บริบาลบรรเทาแบบบ้านๆ : เมื่อผู้ป่วยกินไม่ได้..ให้อาหารทางสายยาง ดีไหม?

ป.
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
ผู้ป่วยในระยะสุดท้าย (active dying) เหมือนรถที่แบตเตอรี่กำลังจะหมด แม้เราเติมน้ำมันจนเต็มถัง ก็ไม่ได้ทำให้รถวิ่งต่อไปได้อีก

เชื่อว่าหลายท่านอาจเคยเห็น ภาพผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่มีสายยางใสๆ สำหรับใส่ยาและอาหารเหลวผ่านช่องจมูกไปสู่กระเพาะ ( Nasogastric: NG) หรือสายที่ผ่านทางหน้าท้องเข้าสู่กระเพาะโดยตรง ( Percutaneous Endoscopic Gastrostomy: PEG) ..หากวันหนึ่ง คนใกล้ตัวอันเป็นที่รักของท่าน "ไม่ยอม" รับประทานอาหาร ท่านจะตัดสินใจอย่างไร..

นักศึกษาแพทย์ทุกคนมีประสบการณ์ใส่เจ้า NG tube เป็นหัตถการพื้นฐาน ที่สร้างความระทึกใจตอนทำครั้งแรก เพราะ 1. กลัวลงหลอดลมแทนที่จะลงกระเพาะ
2. สีหน้าเหยเกแสดงความเจ็บปวดของผู้ป่วยขณะใส่  เมื่อเรียนจบ ความยากไม่ได้อยู่ที่การใส่แต่กลายเป็น จะตัดสินใจอย่างไรเมื่อผู้ป่วย "ไม่ยอม" รับประทานอาหาร

สามเหตุผลส่วนใหญ่ ในการใส่ท่ออาหาร  
1. เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากขาดอาหาร (Stravation) 
2. เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานจากความหิว (Hunger)
3. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการสำลักอาหาร ( Aspiration) การเกิดแผลกดทับ (pressure sore)

ลองพิจารณาเหตุผลขึ้นต้น ตามสามประเภทผู้ป่วย Palliative ที่เข้าข่ายพิจารณาการให้อาหารทางสายยาง

1. กลุ่มที่มีปัญหาทางเดินอาหาร เช่น ผู้ที่หลอดอาหารตีบจากการฉายแสง
    การให้อาหารทางสายยาง มีประโยชน์ช่วยยืดชีวิตจากการขาดอาหารและเพิ่มคุณภาพชีวิต เพราะร่างกายโดยรวมของผู้ป่วยยังมีความต้องการสารอาหารอยู่ [1]

2. กลุ่มที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญและสารเคมีในร่างกายผิดปกติ ได้แก่ ระยะท้ายๆ ของ ผู้ป่วยมะเร็ง, โรคเอดส์, ตับวาย ไตวาย
 -  เน้นว่า ระยะท้ายๆ ที่อวัยวะของผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการไม่ทำงาน เช่น ความรู้สึกตัวน้อยลง ปัสสาวะไม่ออก หายใจไม่ปกติ ความดันตก..การใส่สายยางในผู้ป่วยกลุ่มนี้มีแนวโน้มไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วย เนื่องจาก
-  เปรียบเหมือน รถที่แบตเตอรี่อ่อนมาก แม้จะเติมน้ำมัน เครื่องก็ไม่ติด รถเอาน้ำมันมาใช้ไม่ได้ ..หรือพูดอีกอย่างก็คือผู้ป่วยกลุ่มนี้เสียชีวิตจากโรคไม่ใช่จากการขาดสารอาหาร -> ตัดเหตุผล stravation
-   การที่ร่างกายปฎิเสธอาหารนั้น ในระยะ active dying นั้นก็เพื่อให้สอดรับกับระบบทางเดินอาหาร ระบบขับถ่าย ที่ทำงานน้อยลงๆ และยังมีข้อสันนิษฐาน โดยอ้างอิงหลักการเดียวกับ ความรู้สึกสุขที่เกิดหลังออกกำลังกายหนักๆ "Running high" [2] ว่า ร่างกายผลิตสาร endorphine หลั่งออกมาเพื่อ "ปลอบประโลม" หลังจากภาวะคับขัน (ต่างจากระยะแรก ที่ร่างกายจะผลิต adrenaline ให้ตื่นตัว) ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายจึงมักไม่หิวอาหาร -> ตัดเหตุผล hunger
-   การใส่สายยางไม่ว่าทางจมูก หรือทางหน้าท้อง อาจป้องกันอาการสำลักจากการกลืนอาหารก็จริง แต่ไม่สามารถป้องกันสารคัดหลั่งในปากที่หลุดลอดลงหลอดลม (microaspiration) จึงไม่ลดอัตราการเกิดปอดติดเชื้อจากการสำลัก [3] -> ตัดเหตุผลป้องกัน aspiration
   

