ทฤษฎีเอกกำเนิด (Monogenesis Theory)
ทฤษฎีเอกกำเนิด คือแนวคิดที่ว่านิทานมีจุดกำเนิดจากแหล่งเดียว ซี่งหมายถึงว่านิทานจะเกิดขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งของโลก แล้วแพร่กระจจายออกไปรอบทิศทาง หรือเน้นหนักไปทางทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม (เสาวลักษณ์ อนันตศานต์, 2548 : 222) ชนกลุ่มที่เป็นเจ้าของนิทานได้เล่าสืบต่อกันมาผ่านคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ภายหลังได้แพร่กระจายไปยังกลุ่มชนอื่น ภาษาอื่น โดยการติดต่อกันทางการค้าขาย การเมือง การรับวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ผ่านยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง ผ่านภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่งไม่จบสิ้น นิทานพื้นบ้านจึงไปปรากฏอยี่ในกลุ่มชนต่างเมืองต่างภาษาที่มีภูมิลำเนาห่างไกล แม้ว่าเนื้อหาสาระจะมีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมมากก็ตาม แต่โครงเรื่องยังพอให้เห็นว่ามีที่มาจากแหล่งเดียวกัน นักคติชนวิทยาในสมัยศตวรรษที่ 20 ได้นำแนวคิดแบบเอกกำเนิด นั้นมาผสมผสานกับทฤษฎีแพร่กระจาย (Diffusion Theory) แล้วอิธิบายว่า
“มันคือการะบวนการที่มีลักษณาการวัฒนธรรม (culture trait) เคลื่อนย้ายนจากปัจเจกบุคคลหนี่ง ไปสู่ปัจเจกบุคคลอื่น ๆ หรือจากวัฒนธรรมหนึ่งไปสู่อีกวัฒนธรรมหนึ่ง” (เสาวลักษณ์ อนันตศานต์, 2548 : 223)
ซึ่งถ้าเรายึดถือความคิดนี้เป็นหลักแล้วเรื่องเล่าร้อยแก้วแบบต่าง ๆ คือ นิทานปรัมปรา ตำนาน นิทาน ปริศนา คำทาย ภาษิต หรือเรื่องเล่ามุขปาฐะแบบใดก็ตามจะไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวของมันเองในทุกแห่งที่มีการเล่าเรื่อง แต่จะเกิดขึ้นที่แห่งเดียว ณ ที่ใดก็ได้หรือเกิดขึ้นใน 2 – 3 แหล่งเท่านั้น แล้วแพร่กระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของโลก นักคติชนที่เชื่อในแนวคิดนี้มีความเห็นว่า ถ้านิทานที่เล่ากันอยู่ในชุมชนต่าง ๆ มีลักษณะซับซ้อน ไม่เป็นธรรมดาสามัญ และในพื้นที่ระหว่างที่ตั้งชุมชนเหล่านั้นมีการแพร่กระจายของนิทานอย่างต่อเนื่องกันแล้ว นิทานที่เล่ากันอยู่ในชุมชนนั้น ๆ น่าจะเป็นการแพร่กระจายมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง มากกว่าจะเกิดขึ้นเองอย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น ในชุมชน ก. และชุมชน ข. มีการเล่านิทานสู่กันฟังทั้งสองแห่ง นิทานที่เล่านั้นมีลักษณะที่ซับซ้อน และในระหว่างที่ตั้งของชุมชนของชุมชน ก. และชุมชน ข. นั้น มีการแพร่กระจายนิทานอย่างต่อเนื่องกัน นิทานนั้นจะไม่มีกำเนิด ณ ชุมชน ก. และ ข. ด้วย แต่จะมีกำเนิดที่อื่นแล้วแพร่กระจายมายังชุมชนทั้งสอง จุดอ่อนประการหนึ่งคือนักคติชนวิทยากลุ่มนี้อธิบายไม่ได้ว่า เหตุใดวัฒนธรรมหลาย ๆ วัฒนธรรม มีความคิดแตกต่างกันมากจึงยอมรับเรื่องราวแบบเดียวกันโดยไม่ปรากฏหลักฐานว่า กลุ่มวัฒนธรรมเหล่านั้นมีการติดต่อสัมพันธ์กัน แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและมีประโยชน์ เพราะเป็นวิถีทางหนึ่งของการอธิบายกำเนิดหรือที่มาของนิทานพื้นบ้าน (เสาวลักษณ์ อนันตศานต์, 2548 : 223)
