“มนุษย์สามารถสื่อสารกับตัวเองผ่านการเขียนได้ และการสื่อสารกับตัวเอง ทำให้เราสามารถเข้าใจตัวเราเองได้มากขึ้น และนี่แหละที่เป็นปฐมบทแห่งการเยียวยาด้วยตัวเองนั่นเอง”

 

 

 

วันนี้อยากชวนกัลยาณมิตรมา “เปิดเปลือยอารมณ์ความรู้สึก” ค่ะ

 

          จากการได้อ่านหนังสือ “มหัศจรรย์แห่งการเขียน” ของคุณหมอวิธาน ฐานะวุฑฒ์ ซึ่งซื้อไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน เล่มบาง ๆ หนาเพียง 191 หน้า หน้าปกสีขาวสะอาดตัวหนังสือมีสีสัน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศยาม ราคาเล่มละ 140 บาท ผู้เขียนเพิ่งได้อ่าน อ่านแล้วติดใจอ่านรวดเดียวจบเป็นการอ่านแบบผ่านอย่างรวดเร็ว และอ่านจากด้านหลังมาด้านหน้าตามนิสัยใจร้อน เมื่อคืนเพิ่งอ่านจบรอบที่สอง และคิดว่าน่าจะอ่านอีกหลายรอบ เพราะชอบและถูกจริตนิสัยที่เป็นคนชอบเขียน

 

โดย สรุปรวมแล้วเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงประโยชน์ของการเขียน และเทคนิควิธีการเขียนเพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่ และประโยชน์ที่กล่าวนั้นคือ ประโยชน์ใน “การเยียวยาตนเองและเพิ่มพลังชีวิต”  

 

          ชักสนใจแล้วใช่ไหมคะ ในเมื่อเราส่วนใหญ่ไม่ใช่นักเขียนซึ่งมีอาชีพในการเขียน แล้วเขียนอย่างไรกันที่จะช่วยเยียวยาและเพิ่มพลังชีวิต  ยกข้อความที่กระชับลัดสั้นและตรงที่สุดของคุณหมอวิธาน มาให้อ่านนะคะ

 

          “โดยส่วนตัว ผมพบว่าการเขียนทำให้ผมรู้จักกับ “ตัวตนด้านใน” ของผมเอง เป็นโอกาสที่จะได้เข้าใจความคิด ได้เห็นได้เข้าใจความรู้สึกของตัวผมเอง”

 

          “มนุษย์สามารถสื่อสารกับตัวเองผ่านการเขียนได้ และการสื่อสารกับตัวเอง ทำให้เราสามารถเข้าใจตัวเราเองได้มากขึ้น และนี่แหละที่เป็นปฐมบทแห่งการเยียวยาด้วยตัวเองนั่นเอง”

 

          คุณหมออธิบายว่า การเขียนคือ “การเปลี่ยน” นั่นคือเปลี่ยนสิ่งที่กำลัง “รู้สึก” กลั่นออกมาให้กลายเป็น “ตัวอักษร” การเขียนทำให้ค่อยๆ รู้ตัวว่ากำลังคิดอะไรหรือรู้สึกอะไร ซึ่งเป็นอุบายหนึ่งที่ช่วยให้สามารถ “ดำรงอยู่กับปัจจุบัน” ได้อย่างดี การเขียนที่สม่ำเสมอทำให้เรา “ซื่อตรง” กับความคิดและความรู้สึกของเรามากขึ้น นำไปสู่ “ความรู้สึกสงบ” เกิดความสุขมากขึ้นเพราะความคิดที่ช้าลง และในที่สุดจะนำพาไปสู่การพบ “ปัญญาญาณ”ที่อยู่ภายในตัว (หน้า 16-17)

 

          ผู้เขียนชอบเขียนและใช้พื้นที่ในสังคมออนไลน์ในการสื่อความคิด ความรู้สึก เพื่อบันทึกความคิด ประสบการณ์และเยียวยาตนเอง และประจักษ์กับตนเองว่า การเขียนช่วยให้เราสามารถ “สื่อสาร” กับตัวเราได้มากขึ้น “เข้าใจ” ตัวเราได้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้อยากขออนุญาตแยกออกจาก “การบ่น/ระบายอารมณ์” ด้วยการเขียนที่เรามักพบในสังคมออนไลน์ทั้งหลาย