3. กลุ่มที่เกิดจากระบบประสาทเกี่ยวข้องกับการกลืนผิดปกติ ได้แก่ severe stroke, multiple sclerosis, advance demantia
    เป็นกลุ่มที่มีปัญหาในการตัดสินใจมากที่สุด เนื่องจากการดำเนินโรคค่อยๆ แย่ลง..ยากที่่จะลงความเห็นว่า เมื่อไหรที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะ "active dying"
   เคยมีผู้พยายามใช้เครื่องมือทดสอบการกลืน (swallow study) ก็พบว่าไม่มีความแม่นยำพอจะพยากรณ์ความจำเป็นของการใช้หรือไม่ใช้สายยางให้อาหาร
   มีหลักฐานสนับสนุนว่า กรณีผู้ป่วย stroke ที่มีอาการกลืนลำบากเกิน 7 วันควรได้รับการทำ PEG..แต่..ก็ต่อเมื่อคิดว่าผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่เกิน 3 เดือน [4]
   แต่สำหรับผู้ป่วย Alzheimer แล้ว ล่าสุดมีข้อสรุปว่า [5] "ไม่สามารถบอกได้ว่ามีประโยชน์" ( แต่ก็ไม่สามารถฟันธงว่า ไร้ประโยชน์เช่นกัน)  ในแง่การยืดชีวิต, คุณภาพชีวิต, การป้องกันข้อแทรกซ้อน..อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ผลเสียที่ตามมาจากการใส่สายยาง ที่เราคงเห็นภาพโดยไม่ต้องดูงานวิจัย ก็คือ "การมัดเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยดึงสาย", "จะกอด จะหอมแก้วก็ไม่สะดวกเพราะมีสายขวาง"..

****************
ส่งท้าย : เวชปฎิบัติอิงหลักฐาน เป็นสิ่ง "ช่วย" การตัดสินใจ แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือวิธีการสื่อสาร ไม่มีใครอยากฟัง "เราจะไม่ใส่สายยาง เพราะผู้ป่วยใกล้จะเสียชีวิต"..จะดีไหมหากเปลี่ยนเป็น "เราจะเตรียมฟองน้ำเช็ดปากให้ และสอนวิธีการป้อนให้ไม่สำลัก คุณจะได้แสดงความรักต่อท่านในเวลาที่เหลืออยู่.."

 

อ้างอิง
[1] Silander E. (2010) The use of prophylactic percutaneous endoscopic gastrostomy and early enteral feeding in patients with advanced head and neck cancer-A prospective longitudinal study.

[2] Boecker et al (2008). The Runner's High: Opioidergic Mechanism in the Human brain.

[3] Fox KA et al.(1995).Aspiration pneumonia following surgically placed feeding tubes

[4] RL.Koretz (2007). Does Enteral Nutrition Affect Clinical Outcome? A Systematic Review of the Randomized Trials

[5] EL.Sampson et al (2009).Enteral tube feeding for older people with advanced dementia. Cochrane review : website

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Live for lives



ความเห็น (7)

เขียนเมื่อ 

ชอบ "ส่งท้าย" มากที่สุด

แต่ปัทเขียนบทความวิชาการด้านนี้เก่งครับ มี reference มี story ครบเครื่อง ผมทำไม่ได้แบบนี้ หึ หึ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณที่ให้กำลังใจคะอาจารย์