นักวิชาการกลุ่มทฤษฎีเอกกำเนิดได้ชี้ให้เห็นว่า อินเดียเป็นแหล่งกำเนิดของนิทานพื้นบ้านและถ่ายทอดไปยังยุโรป เพราะเป็นสังคมอินโดยูโรเปียนด้วยกัน มีความสัมพันธ์กันในสมัยโบราณ ทั้งทางด้านติดต่อค้าขาย (การชื้อทองคำของชาวอินเดียในกรีกและโรมัน เป็นต้น) และประวัติศาสตร์ (พระเจ้าเล็กซานเดอร์มหาราช เคยยกทัพมาตีตอนเหนือของอินเดีย เป็นต้น) เรียกว่า ทฤษฎีอินโด – ยูโรเปียน (The Indo – European Theory) ซึ่งระบุว่าความคล้ายคึงกันในนิทานที่เล่ากันอยู่ในประเทศต่าง ๆ นั้นขึ้นอยู่กับสมมติฐานว่า นิทานแพร่หลายมาจากแหล่งเดียวกัน เช่นนิยายในยุโรปมีกำเนิดขึ้นในอินเดียและอพยพเคลื่อนย้ายไปทางตะวันตก และเมื่อผู้คนจากสถานที่หนึ่งได้โยกย้ายไปยังอีกสถานที่หนึ่ง เขาจะนำเอานิทานกับคติชนแบบอื่น ๆ ของเขาไปด้วย
จาคอป กริมม์ และวิลเฮล์ม กริมม์ กล่าวว่านิทานมีกำเนิดมาจากลุ่มชนที่มีรากฐานของภาษาอินโด – ยูโรเปียนร่วมกัน เขาใช้วิธีการของนิรุกติศาสตร์เปรียบเทียบมาอธิบายถึงรากฐานร่วมกับภาษาอินเดียกับภาษาที่ใช้ในยุโรป และสรุปว่านิทานอินเดียกับนิทานยุโรปมีแหล่งกำเนิดร่วมกัน
กล่าวคือ นิทานที่มีเหตุการณ์มีรายละเอียดร่วมกันเป็นนิทานที่พูดภาษาอินโด – ยูโรเปียนสมัยเริ่มแรกนั้น เป็นผลของความสนใจอันกว้างขวางในสาขาวิชานิรุกติศาสตร์เรียบเทียบในสมัยต้นศตวรรษที่ 19 เพราะนักวิชาการได้ตระหนักในความสำคัญของภาษาสันสกฤติ โดยที่พวกนักวิชาการยุโรปได้ให้ความสนใจในปัญหาของการฟื้นฟูภาษาแม่ที่เป็นต้นเค้าของภาษาจากอินเดียไปยังไอร์แลนด์ แม้ว่าในตอนกลางศตวรรษที่ 19 นั้นพวกเขายังไม่ได้วิเคราะห์รายละเอียดจำนวนมากนี้ให้ลุล่วงไปอย่างแท้จริง แต่หลักเกณฑ์ทั่ว ๆ ไปก็ค่อนข้างจะเด่นชัด โดยทั่วไปแล้วจะเป็นที่ยอมรับกันว่า ถ้าหากมีภาษาแม่อยู่แล้ว ก็จะต้องมีกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันกลับกลุ่มคนหนึ่งใช้ภาษานี้ และนั่นก็คือพวกอินโดยู - โรเปียนในสมัยแรก ๆ แต่ปัญหาที่พวกนักวิชาการยังไม่อาจตอบหรือระบุได้แน่ชัดคือ คนพวกนี้อาศัยอยู่ที่ใดก่อนจะอพยพแยกย้ายกันไปทางอินเดียหรือทางยุโรป นักวิชาการบางส่วนลงความเห็นว่า บ้านเกิดของคนพวกนี้น่าจะคงอยู่ที่ใดที่หนึ่งในแถบเอเชียตะวันตก ในบริเวณที่ราบสูง และบรรพบุรุษของพวกเขาน่าจะเป็นคนเลี้ยงปศุสัตว์ การศึกษาของกริมส์คือ การใช้วิชานิรุกติศาสตร์เปรียบเทียบเข้าไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลทางคติชน คือการค้นหาความสัมพันธ์ของคำ ซึ่งพวกนักวิชขาการกลุ่มนี้เชื่อว่าจะเป็นกุญแจไขความลับของอดีต คือการพิจารณาคำภีร์ฤคเวทนั้น พวกเขาสามารถมองย้อนกลับไปสู่อดีตได้ถึง 3,500 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานพอที่จะสะท้อนให้เห็นชีวิตของพวกอินโด – ยูโรเปียนได้ พวกเขาไม่ได้พิจารณาว่า ฤคเวท คือผลของภาษาสันสกฤตของพระผู้ทรงความรู้ และพอใจที่จะใช้การอุปมาอุปไมยในการสร้างคำภีร์นี้ขึ้นมาให้เป็นเล่มเป็นรูปเป็นร่าง แต่จะเข้าไปสู่ทฤษฎีที่ว่าพวกอินโดยูโรเปียนสมัยโบราณ ได้ใช้การแสดงออกเหล่านี้ในลักษณะที่มีความหมายแฝงเร้นอยู่ ในชีวิตประจำวันของพวกเขา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในสาขานิรุกติศาสตร์จึงถือว่าเป็นธุระของเขาในการที่จะฟื้นความหมายต่าง ๆ ในคำภีร์ฤคเวทขึ้นมา และนี่คือเป้าหมายของนักศึกษานิทานปรัมปราเปรียบเทียบ ซึ่งในครึ่งแรกของของศตวรรษที่ 19 นั้น พวกเขาได้ใช้สมมติฐานที่สำคัญ 2 – 3 ประการ มาพัฒนาระบบการศึกษาที่ซับซ้อนมากขึ้น เรามองเห็นวิธีกาสรค้นคว้าวิเคราะห์วิจารณ์ในผลของนักคิดกลุ่มนี้ คือ แมกซ์ มึลเลอร์, แอนเจโล เด กูแบร์นาติส, จอห์น ฟิสค์ และ เซอร์จอห์นคอกซ์ (เสาวลักษณ์ อนันตศานต์, 2548 : 211 - 212)
นอกจากนี้พวกนักภารตวิทยา (Indianist หรือ Indologist) คือพวกที่เชื่อว่าอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของศิลปะการเล่าเรื่องในโลกตะวันตก ข้อเสนอนี้อยู่บนพื้นฐานของความคิดที่ว่า มีผู้พบว่ามีเรื่องเล่าต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตกมีสำนวนที่เก่าแก่บันทึกอยู่ในจารึกของอินเดียโบราณ และมีแนวโน้มที่จะคิดว่า การสืบทอดวัฒนธรรมจากอินเดียไปสู่ยุโรปในระยะทางอันยืดยาวนั้น เป็นการสืบทอดด้วยการเขียนมากกว่าการเล่าต่อ ๆ กันไป มีข้อสรุปว่า ในเมื่อการสืบทอดนี้เป็นไปด้วยการเขียนได้ การสืบทอดด้วยการเล่าก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเรื่องที่เล่ากันอยู่ในพื้นที่ใด ๆ ก็ตามจะสืบย้อนกลับไปยังอินเดียได้ทั้งสิ้น
ธีโอดอร์ เบนฟีย์ ผู้นำของกลุ่มการค้นคว้าของประวัติและการเปรียบเทียบนิทานคนหนึ่งวิเคราะห์นิทานเรื่อง ปัญจะตันตระ ในขณะที่ แมกซ์ มึลเลอร์ ศึกษาคำภีร์ฤคเวท เบนฟรีย์นำเอานิทานมุขปาฐะมาสัมพันธ์กับบ่อเกิดของวรรณกรรม การที่เบนฟีย์คิดว่าการสืบทอดน่าจะเป็นไปด้วยการเขียนมากกว่าการเล่าด้วยปากเปล่านั้น ก็เพราะชาวยุโรปกับชาวอินเดียมีรากฐานของภาษาร่วมกัน คือภาษาอินโด – ยูโรเปียนนั่นเอง ใน ค.ศ. 1838 โอกุสต์ หลุย์ เลอร์ เดลองซองส์ ได้เคยเสนอว่า จุดกำเนิดของนิทานในยุโรปนั้นน่าจะอยู่ในอินเดีย ส่วนเบนฟรีย์เป็นผู้นำข้อเสนอแนะนี้มาพิจารณาทำให้เป็นเหตุผลขึ้น ในระยะแรกเบนฟรีย์ไม่ได้รวบรวมความคิดของเขาให้เป็นเรื่องราว แต่เป็นความคิดที่แทรกอยู่ในงานเขียนต่าง ๆ ของเขา ใน ค.ศ. 1859 เขาเสนอหลักเกณฑ์นี้ไว้ในบทนำในการตีพิมพ์นิทานปัญจะตันตระ ซึ่งมีอิทธิพลต่อนักวิชาการรุ่นต่อมาอย่างน้อยสองชั่วคน
