทำคือ การทำให้ขั้นตอนต่างๆ ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญจำเป็นปรากฏอยู่ในหนังสือเรียน แล้วครูสามารถนำไปใช้โดยมีปัญหาน้อยที่สุด (หมายถึงการใช้หนังสือเรียนเป็น explicit  knowledge ที่ก่อการเรียนรู้แบบ active learning – ผู้เรียบเรียง)

 

คณิตศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับภาษามาก เด็กต้องเข้าใจทั้งคณิตศาสตร์และภาษาเพื่อการอยู่ในสังคม สามารถอ่านกราฟ  ชาร์ท และข้อมูล และสื่อสารระบบความคิดของตนเองสู่ผู้อื่นได้

 

ครูคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าคณิตศาสตร์คือเรื่องของการบวก ลบ คูณ หาร เช่นเดียวกับคนทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น ทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนวิธีคิดนี้ได้

 

วิธีคิดที่น่าจะได้ผลคือการเปลี่ยนคนรุ่นใหม่ที่ได้ใช้หนังสือเรียนชุดใหม่นี้ ไม่ต้องคิดที่จะไปเปลี่ยนผู้ใหญ่ นี่เป็นปัญหาของทุกประเทศ  อะไรคือสิ่งที่ครูต้องสอน ทำไมจึงต้องสอนคณิตศาสตร์ที่โรงเรียน คนเราเรียนอะไรจากคณิตศาสตร์  ปัญหาเหล่านี้ต้องทำวิจัยเพื่อที่จะรู้ปัญหาจากภาคปฏิบัติ

 

ความพยายามที่จะอธิบายเป็นเรื่องสำคัญมาก การจัดระบบความคิด และการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ คือการเพิ่มศักยภาพของคน Open Approach เป็นกระบวนการแก้ปัญหา เมื่อเจอสถานการณ์ปัญหา เกิดปัญหาขึ้นแล้วต้องหาวิธีแก้ด้วยตนเอง ช่วยกันแก้ปัญหาเป็นกลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดกัน เกิดการทำให้ดีขึ้น มีการจัระบบของสิ่งที่ได้มา แล้วนำไปสู่การแก้ปัญหาใหม่ การเรียนคณิตศาสตร์แบบนี้จึงเป็นการ approach เข้าสู่ปัญหา ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ

 

คณิตศาสตร์ระดับโรงเรียนเป็นพื้นที่สำคัญ เราต้องมีความรับผิดชอบต่องานที่สำคัญนี้  ที่ญี่ปุ่นเด็กในชั้นเรียนมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ  เพราะเด็กเกิดน้อยลง สมัยก่อนเด็กญี่ปุ่นมักสนใจที่จะหาหนังสือประเภท introduction to ในวิชาต่างๆ มาอ่านเพิ่มความรู้เอง เพราะการแข่งขันสูง  แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เพราะมองกันว่าคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่เรียนกันในห้องเรียนเท่านั้น

 

อาจารย์อยากให้มีคนมาเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์มากๆ เพื่อปลุกชีวิตของคณิตศาสตร์ให้ตื่นขึ้นมา จึงได้พยายามส่งต่อประสบการณ์ในชีวิตให้คนหนุ่มสาวไปแก้ปัญหา และสั่งสมเป็นสมบัติทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป"