เมื่อมนุษย์ถูกบังคับให้เรียนวิชาที่ไม่สนใจ และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกบังคับให้ต้องตกอยู่ในสภาพที่เป็นผู้รับแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่สามารถมีปฏิกิริยาโต้ตอบได้ ก็จะทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผันผ่านไปในแต่ละวันดูว่างเปล่าและน่าเบื่อหน่าย ไม่เพียงแต่ได้เกิดความล้มเหลวในการเรียนรู้เท่านั้น แต่กลับต้องมาสูญเสียโอกาสที่จะได้พัฒนาไปในหนทางอื่น

     เมื่อได้อ่านบันทึกเรื่อง เมื่อโอ๊ตไม่อยากเข้าห้องเรียน  ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมติดใจอยู่ไม่หาย โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษาในระบบ ที่ตัวผมเองมักจะต่อต้านความไม่เป็นอิสระนี้อย่างออกหน้าออกตาเสมอ แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธได้สักที ผมคนหนึ่งก็ดูเหมือนจะตกอยู่ในวังวนนี้เช่นกัน แต่ด้วยไหลไปตามน้ำ จึงไม่เป็นไรมากนัก หากแต่เหมือนสิ่งที่ชอบจะไม่ค่อยตรงนักกับสิ่งที่ต้องปฏิบัติ ดีหน่อยตรงที่งานในวันนี้ยังพอเอื้อให้เบี่ยงเบนไปทำได้โดยไม่ผิดอะไรไปจากภารกิจประจำคือ “การสรรค์สร้างสุขภาวะ”

     ผมเชื่อว่าเมื่อมนุษย์ถูกบังคับให้เรียนวิชาที่ไม่สนใจ และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกบังคับให้ต้องตกอยู่ในสภาพที่เป็นผู้รับแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่สามารถมีปฏิกิริยาโต้ตอบได้ ก็จะทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผันผ่านไปในแต่ละวันดูว่างเปล่าและน่าเบื่อหน่าย ไม่เพียงแต่ได้เกิดความล้มเหลวในการเรียนรู้เท่านั้น แต่กลับต้องมาสูญเสียโอกาสที่จะได้พัฒนาไปในหนทางอื่น ๆ เข้าไปอีกด้วย

     เมื่อไหร่ และจะทำอย่างไรที่จะเกิด Freedom to Learn ได้จริง ๆ อย่างน้อยก็มีช่วงเวลาส่วนหนึ่งในแต่ละวันที่น่าจะทำให้เกิด Freedom to Learn ขึ้นได้บ้าง หากมามองที่น้องเดม ผมยังพอมีอิทธิพลอยู่ในการที่จะวางระบบการเรียนรู้ของเขา และผู้ใหญ่ที่ช่วยเลี้ยงดูก็ยังเชื่อถือ น้องเดมจึงไม่ต้องเรียนพิเศษ เพราะเขาเองก็ไม่อยากเรียน ไม่ว่าจะเป็นหลังเลิกเรียน วันเสาร์-อาทิตย์ หรือตอนปิดเทอม หากแต่เขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิตแบบเด็กบ้านป่าบ้าง แบบคนเมืองเมื่อไปอยู่กับป้าที่ภูเก็ตบ้าง จะเพียงพอหรือยังอันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ชัดเจนนัก เมื่อคิดว่าเอาน้องเดมเป็นศูนย์กลางถามเขาเองว่ายังต้องการอะไรอีกบ้าง ก็ได้คำตอบประมาณว่าแบบที่เป็นอยู่นี้ชอบใจแล้ว ไม่เหนื่อยเกินไป เป็นอิสระดี ก็พอรับได้อยู่