กำลังตั้งตารออ่านบันทึกอาจารย์ เกี่ยวกับการประชุม APHN ที่ปีนังคะ ( fanclub request :-)

ลิฟ
IP: xxx.120.112.241
เขียนเมื่อ 

มีรูปผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยางบ้างมั้ยคะอยากดูว่าเป็นอย่างไรนะค่ะพอดีตอนนี้กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะให้คุณแม่เข้ารับการผ่าตัดดีรึเปล่า รบกวนหน่อยนะคะถ้ามี ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีคะ คุณลิฟ เป็นกำลังใจให้คะ

การให้อาหารทางสายยาง มีสองแบบคือ
ให้ทางจมูก (NG tube) ซึ่งไม่ต้องผ่าตัด

กับแบบผ่าตัดเพื่อใส่สายสู่กระเพาะ ผ่านทางผิวหนัง
( Percutaneous Endoscopic Gastrostomy หรือ PEG feeding tube) ดังนี้คะ

  (ภาพจาก http://www.als-mda.org)

 

รุ่งนภา
IP: xxx.8.23.163
เขียนเมื่อ 

เรียน อาจารย์ปัทมา

       คุณแม่ดิฉันอายุ 104 ปี เพิ่งเริ่มใส่สายยางได้ 8 วัน (เริ่มใส่ 12 พ.ค.55 ตอนค่ำ) โดยคุณหมอเห็นสมควรใส่เพราะเกรงสำลักอาหาร หลังจากใส่สายยางทางจมูก ต้องใส่ใหม่ 2 ครั้งเนื่องจากคุณแม่ดึงออก ตอนนี้ต้องเอาถุงมือพิเศษสวมใส่ไว้กันดึง แต่ท่านก็ต่อต้านด้วยการตีแขนกับราวเตียงจนเส้นเลือดฝอยแตก มีน้ำมูกไหลจากจมูก จะคอยเช็ดตลอด และระยะหลังมีอาการจามบ่อยมาก ปัญหาที่ดิฉันลำบากใจมาก คือ ควรใส่สายยางหรือไม่ ไม่ว่าทางจมูก หรือ หน้าท้อง  คุณหมออีกท่านก็แนะนำให้ใส่ทางหน้าท้อง แต่ดิฉันเรียนคุณหมอว่า อยากใส่ทางจมูกแบบไม่ถาวร คือใส่ประมาณ 10 วันพอดีขึ้นก็ถอด ถ้ามีอาการอ่อนเพลียมาก ก็ใส่ให้ใหม่ เช่น ประมาณ 2 เดือนครั้ง เป็นต้น คุณหมอท่านรับฟังแล้วก็พยักหน้าว่าได้
        ปกติคุณแม่ดิฉันเป็นคนแข็งแรง แจ่มใส ชอบอยู่ในคนกลุ่มมาก ยังออกไปเที่ยวและทานข้าวนอกบ้านได้ ทานอาหารปกติเช่นเดียวกับพวกเรา เพียงแต่ระวังไม่ให้คำใหญ่ และถ้าเป็นผักต้องสับละเอียด ไม่ชอบทานอาหารอ่อน/อาหารเหลว ยังทานข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ได้และชอบมาก  ต่อมาเมื่อประมาณ 5 เดือนที่ผ่านมา เริ่มทานได้น้อยลง จนเหลือมื้อละ 4 ช้อนชา และมีน้ำผลไม้ 1/5 ถ้วยตวง นมสด 1/2 กล่อง และอาหารเสริมไอโซคาลซึ่งให้ทางปากมาเป็นเวลา 8-10 ปีได้แล้ว โดยระยะแรกทานเสริมในบางวัน แต่ในระยะ 5 เดือนที่ผ่านมาให้ทุกวัน วันละ 1 มื้อ มื้อละ 1 ช้อนตวงที่ให้มาในกล่องไอโซคาล  ปัญหาคือคุณแม่จะนอนมากขึ้น และทานได้ไม่ครบวันละ 3 มื้อ อ่อนเพลียมากขึ้นทุกวัน จนท้ายสุดไม่สามารถทรงตัวนั่งตรงได้ บางครั้งก็เอียงข้างขวา บางครั้งก็หงายหน้าไปข้างหลัง ความรู้สึกตัวน้อยลงจนสื่อสารกันไม่ได้ 
         คุณแม่เป็นอัมพาตซีกซ้ายทั้งแขนและขา ใช้การไม่ได้ แต่ปากไม่เบี้ยว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2548 จากเส้นเลือดตีบฉับพลัน หลังจากเป็นอัมพาต ดิฉันและพี่เลี้ยงดูแลอยู่ที่บ้านโดยปฏิบัติเหมือนคนปกติ เช่น อุ้มนั่งถ่ายที่โถส้วม อาบน้ำที่โถส้วม แต่อุจจาระต้องล้วงวันละอย่างน้อย 1 ครั้ง ระบบย่อยยังทำงานได้ดีมากถ้าเทียบกับอายุ การออกไปนอกบ้านก็อุ้มนั่งรถเข็น ยังดูทีวีได้ ตายังใช้การได้เห็นฝนตกในทีวี 
          ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2555 มีอาการอ่อนเพลียมากจากอาหารไม่พอเพียง จึงพาไปโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือ 4,500 ซี.ซี. อาการดีขึ้นจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม เริ่มอ่อนเพลียทรงตัวนั่งไม่ได้ ความรู้สึกตัวลดลงอย่างมาก จึงเข้าให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลอีกครั้ง 2,000 ซี.ซี. และในครั้งนี้คุณหมอได้ให้ใส่สายยางอาหารทางจมูกเพื่อกันสำลักอาหาร อยู่โรงพยาบาล 2.5 วันก็กลับบ้านพร้อมด้วยสายยางอาหารทางจมูก ดิฉันได้จัดอาหารทางสายยางให้เองโดยให้อาหารสำเร็จ "เบลนเดอร่า" วันละ 3 มื้อ มื้อละ 6 ช้อนตวงที่มีในซอง และ ไอโซคาลอีกวันละ 1 มื้อ 3 ช้อนตวงของกล่อง  ประมาณอาหารที่ได้รับวันละ 200-250 ซี.ซี.ตามคำแนะนำของโรงพยาบาล บางวันได้เสริมอาหารทางปากด้วยได้มื้อละ 3-4 ช้อนชา และทานได้ลดลงเรื่อยๆ  วันนี้ได้รับคำแนะนำจากโรงพยาบาลอีกแห่งว่าให้จัดอาหารตามสูตรของโรงพยาบาล ได้แก่ เนื้อสัตว์ 130 กรัม ไข่ไก่ทั้งฟอง 1 ฟอง กล้วยน้ำว้าขนาดกลาง 1.5 ลูก ฟักทอง+แครอทหั่นละเอียด 80 กรัม ผักใบเขียว (กวางตุ้ง) หั่นละเอียด 80 กรัม น้ำมันพืช 1.5 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 56 กรัม เกลือ 0.5 ช้อนชา น้ำสุก 600 มิลลิลิตร โดยให้ใช้สูตรนี้ทั้ง 4 มื้อ ถ้าให้อาหารเสริมสำเร็จรูปต้องลดปริมาณอาหารตามสูตรโรงพยาบาลลง
           ความทุกข์ใจของดิฉัน คือ 
            1)  ดิฉันคิดถูกหรือผิดที่ยอมให้ใส่สายยางอาหาร โดยเฉพาะระยะหลังๆ พอได้รับสารอาหารเต็มที่ คุณแม่รู้สึกตัวมากขึ้นก็ต่อต้านพยายามดึงสาย ตีแขนกับราวเตียง แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้ว่าท่านต้องการอะไรที่แท้จริง ถ้าท่านไม่ต้องการมีชีวิตลักษณะนี้ ดิฉันก็ทำใจได้ค่ะ สุดแท้แต่ท่าน แต่ปัญหาคือไม่มีคำตอบที่แน่ชัดจากท่าน มิใช่ไม่อยากดูแล แต่ท่านอายุเกิน 100 ปีถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้ว
            2)  ถ้าตัดสินใจใส่ยางสายอาหาร ควรใส่ถาวร ซึ่งดูจากการรับประทานทางปากแล้ว เชื่อว่าต้องใส่ถาวร คำถามคือ ควรใส่ทางจมูก หรือ ใส่ตรงทางกระเพาะอาหาร จะเป็นการทารุณกับท่านเกินไปหรือไม่ จะทำให้ติดเชื้อง่ายและมีปัญหาให้ท่านต้องจากไปอย่างที่ไม่ควรเป็นหรือไม่ ความทรมานระหว่างการใส่ทางจมูกและทางกระเพาะอาหาร อย่างไหนมากกว่ากัน ในด้านภาพลักษณ์ เจาะตรงสู่กระเพาะอาหารคงดีกว่าแน่นอน แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ขอเพียงให้ทนทุกข์ทรมานน้อยที่สุดก็พอ
            3)  ได้ทราบว่ามีการให้สารอาหารทางเส้นเลือดดำ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก และเสื่องต่อการติดเชื้อมากขึ้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคะ ค่าใช้จ่ายสักเท่าไรคะ ไม่รู้จะสู้ได้หรือไม่ ดิฉันเกษียณอายุได้ 3 ปีแล้วค่ะ ค่าใช้จ่ายเรื่องพี่เลี้ยงก็หนักเอาการ รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลซึ่งต้องใช้เอกชนตลอด เพราะสภาพอายุคุณแม่ไม่สามารถรอคิดตรวจรักษาภาครัฐตามสิทธิบัตรทองหรือสิทธิคนพิการได้
       ค่อนข้างยาวนะคะ แต่กำลังกลุ้มใจและหวังความกระจ่างเพื่อช่วยให้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องและควรทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของคุณแม่ ซึ่งเท่าที่เดาเอาเองจากลักษณะนิสัยของคุณแม่ ท่านเป็นคนสู้และยังอยากมีชีวิตอยู่กับลูก (ท่านรักดิฉันซึ่งเป็นลูกคนเดียวมากๆๆๆๆ ค่ะ) เพราะพออาการดีขึ้น ท่านก็เริ่มเล่นกับคนรอบด้าน และยังสนใจสิ่งรอบตัว ขอบพระคุณท่านอาจารย์ล่วงหน้าในความกรุณาค่ะ

