ณ ถ้ำดูก หลังจากท่านออกจากสมาธิแล้ว ท่านเห็นเสือนั่งจ้องหน้าท่านอยู่ ท่านจึงหยาดน้ำไปให้ เสือตัวนั้นก็เดินหายไป เพราะอำนาจแห่งความเมตตาบารมีของท่านเอง
ปฏิปทา
พ่อผ้าขาวเป็ง เมื่อบวชแล้วได้สมาทานและถือศีล ๘ หรืออุโบสถศีลตลอดชีวิต ฉันอาหารมื้อเดียว ไม่ฉันเนื้อสัตว์ทุกชนิด โดยตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธศานาอย่างเคร่งครัด มักน้อย สันโดษ อยู่แต่ผู้เดียว ชอบความสงัด
ตามที่ชาวบ้านเล่า มีปฏิปทาที่น่าเลื่อมใสอยู่หลายประการ ทั้งมีศีลาจริยวัตรที่งดงาม อากัปกิริยา หรือการพูดจา ผิดเป็นคนละคน (ตอนเป็นนายพรานใหญ่มือฉมัง กับตอนเป็นพ่อผ้าขาวเป็งผู้ใสสะอาด) แม้ใช้เวลาเข้ามาบวชเพียงไม่กี่วัน ก็ปฏิบัติตนได้มากมายถึงเพียงนี้ นับว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งสำหรับผู้คุ้นเคยมาก่อนแล้วมาพบเห็นช่วงเป็นพ่อผ้าขาวทีหลัง
ชาวบ้านที่ตามไปคารวะท่าน มักจะนำข้าวสารไปถวาย หลาย ๆ คนสังเกตุว่าถ้ามีข้าวท่านก็ฉัน ถ้าช่วงไหนไม่มีข้าวสารท่านก็จะเก็บใบไม้มาฉัน เท่าที่สังเกตุใบไม้ที่ท่านฉันคือใบมะเหม้า เป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นก็เป็นพวกกล้วยตามป่า ชนิดที่ว่ามีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน อดบ้าง อิ่มบ้างตามสภาพ แต่ชาวบ้านบอกว่าท่านไม่เคยเอ่ยปากขอเลย ไม่บ่น นอกจากมีคนถามเท่านั้นท่านจึงบอก จนชาวบ้านที่ไปเยี่ยมคารวะท่าน ต้องพากันปลูกผักสวนครัวไว้ให้ท่านข้าง ๆ ที่พัก
แต่กลับเป็นว่า ผลไม้ชนิดไหนออกดอกออกผล ใครไปเยี่ยมท่านจะเก็บมาแล้วแจกชาวบ้านที่ไปเยี่ยมคารวะเสียเองจนหมด เช่น เมื่อฤดูฟักทองออกผลท่านก็จะเอามาแจกคนโน้น คนนี้ มีคนถามว่า ทำไมไม่เก็บไว้กินเองบ้าง? ท่านบอกว่าเขามาเยี่ยมคารวะ และเอาสิ่งของมาถวาย ถ้าไม่มีอะไรมอบตอบแทนคุณก็ไม่ดี และอีกอย่างหนึ่งเป็นการฝึกการเสียสละและเป็นการให้มากกว่าการรับ ท่านคงหมายความว่าการให้มีค่ามากกว่าการรับ
มีอยู่หลายครั้ง ที่ไม่มีใครไปเยี่ยมคารวะท่านเลยเป็นระยะเวลาครึ่งเดือน นั้นก็หมายความว่าท่านต้องอดข้าวไปด้วยถึง ๑๕ วัน ตัวท่านทนอยู่ได้ ไม่บ่น ไม่พูดถึง แต่สัตว์ เช่น แมวที่อาศัยอยู่กับท่านทนอดข้าวไม่ได้ ต้องตายไปก่อน-คงไม่มีอะไรจะกิน (นัยว่า เป็นช่วงฤดูกาลกลางพรรษา การไปมาลำบากเพราะฝนตกหนัก) ช่วงหลัง ๆ มาชาวบ้านต้องแบ่งเวรกันไปอยู่กับท่าน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นที่ว่ามานี้เกิดขึ้นอีก
มูลเหตุแห่งศรัทธา
๑.มีชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า พวกชาวบ้านพากันไปล่าสัตว์ แล้วแวะเข้าไปเยี่ยมคารวะท่าน แต่ในใจนึกเกรงว่าท่านจะเห็นปืนและอุปกรณ์การล่าสัตว์ จึงพากันเอาสิ่งเหล่านั้นไปซ่อนไว้เสียก่อน แล้วเดินไปที่พักของท่านเหมือนกับว่าคนเหล่านั้นกำลังไปหาของป่ามาขาย หรือมาเยี่ยมคารวะพ่อผ้าขาวเป็งโดยตรง แต่เมื่อไปถึงที่พักของพ่อผ้าขาว ๆ กลับถามว่า เอาปืนไปซ่อน ณ ที่ไหน ไม่กลัวหายหรือ? จนพวกนายพรานพวกนั้นถึงขั้นขนลุกซูเลยทีเดียว (รู้ได้อย่างไร?)
