ผู้ป่วยในระยะสุดท้าย (active dying) เหมือนรถที่แบตเตอรี่กำลังจะหมด แม้เราเติมน้ำมันจนเต็มถัง ก็ไม่ได้ทำให้รถวิ่งต่อไปได้อีก

เชื่อว่าหลายท่านอาจเคยเห็น ภาพผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่มีสายยางใสๆ สำหรับใส่ยาและอาหารเหลวผ่านช่องจมูกไปสู่กระเพาะ ( Nasogastric: NG) หรือสายที่ผ่านทางหน้าท้องเข้าสู่กระเพาะโดยตรง ( Percutaneous Endoscopic Gastrostomy: PEG) ..หากวันหนึ่ง คนใกล้ตัวอันเป็นที่รักของท่าน "ไม่ยอม" รับประทานอาหาร ท่านจะตัดสินใจอย่างไร..

นักศึกษาแพทย์ทุกคนมีประสบการณ์ใส่เจ้า NG tube เป็นหัตถการพื้นฐาน ที่สร้างความระทึกใจตอนทำครั้งแรก เพราะ 1. กลัวลงหลอดลมแทนที่จะลงกระเพาะ
2. สีหน้าเหยเกแสดงความเจ็บปวดของผู้ป่วยขณะใส่  เมื่อเรียนจบ ความยากไม่ได้อยู่ที่การใส่แต่กลายเป็น จะตัดสินใจอย่างไรเมื่อผู้ป่วย "ไม่ยอม" รับประทานอาหาร

สามเหตุผลส่วนใหญ่ ในการใส่ท่ออาหาร  
1. เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากขาดอาหาร (Stravation) 
2. เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานจากความหิว (Hunger)
3. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการสำลักอาหาร ( Aspiration) การเกิดแผลกดทับ (pressure sore)

ลองพิจารณาเหตุผลขึ้นต้น ตามสามประเภทผู้ป่วย Palliative ที่เข้าข่ายพิจารณาการให้อาหารทางสายยาง

1. กลุ่มที่มีปัญหาทางเดินอาหาร เช่น ผู้ที่หลอดอาหารตีบจากการฉายแสง
    การให้อาหารทางสายยาง มีประโยชน์ช่วยยืดชีวิตจากการขาดอาหารและเพิ่มคุณภาพชีวิต เพราะร่างกายโดยรวมของผู้ป่วยยังมีความต้องการสารอาหารอยู่ [1]

2. กลุ่มที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญและสารเคมีในร่างกายผิดปกติ ได้แก่ ระยะท้ายๆ ของ ผู้ป่วยมะเร็ง, โรคเอดส์, ตับวาย ไตวาย
 -  เน้นว่า ระยะท้ายๆ ที่อวัยวะของผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการไม่ทำงาน เช่น ความรู้สึกตัวน้อยลง ปัสสาวะไม่ออก หายใจไม่ปกติ ความดันตก..การใส่สายยางในผู้ป่วยกลุ่มนี้มีแนวโน้มไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วย เนื่องจาก
-  เปรียบเหมือน รถที่แบตเตอรี่อ่อนมาก แม้จะเติมน้ำมัน เครื่องก็ไม่ติด รถเอาน้ำมันมาใช้ไม่ได้ ..หรือพูดอีกอย่างก็คือผู้ป่วยกลุ่มนี้เสียชีวิตจากโรคไม่ใช่จากการขาดสารอาหาร -> ตัดเหตุผล stravation
-   การที่ร่างกายปฎิเสธอาหารนั้น ในระยะ active dying นั้นก็เพื่อให้สอดรับกับระบบทางเดินอาหาร ระบบขับถ่าย ที่ทำงานน้อยลงๆ และยังมีข้อสันนิษฐาน โดยอ้างอิงหลักการเดียวกับ ความรู้สึกสุขที่เกิดหลังออกกำลังกายหนักๆ "Running high" [2] ว่า ร่างกายผลิตสาร endorphine หลั่งออกมาเพื่อ "ปลอบประโลม" หลังจากภาวะคับขัน (ต่างจากระยะแรก ที่ร่างกายจะผลิต adrenaline ให้ตื่นตัว) ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายจึงมักไม่หิวอาหาร -> ตัดเหตุผล hunger
-   การใส่สายยางไม่ว่าทางจมูก หรือทางหน้าท้อง อาจป้องกันอาการสำลักจากการกลืนอาหารก็จริง แต่ไม่สามารถป้องกันสารคัดหลั่งในปากที่หลุดลอดลงหลอดลม (microaspiration) จึงไม่ลดอัตราการเกิดปอดติดเชื้อจากการสำลัก [3] -> ตัดเหตุผลป้องกัน aspiration
   

3. กลุ่มที่เกิดจากระบบประสาทเกี่ยวข้องกับการกลืนผิดปกติ ได้แก่ severe stroke, multiple sclerosis, advance demantia
    เป็นกลุ่มที่มีปัญหาในการตัดสินใจมากที่สุด เนื่องจากการดำเนินโรคค่อยๆ แย่ลง..ยากที่่จะลงความเห็นว่า เมื่อไหรที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะ "active dying"
   เคยมีผู้พยายามใช้เครื่องมือทดสอบการกลืน (swallow study) ก็พบว่าไม่มีความแม่นยำพอจะพยากรณ์ความจำเป็นของการใช้หรือไม่ใช้สายยางให้อาหาร
   มีหลักฐานสนับสนุนว่า กรณีผู้ป่วย stroke ที่มีอาการกลืนลำบากเกิน 7 วันควรได้รับการทำ PEG..แต่..ก็ต่อเมื่อคิดว่าผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่เกิน 3 เดือน [4]
   แต่สำหรับผู้ป่วย Alzheimer แล้ว ล่าสุดมีข้อสรุปว่า [5] "ไม่สามารถบอกได้ว่ามีประโยชน์" ( แต่ก็ไม่สามารถฟันธงว่า ไร้ประโยชน์เช่นกัน)  ในแง่การยืดชีวิต, คุณภาพชีวิต, การป้องกันข้อแทรกซ้อน..อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ผลเสียที่ตามมาจากการใส่สายยาง ที่เราคงเห็นภาพโดยไม่ต้องดูงานวิจัย ก็คือ "การมัดเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยดึงสาย", "จะกอด จะหอมแก้วก็ไม่สะดวกเพราะมีสายขวาง"..

****************
ส่งท้าย : เวชปฎิบัติอิงหลักฐาน เป็นสิ่ง "ช่วย" การตัดสินใจ แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือวิธีการสื่อสาร ไม่มีใครอยากฟัง "เราจะไม่ใส่สายยาง เพราะผู้ป่วยใกล้จะเสียชีวิต"..จะดีไหมหากเปลี่ยนเป็น "เราจะเตรียมฟองน้ำเช็ดปากให้ และสอนวิธีการป้อนให้ไม่สำลัก คุณจะได้แสดงความรักต่อท่านในเวลาที่เหลืออยู่.."

 

อ้างอิง
[1] Silander E. (2010) The use of prophylactic percutaneous endoscopic gastrostomy and early enteral feeding in patients with advanced head and neck cancer-A prospective longitudinal study.

[2] Boecker et al (2008). The Runner's High: Opioidergic Mechanism in the Human brain.

[3] Fox KA et al.(1995).Aspiration pneumonia following surgically placed feeding tubes

[4] RL.Koretz (2007). Does Enteral Nutrition Affect Clinical Outcome? A Systematic Review of the Randomized Trials

[5] EL.Sampson et al (2009).Enteral tube feeding for older people with advanced dementia. Cochrane review : website