นับถือ รุ่งนภา

เขียนเมื่อ 

คุณรุ่งนภาค่ะ อ่านจากที่คุณรุ่งนภาเขียนมา รู้สึกได้ว่า เป็นคนรอบคอบ เอาใจใส่ในรายละเอียด และเป็นคนดูแลคุณแม่ด้วยความรักจริงๆ คุณแม่ของคุณรุ่ง มีประวัติเป็นหลอดเลือดสมองแต่ฟื้นตัว แล้วออกนอกบ้านได้ เห็นดังที่คุณสังเกต "ท่านเป็นคนสู้และยังอยากมีชีวิตอยู่กับลูก" ค่ะ ... ขออนุญาตแสดงความเห็น และถามเพื่อคุณรุ่งนภาพิจารณาดังนี้ค่ะ

1) ดิฉันคิดถูกหรือผิดที่ยอมให้ใส่สายยางอาหาร โดยเฉพาะระยะหลังๆ พอได้รับสารอาหารเต็มที่ คุณแม่รู้สึกตัวมากขึ้นก็ต่อต้านพยายามดึงสาย ตีแขนกับราวเตียง แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้ว่าท่านต้องการอะไรที่แท้จริง ถ้าท่านไม่ต้องการมีชีวิตลักษณะนี้ ดิฉันก็ทำใจได้ค่ะ สุดแท้แต่ท่าน แต่ปัญหาคือไม่มีคำตอบที่แน่ชัดจากท่าน มิใช่ไม่อยากดูแล แต่ท่านอายุเกิน 100 ปีถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้ว -> สิ่งที่ท่านแสดงออกด้วยการดึงสาย ตีแขน อาจเป็นผลจากภาวะสับสน (delirium) ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุที่เข้าโรงพยาบาล เนื่องจากสภาพทางกาย บวกกับ สภาพแวดล้อมไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะถ้าสื่อสารไม่ได้ และถูกดึงรั้งกับเตียง ก็ยิ่งเพิ่มภาวะสับสน มากขึ้นค่ะ คำถาม: ที่คุณรุ่งนภา บอก "ท่านไม่ต้องการมีชีวิตลักษณะนี้" ท่านเคยบอกไว้ช่วงยังแข็งแรงไหมค่ะว่า หากท่านทรุดหนัก ต้องการให้เป็นเช่นไร?