๒.นายจันทร์ ไชยะวุฑฒิกุล เล่าว่า มีญาติของพ่อผ้าขาวเป็งกลุ่มหนึ่งคิดจะไปเยี่ยมคารวะท่าน โดยชักชวนชาวบ้านไปด้วย แต่บังเอิญติดภาระกิจไม่ได้ไปตามที่คิดไว้ แต่อีกระยะหนึ่งก็มีโอกาสจึงชวนกันไปอีกครั้ง เมื่อไปถึงที่พักของพ่อผ้าขาวเป็งยังไม่ทันได้นั่ง พ่อผ้าขาวเป็งเอ่ยปากทักขึ้นมาก่อนว่า "วันก่อนเห็นว่าจะมากัน ติดธุระอะไร งานเรียบร้อยดีไหม?" นั่นก็หมายความว่าท่านมีฤทธิ์ในการทายใจคนด้วยใช่หรือไม่?
๓.พระทวีศักดิ์ จนฺทวํโส (ปัจจุบันเป็นรองเจ้าอาวาสวัดหลวงราชสัณฐาน) เล่าให้ฟังว่า แม่ของท่านไปเยี่ยมคารวะแล้วถามท่านถึงการตายของลูกโดยบอกว่าลูกคนแรกเกิดออกมาก็ตายเป็นเพราะอะไร? ท่านตอบว่าเพราะไปตั้งบ้านเรือนทับเตาเส่าตีมีด และยังแนะนำวิธีแก้เคล็ดให้ ซึ่งลูก ๆ คนต่อ ๆ มาก็รอดและมีชีวิตอยู่จนโต
๔.เวลาคนไปถาม (การทำนายทายทัก) แรก ๆ ท่านไม่ยอมพูด แต่ต่อมาท่านผ่อนปรนให้เป็นบางเวลา โดยให้หลักคิดว่าทำอย่างไรได้ สิ่งเหล่านี้มันเป็นของคู่โลก ปฏิเสธโลกไม่ได้ ทำอย่างไรที่ตัวเราเองจะไม่ติดโลก ต้องอยู่เหนือโลกให้ได้ โดยไม่หลงโลกไปกับเขา ต้องทำให้เขาสบายใจแล้วจึงนำหลักธรรมมาสอนเขา
แต่เมื่อมีคนไปถามท่านจริง ๆ ท่านจะไม่ตอนในทันท่วงที ท่านจะบอกว่า ขอไปฝันสักคืนก่อน พรุ่งนี้หรือวันต่อ ๆ ค่อยมาเอาคำตอบ นั่นก็หมายความว่าพ่อผ้าขาวเป็งไม่ใช่นักโหราจารย์ แต่ใช้วิธีนั่งสมาธิจนเกิดนิมิตในการหยั่งรู้ลึกของจิตที่สงบของท่านเอง โดยใช้เวลากลางคืนซึ่งปลอดจากการรบกวนของผู้คนแล้ว จึงทำให้ท่านมองออกมาจนเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นไปของผู้คน
๕.พ่อหนานต้น มาเรียน ในขณะนั้นเป็นรองเจ้าอาวาสวัดสุวรรณคูหา (พระแก้ว ธมฺมวํโส-เป็นเจ้าอาวาส) เป็นโรคป๋านไก๋ (โรคปวด-ท้องตึง-แน่น) ชวนพระภิกษุสามเณรไปขอยาจากท่าน พอไปถึงพระต้น ยังไม่ทันได้นั่งเลย พ่อผ้าขาวเป็งทักขึ้นมาว่า "จะมาลำบากทำไม น่าจะใช้ให้คนมาเอาก็ได้" นั่นหมายความว่าพ่อผ้าขาวเป็งท่านไม่ได้มีดีแค่ศีล สมาธิ และปัญญา แต่ท่านยังได้แสวงหาและมีความรู้ด้านยาสมุนไพรอยู่ด้วย นอกจากนั้นแล้วพ่อจันทร์ ไชยะวุฑฒิกุล ยังกล่าวเสริมว่า ยังมีคนมาขอน้ำมนต์จากพ่อผ้าขาวเป็งอีกด้วย