โดยทั่วไปแล้วนักวิชาการเชื่อว่า นิทานอุทาหรณ์ หรือนิทานคติที่เกี่ยวกับสัตว์ส่วนใหญ่จะมีต้นกำเนิดอยู่ในโลกตะวันตก และมีการเปลี่ยนแปลงอาจจะมากหรือน้อยไปเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า นิทานอีสป แต่นิทานบางเรื่องก็มีร่องรอยและหลักฐานว่าน่าจะมีต้นกำเนิดในอินเดียมากกว่า เพราะว่านิทานของอินเดียจำนวนมากก็จะแพร่ในลักษณะการถูกหยิบยืม และพวกฮินดูนั้นก็จะมีลักษณะการสร้างสรรค์ ประกอบแต่งนิทานในลีลาที่คล้ายกับนิทานอีสปของกรีก ทั้ง ๆ ที่ในช่วงเวลานั้นของพวกเขายังไม่ได้รับอิทธิพลจากพวกรีก ความนึกคิดของพวกฮินดูแตกต่างกับความนึกคิดในนิทานอีสปตรงที่ว่า นักแต่งนิทานอีสปกำหนดให้สัตว์ของเขามีพฤติกรรมต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติพิเศษของสัตว์ แต่เปรียบเทียบเหมือนกับว่า สัตว์นั้นเป็นเพียงมนุษย์ที่สวมหน้ากากของสัตว์เข้าไปเท่านั้น หรือเท่ากับเป็นมนุษย์ที่อยู่ในรูปของสัตว์ และลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งในนิทานของฮินดูก็คือ ธรรมชาติของการสั่งสอน ตลอดจนการเผยแพร่ความเชื่อของพวกฮนดู ในเรื่องวิญญาณย้ายเข้าไปอยู่ในร่างใหม่
นอกจากนิทานคติแล้ว นิทานพื้นบ้านประเภทเทพนิยายก็มีกำเนิดมาจากอินเดียด้วย นักคิดกลุ่มนี้เชื่อว่า นิทานคติจำนวนน้อย กับเทพนิยาย และนิทานพื้นบ้านอื่น ๆ จำนวนมากได้แพร่กระจายจากอินเดียไปทั่วโลก ดังนั้นข้อสรุปของเบนฟรีย์ก็คือ นิทานต่าง ๆ นอกจากนิทานอีสปมีกำเนิดขึ้นที่อินเดียแล้วแพร่กระจ่ายไป 3 ทางด้วยกันคือ (เสาวลักษณ์ อนันตศานต์, 2548 : 213)
- นิทานจำนวนหนึ่งได้แพร่ไปด้วยการเล่าแบบมุขปาฐะในช่วงเวลาก่อนศตวรรษที่ 10
- หลังจากศตวรรษที่ 10 นิทานได้เผยแพร่ไปด้วยการเขียน เป็นประเพณีปรัมปราลายลักษณ์ไปตามเส้นทางที่ได้รับอิทธิพลของศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่อยู่ในไบเซนทีน อิตาลี และสเปน
- ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับพุทธศาสนา จะเดินไปทางจีนและทิเบต หรือสู่ชาวมองโกลโดยตรง และเดินทางจากพวกมองโกลไปสู่ยุโรป
เบนฟรีย์มิได้เสนอข้อคิดขึ้นมาลอย ๆ แต่เขาได้เปรียบเทียบนิทานแต่ละเรื่องในปัญจะตันตระโดยนำเอาสำนวนต่าง ๆ มาพิจารณา มีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยสนใจและเชื่อความเห็นของเขา และนักวิชาการอย่างน้อยหนึ่งชาวคนนำตัวเข้าไปผูกพันอยู่กับการค้นคว้านิทานกับแนวทางที่เบนฟรีย์วางไว้ และระยะเวลานั้นเป็นระยะเวลาของการศึกษาเปรียบเทียบนิทานจากคลังนิทานต่าง ๆ อย่างเข้มงวดจริงจัง โดยมีสมมติฐานการศึกษาว่าอินเดียคือแหล่งที่นิทานยุโรปมีกำเนิดขึ้นและแพร่ออกมาอย่างมากมาย
