เรียน อาจารย์ปัทมา

       คุณแม่ดิฉันอายุ 104 ปี เพิ่งเริ่มใส่สายยางได้ 8 วัน (เริ่มใส่ 12 พ.ค.55 ตอนค่ำ) โดยคุณหมอเห็นสมควรใส่เพราะเกรงสำลักอาหาร หลังจากใส่สายยางทางจมูก ต้องใส่ใหม่ 2 ครั้งเนื่องจากคุณแม่ดึงออก ตอนนี้ต้องเอาถุงมือพิเศษสวมใส่ไว้กันดึง แต่ท่านก็ต่อต้านด้วยการตีแขนกับราวเตียงจนเส้นเลือดฝอยแตก มีน้ำมูกไหลจากจมูก จะคอยเช็ดตลอด และระยะหลังมีอาการจามบ่อยมาก ปัญหาที่ดิฉันลำบากใจมาก คือ ควรใส่สายยางหรือไม่ ไม่ว่าทางจมูก หรือ หน้าท้อง  คุณหมออีกท่านก็แนะนำให้ใส่ทางหน้าท้อง แต่ดิฉันเรียนคุณหมอว่า อยากใส่ทางจมูกแบบไม่ถาวร คือใส่ประมาณ 10 วันพอดีขึ้นก็ถอด ถ้ามีอาการอ่อนเพลียมาก ก็ใส่ให้ใหม่ เช่น ประมาณ 2 เดือนครั้ง เป็นต้น คุณหมอท่านรับฟังแล้วก็พยักหน้าว่าได้
        ปกติคุณแม่ดิฉันเป็นคนแข็งแรง แจ่มใส ชอบอยู่ในคนกลุ่มมาก ยังออกไปเที่ยวและทานข้าวนอกบ้านได้ ทานอาหารปกติเช่นเดียวกับพวกเรา เพียงแต่ระวังไม่ให้คำใหญ่ และถ้าเป็นผักต้องสับละเอียด ไม่ชอบทานอาหารอ่อน/อาหารเหลว ยังทานข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ได้และชอบมาก  ต่อมาเมื่อประมาณ 5 เดือนที่ผ่านมา เริ่มทานได้น้อยลง จนเหลือมื้อละ 4 ช้อนชา และมีน้ำผลไม้ 1/5 ถ้วยตวง นมสด 1/2 กล่อง และอาหารเสริมไอโซคาลซึ่งให้ทางปากมาเป็นเวลา 8-10 ปีได้แล้ว โดยระยะแรกทานเสริมในบางวัน แต่ในระยะ 5 เดือนที่ผ่านมาให้ทุกวัน วันละ 1 มื้อ มื้อละ 1 ช้อนตวงที่ให้มาในกล่องไอโซคาล  ปัญหาคือคุณแม่จะนอนมากขึ้น และทานได้ไม่ครบวันละ 3 มื้อ อ่อนเพลียมากขึ้นทุกวัน จนท้ายสุดไม่สามารถทรงตัวนั่งตรงได้ บางครั้งก็เอียงข้างขวา บางครั้งก็หงายหน้าไปข้างหลัง ความรู้สึกตัวน้อยลงจนสื่อสารกันไม่ได้ 
         คุณแม่เป็นอัมพาตซีกซ้ายทั้งแขนและขา ใช้การไม่ได้ แต่ปากไม่เบี้ยว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2548 จากเส้นเลือดตีบฉับพลัน หลังจากเป็นอัมพาต ดิฉันและพี่เลี้ยงดูแลอยู่ที่บ้านโดยปฏิบัติเหมือนคนปกติ เช่น อุ้มนั่งถ่ายที่โถส้วม อาบน้ำที่โถส้วม แต่อุจจาระต้องล้วงวันละอย่างน้อย 1 ครั้ง ระบบย่อยยังทำงานได้ดีมากถ้าเทียบกับอายุ การออกไปนอกบ้านก็อุ้มนั่งรถเข็น ยังดูทีวีได้ ตายังใช้การได้เห็นฝนตกในทีวี 
          ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2555 มีอาการอ่อนเพลียมากจากอาหารไม่พอเพียง จึงพาไปโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือ 4,500 ซี.ซี. อาการดีขึ้นจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม เริ่มอ่อนเพลียทรงตัวนั่งไม่ได้ ความรู้สึกตัวลดลงอย่างมาก จึงเข้าให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลอีกครั้ง 2,000 ซี.ซี. และในครั้งนี้คุณหมอได้ให้ใส่สายยางอาหารทางจมูกเพื่อกันสำลักอาหาร อยู่โรงพยาบาล 2.5 วันก็กลับบ้านพร้อมด้วยสายยางอาหารทางจมูก ดิฉันได้จัดอาหารทางสายยางให้เองโดยให้อาหารสำเร็จ "เบลนเดอร่า" วันละ 3 มื้อ มื้อละ 6 ช้อนตวงที่มีในซอง และ ไอโซคาลอีกวันละ 1 มื้อ 3 ช้อนตวงของกล่อง  ประมาณอาหารที่ได้รับวันละ 200-250 ซี.