2) ถ้าตัดสินใจใส่ยางสายอาหาร ควรใส่ถาวร ซึ่งดูจากการรับประทานทางปากแล้ว เชื่อว่าต้องใส่ถาวร คำถามคือ ควรใส่ทางจมูก หรือ ใส่ตรงทางกระเพาะอาหาร จะเป็นการทารุณกับท่านเกินไปหรือไม่ จะทำให้ติดเชื้อง่ายและมีปัญหาให้ท่านต้องจากไปอย่างที่ไม่ควรเป็นหรือไม่ ความทรมานระหว่างการใส่ทางจมูกและทางกระเพาะอาหาร อย่างไหนมากกว่ากัน ในด้านภาพลักษณ์ เจาะตรงสู่กระเพาะอาหารคงดีกว่าแน่นอน แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ขอเพียงให้ทนทุกข์ทรมานน้อยที่สุดก็พอ -> การใส่สายยางอาหารทางกระเพาะอาหาร อาจดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้ว ผู้ป่วยเจ็บน้อยกว่าการใส่สายยางทางจมูกแต่ละครั้งค่ะ การติดเชื้อรอบแผลของ PEG ประมาณ 1 ใน 10 แต่ที่รุนแรงมีเพียง 1 ใน 100 ค่ะ -- มากน้อยกว่านี้ ขึ้นกับการดูแลแผล และมีโรคเบาหวานด้วยหรือไม่ ขณะที่ NG หากทิ้งไว้เกินสองสัปดาห์เสี่ยงต่อติดเชื้อในโพรงไซนัส

คำถาม : ที่คุณรุ่งพูดถึง "ความทุกข์ทรมาน" พอขยายความได้ไหมค่ะ ว่าหมายถึงอาการใด

3) ได้ทราบว่ามีการให้สารอาหารทางเส้นเลือดดำ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก และเสื่องต่อการติดเชื้อมากขึ้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคะ ค่าใช้จ่ายสักเท่าไรคะ ไม่รู้จะสู้ได้หรือไม่ ดิฉันเกษียณอายุได้ 3 ปีแล้วค่ะ ค่าใช้จ่ายเรื่องพี่เลี้ยงก็หนักเอาการ รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลซึ่งต้องใช้เอกชนตลอด เพราะสภาพอายุคุณแม่ไม่สามารถรอคิดตรวจรักษาภาครัฐตามสิทธิบัตรทองหรือสิทธิคนพิการได้ -> การให้อาหารทางเส้นเลือดดำ หรือ "TPN -total parenteral nutrition" เนื่องจากเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงเข้ากระแสเลือด ดั่งที่คุณรุ่งว่า จึงต้องอยู่ในโรงพยาบาลค่ะ ไปให้ที่บ้านไม่ได้

โดยสรุป โดยความเห็นส่วนตัว หากคุณรุ่งตั้งเป้าว่า อยากให้ท่านได้อาหารแล้วมีแรง ขอเสนอให้ลองพิจารณา PEG เนื่องจากเจ็บครั้งเดียวและดูแลที่บ้านง่ายกว่าอย่างอื่นค่ะ อย่างไรก็ตาม คงไม่อาจตั้งเป้า "เพื่อยีดชีวิต" เพราะการเสียชีวิตในผู้ป่วยระยะนี้ มักเกิดจากความเสื่อมถอยของอวัยวะหลายระบบ ซึ่งไม่สามารถป้องกันได้ด้วย NG, PEG หรือ TPN ค่ะ