         ใครอัดอั้นตันใจ ทุกข์ใจ ไม่พอใจ เหงา เศร้า เซ็ง สุขซึ้ง ตื่นเต้น ดีใจ... เมื่อมีพื้นที่ของตน ก็เขียนในพื้นที่นั้นได้อย่างเสรี ก็เรื่องของฉัน ฉันอยากเขียนใครจะทำไม ไม่ชอบก็อย่ามาอ่าน ... ฯลฯ

          ในความเห็นส่วนตัวก็ไม่ผิดอะไร การบ่น/ระบาย ก็เป็นการ ลด/ปลดปล่อย แรงกดดันของอารมณ์ความรู้สึกได้วิธีหนึ่งเหมือนกัน หากมีการตั้งคำถามว่าแล้วไม่ถือว่าเป็นการ ไม่รับผิด ต่อการใช้พื้นที่ทางสังคมหรือ?  ก็มองได้หลายแง่มุม ขึ้นกับสังคมที่เราใช้พื้นที่นั้น วิธีการก็คือ เลือกสังคมออนไลน์ที่เหมาะสมและเอื้อต่อ “วัตถุประสงค์” ในการเขียนของเราก็แล้วกัน

          ส่วนผู้อ่าน ต้องเลือกเสพสื่อและข้อความต่างๆ ด้วยตนเอง ที่ชอบก็อ่านและให้กำลังใจคนเขียนไว้ (จะได้เขียนให้เราอ่านอีก) ไม่ชอบเลย (บ่นอะไรเนี่ย หยาบคาย) ก็ผ่าน อย่าไปอ่านข้อความนั้น รออ่านที่ชอบๆ ก็แล้วกัน  เพราะคนก็คือคน ไม่มีใครที่คิดเหมือนเราและเราคิดเหมือนเขาได้ตลอดทุกเรื่องหรอก

 

          ดังนั้น อยากชวนให้เขียนค่ะ และการเขียนแบบที่จะ “การเยียวยาตนเองและเพิ่มพลังชีวิต” นั้นมีเทคนิคหลายวิธีตามที่คุณหมอวิธานบอกไว้ ตั้งแต่ ใช้การพกกระดาษติดตัว สมุดบันทึกการเดินทาง เขียนสิ่งที่เห็นและรับรู้ บรรยายสิ่งที่เฝ้าดู เขียนขอบคุณ เผชิญหน้ากับความรู้สึก  เขียนถึงสิ่งที่มีความสุข เขียนถึงความงดงามที่สัมผัส ความภาคภูมิใจในชีวิต ความเสี่ยง และเขียนจดหมายถึงตัวเอง ฯลฯ (หาอ่านรายละเอียดด้วยการอุดหนุนหนังสือก็แล้วกันนะคะ มันยาวค่ะ)

 

          การเขียนชนิดหนึ่งที่ผู้เขียนอยากเล่าประสบการณ์ตรงและใช้มานานแล้ว คือ “การเผชิญหน้ากับความรู้สึก” ค่ะ เรามักจะกลัว ไม่กล้าเขียนเรื่อง “ความรู้สึก”  คุณหมอเขียนไว้ว่า

          “ใหม่ ๆ เวลาเขียนเรื่อง รู้สึก หลายๆ ท่านอาจจะรู้สึกอาย หรือ รู้สึกโป๊” และ “ลองเขียนสิ่งที่เรารู้สึก ออกมาจริง ๆ เราจะรู้สึกดีขึ้น เราจะค่อย ๆ มีความสุขได้มากขึ้น” (หน้า 53-54)

 

 

          การเขียนสิ่งที่รู้สึกอย่างไม่กลัวโป๊ นี้ เรียกเองมานานแล้วว่าเป็นการเขียน “เปิดเปลือยอารมณ์ความรู้สึก”  และหากใครเคยลองเขียนดูแล้ว ก็จะรู้ว่าช่วยให้เราผ่อนคลาย ลดความเครียด และเข้าใจตัวเองได้มากขึ้นจริง ๆ

          ไม่ลองก็ไม่รู้ ลองทำดูก็จะรู้เองค่ะ

 

         ปัญหาต่อไปก็คือเขียนทุกอย่างที่รู้สึกและคิดน่ะ อันตรายต่อภาพพจน์ของตัวเองนะ... อย่างนี้คนอ่านจะรู้สึกว่าเราอ่อนแอ แย่ หยาบคาย เห็นแก่ตัวหรือเปล่า แย่เลยไม่ได้หรอก...

