มะเร็งตับ มักไม่ค่อยมีอาการในระยะแรก
      เมื่ออายุมากขึ้น บางคนสุขภาพดีจนถึงวัยชรา แต่บางคน มีโรคประจำตัวเกิดขึ้นในร่างกาย มีทั้งโรคที่รักษาให้หายได้ และโรคที่เป็นแล้วเป็นเลยตลอดชีวิต บางโรคก่อเกิดขึ้นในร่างกายแต่ไม่มีอาการเจ็บป่วยให้ทราบล่วงหน้า  พอมาทราบก็ระยะสุดท้ายรักษายากแล้ว  เช่นโรค มะเร็งตับ น้อยคนเมื่อเป็นแล้วจะหายได้ปกติ  ถึงแม้จะไม่ป่วยมะเร็งตับแต่แรก แต่ป่วยเพราะโรคไวรัสตับ บีหรือ ซี ฯ เมื่อหายแล้ว ในเวลาต่อมา บางคนก็เสียชีวิตได้อย่างนึกไม่ถึง ว่า ตับเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายไปแล้ว ตับเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายเราที่ทำงานหนัก  ดังนั้นหากจะนำอะไรเข้าร่างกายให้อิ่มอร่อยนั้น นึกถึง " ตับ "สักนิด แล้วจะได้ไม่เกิดโรคเกี่ยวกับตับ   ในบันทึกนี้จะกล่าวถึงโรคเบาหวานและโรคอ้วน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับได้

 

 

      "  รศ.พญ. วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า โรคตับอักเสบ มีวิวัฒนาการการรักษามาไม่ต่ำกว่า 10 ปี แต่คนทั่วไปกลับมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมาก
      
        รศ.พญ.วัฒนา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีผู้ชายอายุ ประมาณ 40- 50 ปี มาพบแพทย์ด้วยโรคมะเร็งตับ โดยมีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี แอลกอฮอล์ โรคอ้วน และอื่นๆ และที่ไม่ทราบสาเหตุ ผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ทราบเลยว่า มีการรักษาโรคเหล่านี้ได้  ประกอบกับโรคนี้ไม่ค่อยมีอาการปรากฏในระยะแรก แต่มักจะปรากฏในอาการระยะสุดท้าย ซึ่งก็นำมาซึ่งความสูญเสียของครอบครัว สังคม และประเทศชาติ
       เป็นที่ทราบกันดีว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี หรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน ล้วนเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดโรคตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด 
      แต่มีข้อที่น่าสนใจ คือ เป็นเวลา 20 ปีแล้วที่แพทย์พบผู้ป่วยเป็นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับโดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงจากการดื่มหล้าหรือติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเลย และเมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่า ผู้ป่วยเหล่านี้มีภาวะคล้ายกัน คือ เป็นผู้มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วน เป็นเบาหวาน มีไขมันในเลือดสูง

 

 

       เมื่อศึกษาดูพบว่า  สภาพของตับมีไขมัน ไตรกลีเซอร์ไรด์สะสมในเซลล์ตับ และด้วยกลไกบางอย่างที่ยังไม่ทราบชัดเจนชักนำให้มีการอักเสบของตับตามมา การอักเสบของตับอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานทำให้เกิดพังพืด มีโอกาสลุกลามเป็นตับแข็งได้ง่าย 
 
      จากการศึกษา พบว่าอาจเกิดตับแข็งได้ถึงร้อยละ 10-15 % ในระยะเวลา 10 ปีได้ ซึ่งเรียกโรคนี้ว่า แฟตตี้ ลีฟเวอร์ (Fatty Liver) หรือ แฟตตี้  เฮลพ์ไททิส (Fatty Hepatitis) ภาวะ แฟตตี้ ลีฟเวอร์ พบได้บ่อยขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัย ภาวะอ้วนลงพุง คือ มีเอวมากกว่า 36 นิ้วในผู้ชาย และมากกว่า 34 นิ้ว ในผู้หญิง สาเหตุสำคัญของทั้ง แฟตตี้ ลีฟเวอร์ และ อ้วนลงพุง ก็คือ ขาดการออกกำลังกาย  การรับประทานอาหารที่มีความหวาน มัน มากเกินไป ทำให้มีไขมันหน้าท้องหนา มีไขมันสะสมในช่องท้องและตับมากขึ้นจนเป็น ตับอักเสบ

 

    ผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้นจากโรคหัวใจ มะเร็งใรระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย และตับแข็งได้มากขึ้นตามลำดับ 
 
  การรักษาภาวะ แฟตตี้ ลีฟเวอร์ และอ้วนลงพุง ที่สำคัญ คือ การออกกำลังกาย คุมอาหารและลดน้ำหนัก มีการศึกษาหลายกรณีได้ผลตรงกันว่า การออกกำลังกายโดยเฉพาะ แบบโรบิค อย่างน้อย 150 นาที ต่อสัปดาห์ สามารถทำให้การทำงานของตับดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้ว่าน้ำหนักยังไม่ลดก็ตาม 
 
       ดังนั้นผู้ที่มีภาวะตับอักเสบ จากไขมันสะสมในตับจึงควรเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน หันมาให้ความสำคัญกับ  การออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก น้ำตาล และไขมัน ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อทำให้ตับของท่านมีสุขภาพแข็งแรงในระยะยาว "
 
ขอบคุณคำกล่าวของ รศ.พญ. วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ จากคอลัมม์ หมายเหตุประชาชน  ทีมเดลินิวส์ 38  หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ 
 
                                              ด้วยความปรารถนาดี      กานดา แสนมณี