ซี.ตามคำแนะนำของโรงพยาบาล บางวันได้เสริมอาหารทางปากด้วยได้มื้อละ 3-4 ช้อนชา และทานได้ลดลงเรื่อยๆ  วันนี้ได้รับคำแนะนำจากโรงพยาบาลอีกแห่งว่าให้จัดอาหารตามสูตรของโรงพยาบาล ได้แก่ เนื้อสัตว์ 130 กรัม ไข่ไก่ทั้งฟอง 1 ฟอง กล้วยน้ำว้าขนาดกลาง 1.5 ลูก ฟักทอง+แครอทหั่นละเอียด 80 กรัม ผักใบเขียว (กวางตุ้ง) หั่นละเอียด 80 กรัม น้ำมันพืช 1.5 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 56 กรัม เกลือ 0.5 ช้อนชา น้ำสุก 600 มิลลิลิตร โดยให้ใช้สูตรนี้ทั้ง 4 มื้อ ถ้าให้อาหารเสริมสำเร็จรูปต้องลดปริมาณอาหารตามสูตรโรงพยาบาลลง
           ความทุกข์ใจของดิฉัน คือ 
            1)  ดิฉันคิดถูกหรือผิดที่ยอมให้ใส่สายยางอาหาร โดยเฉพาะระยะหลังๆ พอได้รับสารอาหารเต็มที่ คุณแม่รู้สึกตัวมากขึ้นก็ต่อต้านพยายามดึงสาย ตีแขนกับราวเตียง แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้ว่าท่านต้องการอะไรที่แท้จริง ถ้าท่านไม่ต้องการมีชีวิตลักษณะนี้ ดิฉันก็ทำใจได้ค่ะ สุดแท้แต่ท่าน แต่ปัญหาคือไม่มีคำตอบที่แน่ชัดจากท่าน มิใช่ไม่อยากดูแล แต่ท่านอายุเกิน 100 ปีถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้ว
            2)  ถ้าตัดสินใจใส่ยางสายอาหาร ควรใส่ถาวร ซึ่งดูจากการรับประทานทางปากแล้ว เชื่อว่าต้องใส่ถาวร คำถามคือ ควรใส่ทางจมูก หรือ ใส่ตรงทางกระเพาะอาหาร จะเป็นการทารุณกับท่านเกินไปหรือไม่ จะทำให้ติดเชื้อง่ายและมีปัญหาให้ท่านต้องจากไปอย่างที่ไม่ควรเป็นหรือไม่ ความทรมานระหว่างการใส่ทางจมูกและทางกระเพาะอาหาร อย่างไหนมากกว่ากัน ในด้านภาพลักษณ์ เจาะตรงสู่กระเพาะอาหารคงดีกว่าแน่นอน แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ขอเพียงให้ทนทุกข์ทรมานน้อยที่สุดก็พอ
            3)  ได้ทราบว่ามีการให้สารอาหารทางเส้นเลือดดำ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก และเสื่องต่อการติดเชื้อมากขึ้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคะ ค่าใช้จ่ายสักเท่าไรคะ ไม่รู้จะสู้ได้หรือไม่ ดิฉันเกษียณอายุได้ 3 ปีแล้วค่ะ ค่าใช้จ่ายเรื่องพี่เลี้ยงก็หนักเอาการ รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลซึ่งต้องใช้เอกชนตลอด เพราะสภาพอายุคุณแม่ไม่สามารถรอคิดตรวจรักษาภาครัฐตามสิทธิบัตรทองหรือสิทธิคนพิการได้
       ค่อนข้างยาวนะคะ แต่กำลังกลุ้มใจและหวังความกระจ่างเพื่อช่วยให้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องและควรทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของคุณแม่ ซึ่งเท่าที่เดาเอาเองจากลักษณะนิสัยของคุณแม่ ท่านเป็นคนสู้และยังอยากมีชีวิตอยู่กับลูก (ท่านรักดิฉันซึ่งเป็นลูกคนเดียวมากๆๆๆๆ ค่ะ) เพราะพออาการดีขึ้น ท่านก็เริ่มเล่นกับคนรอบด้าน และยังสนใจสิ่งรอบตัว ขอบพระคุณท่านอาจารย์ล่วงหน้าในความกรุณาค่ะ

นับถือ รุ่งนภา