เป็นกำลังใจให้ค่ะ

ปัทมา

เขียนเมื่อ 
  • คุณรุ่งนภาค่ะ เมื่อวานตอบแล้วกลับมาดูอีกครั้งปรากฎว่าที่ตอบ save ไม่ติด ต้องขออภัยด้วยค่ะ อ่านจากที่คุณเขียนมา แสดงถึงความเป็นคนมีระเบียบ ใส่ใจในรายละเอียด เชื่อว่าเป็นผู้ดูแลคุณแม่ที่ดียิ่ง ขออนุญาตแสดงความเห็น และคำถามให้พิจารณาดังนี้ค่ะ
     
  • 1.  คุณแม่รู้สึกตัวมากขึ้นก็ต่อต้านพยายามดึงสาย ตีแขนกับราวเตียง แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้ว่าท่านต้องการอะไรที่แท้จริง ถ้าท่านไม่ต้องการมีชีวิตลักษณะนี้ 
    ->  การพยายามดึงสาย ตีแขน นี้อาจเป็นผลจากภาวะสับสน (Delirium) ที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เวลาเจ็บป่วย และเป็นมากขึ้น เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมไม่คุ้นเคย เช่นอยู่ในโรงพยาบาล การถูกผูกรั้ง ...เป็นไปได้ไหมค่ะว่า ท่านไม่ได้ต้องการปฎิเสธความต้องการมีชีวิตอยู่ (คุณรุ่งเล่าว่า "ลักษณะนิสัยของคุณแม่ ท่านเป็นคนสู้และยังอยากมีชีวิตอยู่กับลูก")
     
  • 2 ควรใส่ทางจมูก หรือ ใส่ตรงทางกระเพาะอาหาร จะเป็นการทารุณกับท่านเกินไปหรือไม่ จะทำให้ติดเชื้อง่ายและมีปัญหาให้ท่านต้องจากไปอย่างที่ไม่ควรเป็นหรือไม่ ความทรมานระหว่างการใส่ทางจมูกและทางกระเพาะอาหาร อย่างไหนมากกว่ากัน ในด้านภาพลักษณ์ เจาะตรงสู่กระเพาะอาหารคงดีกว่าแน่นอน แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ขอเพียงให้ทนทุกข์ทรมานน้อยที่สุดก็พอ
    -> ความทุกข์ทรมานของท่านที่แสดงออก หมายถึง การไม่ได้รับอาหาร หรือ ความเจ็บปวดขณะใส่สายยาง ค่ะ  
    อัตราการติดเชื้อรอบแผล ของสายยางทางหน้าท้องประมาณ 1 ใน 10 ที่ติดแบบรุนแรงประมาณ 1 ใน 100 ขึ้นกับการดูแลและโรคประจำตัว เช่นมีเบาหวานไหมค่ะ 
    หากใส่ระยะยาว การใส่สายเข้ากระเพาะอาหาร จะดีกว่า ทางจมูก เพราะอย่างหลังเจ็บและต้องจับผู้ป่วยค่ะ
     
  • 3  ได้ทราบว่ามีการให้สารอาหารทางเส้นเลือดดำ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก และเสื่องต่อการติดเชื้อมากขึ้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคะ ค่าใช้จ่ายสักเท่าไรคะ ไม่รู้จะสู้ได้หรือไม่ ดิฉันเกษียณอายุได้ 3 ปีแล้วค่ะ ค่าใช้จ่ายเรื่องพี่เลี้ยงก็หนักเอาการ รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลซึ่งต้องใช้เอกชนตลอด
    -> ทีคุณรุ่งกล่าวมา เป็นความจริงค่ะ ว่า การให้สารอาหารทางเส้นเลือดดำ เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อเข้ากระแสเลือด  และปริมาณสารอาหารที่ให้ต้องคำนวณอยางระมัดระวัง เสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลสูง มากกว่าให้ผ่านทางเดินอาหาร  ระหว่างให้จึงต้องนอนโรงพยาบาลค่ะ
     
  •  โดยสรุป ในกรณีคุณแม่นี้ หากท่านเจ็บปวดตอนใส่ทางจมูกมาก การให้ทางหน้าท้องเป็นทางเลือก ที่น่าสนใจค่ะ