          ผู้เขียนก็เป็นค่ะ ตั้งแต่เริ่มเขียนหนังสือจนมาถึงหัดเขียนบล็อก สำนวนแข็งกระด้าง กรองแล้วกรองอีก เขียนอย่างนี้เดี๋ยวคนว่าเราว่า... เขียนอย่างนี้ไม่ได้หรอก แย่เลย ...ฯลฯ

          วิธีที่ดีที่สุดก็คือต้อง “เขียน” ค่ะ เราจะมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่เป็นกัลยาณมิตร คอยมาอ่าน มาให้ดอกไม้ มาคอมเม้นท์ มาต่อยอดความคิด และบางท่านที่มาคอยเตือนเราด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่เราอาจชอบ ไม่ชอบ ยอมรับ ไม่ยอมรับ พยายามเก็บและพิจารณาสิ่งที่กัลยาณมิตรสะท้อนข้อเขียนของเรา นำมาปรับปรุง พัฒนา จนการเขียนเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นกับตนเองค่ะ ...ขอเพียงอย่าละทิ้ง “การเขียน” ก็พอ…

 

          อย่างไรก็ตามที ผู้เขียนมีกฎประจำใจในการเขียน เพื่อประโยชน์สุขของทุกฝ่าย คือ

         1.หลีกเลี่ยงคำหยาบและใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องมากที่สุด (เท่าที่ทำได้) เราคงไม่ชอบฟัง/อ่านถ้อยคำรุนแรงหยาบคาย ดังนั้นไม่ควรทำเสียเอง

         2.ถามตัวเองก่อนเขียนว่า สิ่งที่เขียนมีประโยชน์กับตนเอง และ/หรือ คนอื่นหรือไม่ ถ้าใช่ก็เขียนเลย แต่ถ้าไม่ใช่ก็เขียนแล้วเก็บไว้อ่านเอง (จะดีกว่า) ซึ่งข้อนี้ก็ต้องทำใจไว้ก่อนว่าแต่ละคนก็คิดเห็นต่างกัน เราว่ามีประโยชน์แต่บางคนอาจไม่คิดแบบเรา ... ทำใจไว้ก่อนจะดีและปลอดภัยที่สุดค่ะ

        3.หากกำลังอยู่ในอารมณ์ใดๆ ทั้ง รัก โกรธ เกลียด พลุ่งพล่าน ก็เขียนได้ แต่อย่าเพิ่งโพสต์ ทิ้งช่วงเวลาไว้สักพักก่อน มาอ่านอีกทีค่อยโพสต์จะดีกว่า เพราะช่วงที่กำลังอยู่ในอารมณ์ใด ๆ ก็ตาม คำจะรุนแรงเกินความจริง ซึ่งไม่มีผลดีกับตัวเองและคนที่อ่าน

       4.เขียนทุกวันทุกที่ไม่มีวันหยุด

 

        บันทึกนี้ยาวมาก ปกติไม่ชอบอ่านอะไรที่ยาวเกินไป เลยไม่อยากเขียนอะไรยาวๆ  แต่บันทึกนี้แนะนำหนังสือที่คิดว่า “ควรค่า” แก่การอ่าน เลยผนวกรวมประสบการณ์ตรงที่ตัวเองมีเข้ามาด้วย เพื่อย้ำชัดถึงความหนักแน่นของ “มหัศจรรย์แห่งการเขียน” ค่ะ

 

        การเขียนนั้นมีประโยชน์มากมายมหาศาล โดยเฉพาะกับตัวเราเอง และของแถมก็คือยังอาจเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นและสังคมโดยรวมด้วย...

 

เชิญชวนให้เขียนเพื่อ “การเยียวยาตนเองและเพิ่มพลังชีวิต” ด้วยกันนะคะ

 

          ......มีความสุข ผ่อนคลาย และเบิกบานในวันหยุดค่ะ......

 

ถือโอกาสใช้พื้นที่ในการขอบคุณ "ครู" ในโลกการเขียน คือ อาจารย์ถวัลย์ มาศจรัส และ อาจารย์ธวัชชัย ดุลยสุจริต ค่ะ