ทฤษฎีดังกล่าวนำมาอธิบายการแพร่กระจายของนิทานพื้นบ้านไทยได้ว่า นิทานพื้นบ้านไทยบางส่วนสืบทอดมาจากนิทานพื้นบ้านอินเดีย ที่มาพร้อมกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนา หรือชาวไทยได้ปรับเปลี่ยนถ่ายโอนนิทานชาดกซี่งแต่เดิมนั้นเป็นนิทานพื้นบ้านของอินเดีย มาเป็นนิทานพื้นบ้านไทยจำนวนหนึ่ง ส่วนนิทานเรื่อง รามเกียรติ์ ศกุนตรา ฯลฯ เป็นนิทานที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดู แต่กระนั้นก็ตามนิทานพื้นบ้านไทยจำนวนมากมีต้นตอกำเนิดในดินแดนประเทศไทย โดยจะนิยมเล่าสืบกัยในภูมิภาคหนึ่งและภายหลังได้แพร่กระจายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ฉะนั้นจึงพบว่านิทานพื้นบ้านไทย (ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใตเ ภาคอีสาน) จะมีโครงเรื่องตรงกัน หรือคล้ายคลึงกัน หรือมีลักษณะร่วมกัน เช่นศรีธนญชัย เซียงเมี่ยง หรือนิทานอธิบายเหตุอื่น ๆ เป็นต้น (ธวัช ปุญโณทก, 2546 : 20 - 21)
อย่างไรก็ตามทฤษฏีการแพร่กระจายเอกกำเนิดที่กล่าวว่านิทานในยุโรปมีแหล่งกำเนิดมาจากอินเดียของเบนฟีย์นั้นมีผู้คัดค้นหลายคนเช่น เอมมานูเอล คอสเกง ค้านว่า เขาเชื่อว่าเบนฟีย์พลาดตอนที่กล่าวว่า พวกมองโกลมีบทบาทสำคัญในการทำให้นิทานแพร่กระจายไปทั่วยุโรป และตามความเป็นจริงแล้ว ยังมีคลังนิทานของอียิปต์ซึ่งมีการก่อนที่จะมีการยืมนิทานจากอินเดียเสียอีก และข้อหนึ่งคือ อินเดียไม่น่าจะเป็นแหล่งกำเนิดของนิทานทั้งหมด แต่กระนั้นก็เป็นแหล่งเก็บนิทานที่มีกำเนิดต่าง ๆ กันและเข้าไปรวมอยู่ด้วยกัน และนิทานแพร่กระจายจากแหล่งนั้นไปทั่วโลก ส่วน โจเซฟ เบดิแยร์ นักนิรุกติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสมีความเห็นว่า ทฤษฎีของเบนฟีย์ไม่อาจพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัด และแบบเรื่องของนิทานแบบเดียวกันอาจจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นอิสระในที่ใดก็ได้ เขากล่าวว่า ความคล้ายคลึงกันระหว่างวรรณกรรมตะวันออกกับวรรณกรรมตะวันตกนั้นเป็นเพียงลักษณะเด่นทั่ว ๆ ไปเท่านั้น และลักษณาการของการกำเนิดหลายแห่ง (Polygenetic) มากกว่า ทั้ง ๆ ที่ลักษณาการของการกำเนิดที่อินเดียนั้นคือการมีจุดกำเนิดที่แหล่งเดียว (Moogenetic) แต่อย่างไรก็ตาม ความคิดของเบนฟีย์ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่านิทานนั้นสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้ และประเพณีปรัมปรามุขปาฐะก็เป็นสิ่งที่มีแรงกระตุ้นจากวรรณกรรมลายลักษณ์ได้ด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะวรรณกรรมมุขปาฐะแต่อย่างเดียว (เสาวลักษณ์ อนันตศานต์, 2548 : 214 - 215)
ดูอ้างอิงใน ทฤษฎีการแพร่กระจายนิทานพื้นบ้าน (Dissemination of literature Theory) 3/3