ควายเอ้ยควาย  ตัวใหนใช้ง่าย หลังลายบ่าลอก บ่าแบกแอกไว้ หลังรับไม้เรียว เจ้าของเข่นเคี่ยวร้องขู่ตะคอก  ควายรู้ว่าลำเอียงแต่ควายก็เถียงไม่ออก ระกำช้ำชอกตามประสาควายเอย...” เพลงของไวพจน์  เพชรสุพรรณ  ไม่ทราบว่าชื่อเพลงอะไรครับ   จากบันทึกที่แล้ว ผมเขียนตก “ลูกคอก”ไปตัวหนึ่งคือ ไอ้สำลี    มันเป็นควายเผือก น่าจะรุ่นเดียวกับอีปริก.....ไอ้สำลีนี่น่าจะตายตอนหน้าน้ำที่เราส่งมันไปอยู่แถวแก่งคอย  ไอ้สำลีนี่ถือได้ว่าเป็น ผู้ใหญ่ใจดีนะครับ มันยอมให้เด็ก ๆ อย่างผมได้ขี่หลังสบาย ๆ ...

        ควายบ้านผมทั้งหมดเป็นลูกคอก  อีปริก ให้ลูกไว้หลายตัว มี ไอ้สมบุญ ไอ้ชาญ ไอ้เหลือง  อีดำ(อีแหง่) และ อีเผือก หลังจากอีปริกตาย เราก็ไม่มีลูกควายเพิ่มเลย  อีดำก็ไม่มีลูก ลุงบอกว่ามันน่าจะเป็นหมันเสียแล้ว  อีดำนี่แหละทำให้ผมไม่อยากออกไปเลี้ยงควาย แล้วจะเล่าให้ฟังภายหลังครับ

        ไอ้ชาญ นี่ผมประทับใจมากที่สุดเพราะมันใจดีจริง ๆ  เวลาใช้มันไถนา ลากข้าว นวดข้าว จะใช้ง่าย   ผมจะโดดขึ้นขี่หลังมันเมื่อไหร่ก็ได้ ตัวมันใหญ่เขาเป็นวงโค้งเข้าหากันสวยงามมาก  พอไอ้ชาญเป็นผู้นำแทนไอ้สมบุญ  บรรยายกาศในคอกดูดีขึ้นเยอะเลยไม่ค่อยน่ากลัว   เด็กขี่หลังควายอย่างผมก็สบายใจไปด้วยไม่เหมือนตอนที่ไอ้สมบุญเป็นผู้นำเพราะมันค่อยข้างจะมีอารมณ์ร้ายไม่ยอมให้ผมขี่หลังมัน

      ทุ่งนาที่เลี้ยงควายเดี๋ยวนี้กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรไปแล้ว  

           ทุกวันเราจะต้องปล่อยควายออกไปกินหญ้าในทุ่งนาหลังบ้าน จะปล่อยสองเวลาครับเช้ากับบ่าย   พอดวงอาทิตย์ขึ้นเห็นแสงสว่างมากสักหน่อยก็จะปล่อยควายออกจากคอกไปกินหญ้าในทุ่งนาหลังบ้าน   แถวบ้านเราที่ทำนาก็เลี้ยงควายกันทั้งหมด จะเห็นควายเล็มหญ้าเต็มทุ่ง    พอสาย ๆ แดดเริ่มร้อนมากก็จะต้อนควายกลับเข้าคอก  ควายนั้นไม่ชอบร้อนครับ     ในตอนบ่ายแดดเริ่มอ่อนลง ก็จะปล่อยออกกินหญ้าอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ควายกินหญ้า  เด็กที่เลี้ยงควายก็รวมตัวกันทำกิจกรรมหลายอย่างครับ เช่น โยนฝาหอย โยนกอง ฯลฯ   อยู่กลางทุ่งจนใกล้พระอาทิตย์ตกดินพวกเราก็จะต้อนควายกลับเข้าบ้าน   ก่อนจะเข้าคอกทุกครั้งจะต้องพามันไปลงน้ำในคลองให้มันได้กินน้ำและนอนแช่น้ำสักพักหนึ่ง  ผู้ใหญ่ก็จะถือโอกาสเอาฟางข้าวหรือเศษหญ้าไปขัดสีฉวีวรรณให้กับควาย เด็ก ๆ ก็จะสนุกสนานกับการเล่นน้ำครับ.......