๖.ณ พระธาตุจอมศีล มีบุ้งขนาดใหญ่ติดที่คอของท่าน ตัวท่านเองไม่ยอมเอาออก โดยคิดว่าเป็นการรบกวนสัตว์ ท่านก็อยู่ของท่านไป จนมีคนมาเห็นและเอาออกให้ บุ้งติดอยู่นาน เมื่อเอาออกแล้วจึงเห็นรอยขาวขนาดเท่าตัวบุ้งติดอยู่ นั่นแสดงถึงความอดทนต่อสภาวะของท่านมีสูงยิ่ง หรือท่านไม่ใส่ใจต่อสิ่งรอบข้าง?
๗. ณ ปากถ้ำตาแสง ขณะนั่งสมาธิอยู่มีงูเลือมขนาดใหญ่เลื้อยผ่านไปบนตักของท่าน คนที่เห็นเหตุการณ์กำลังตกใจกลัวว่าจะทำอย่างไรดี จะตะโกนก็กลัวท่านตื่นจากสมาธิ จะไล่ตีก็อยู่ไกล แต่มองดูท่านไม่แสดงอาการหวาดกลัว หรือรู้สึกลำคราญแต่อย่างใด เมื่อคนทั้งหลายไปถึงที่ถามท่านในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านบอกว่า "ชีวิตเกิดมาก็ต้องตาย จะช้าหรือเร็วก็ต้องไป ขอให้ได้ชดใช้กรรมที่ทำมาดีกว่า หากไม่ถึงคราวตายทำอย่างไรก็ไม่ตายหรอก"
ท่านบอกว่าขณะที่งูเหลือมเลื้อยผ่านไปบนตักท่านนั้น ท่านรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ท่านกำหนดจิตแผ่เมตตา และบำเพ็ญภาวนาใก้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายที่อยู่รวมกันในโลกนี้ให้มีความสุขตลอดไป ไม่ได้คิดอะไรมาก
๘. ณ ถ้ำดูก หลังจากท่านออกจากสมาธิแล้ว ท่านเห็นเสือนั่งจ้องหน้าท่านอยู่ ท่านจึงหยาดน้ำไปให้ เสือตัวนั้นก็เดินหายไป เพราะอำนาจแห่งความเมตตาบารมีของท่านเอง
เป็นที่น่าเสียดาย ข้อมูลจำนวนมาก ได้ตายไปพร้อมกับผู้คนที่อยู่ร่วมยุคสมัยของท่าน เช่น พระครูพินิจวรการ (แก้ว ธมฺมวํโส) เป็นต้น แม้คนอื่น ๆ ก็กระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง ผู้เขียนหวังว่า ถ้ามีโอกาสจะลงพื้นที่อีกสักครั้งหนึ่ง
น่าเลื่อมใสมากๆ
เจริญพรคุณโยม aoy ที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยือน พ่อผ้าขาวเป็งเป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริง
ควรแก่การสรรญเสริญในปฏิปทา ยากที่คนจะทำอย่างท่านได้ ขออนุโมทนาในกุศลของท่าน
แค่ทำใจเลื่อมใส หัวใจก็ได้บุญแล้ว สาธุ