วันที่ 29 มิถุนายน ของทุกปี ผมระลึกถึงวันดังกล่าวได้เสมอมา...

เพราะ...ทิม บัคเล่ย์...นักร้องและนักดนตรีคนโปรดของพี่ชายผม...ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2518
(พี่ชายของผม ซึ่งเป็นครูสอนกีตาร์คนแรกให้ผม ก็เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ เมื่อ พ.ศ.2525)
โลกแห่งดนตรีและบทเพลงได้สูญเสียหนุ่มน้อยผู้มีพรสวรรค์เต็มเปี่ยมเพียงวัย 28 ปี
ผู้มีอัจฉริยะด้านดนตรี และมีผลงานตลอดชีวิตของเขาถึง 9 ชุด และแต่ละชุดยอดขายแผ่นเพลงมีผู้คนคลั่งไคล้มากมายทะลักทลาย
ทิม บัคเล่ย์ เกิดที่วอชิงตันเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นวันแห่งความรักของสากล และมีอัลบั้มแรกเมื่อเขาอายุเพียง 19 ปี
พี่ชายของผมชอบเพลงของเขามาก และสามารถเล่นเพลงของเขาได้อย่างไพเราะ
(แต่สำหรับผม เพลงที่พี่ชายร้องและเล่นกีตาร์ได้ยอดเยี่ยมที่สุด คือ เพลงกระบี่ไร้เทียมทาน "...สุดขอบฟ้านั้นใครไม่อาจไปถึง บนดอยหุบเขาสูงแม้เทียมเฉียดเมฆา ...ชะตาชีวิตนั้นมันสูงเหลือคณา ดังทิวาลับไป ขุนเขาสายเมฆผ่านเลี้ยวลิบลอยผ่านไป สิงเสือเขาพฤกษ์ป่าดูมากมีเภทภัย ขอเดินต่อไป
ไม่เกรงกลัวชะตา เหม่อมองแสงจันทรา ....ยิ่งพาเศร้าใจ...."
จึงไม่น่าแปลกใจที่ผมจะชอบ...ทิม บัคเล่ย์ ตามไปกับพี่ชายของผมด้วย
ทิม บัคเล่ย์ ได้ถูกความตายพลัดพรากจากบทเพลงและเสียงดนตรี และเหลือเพียงตำนาน ด้วยทาสของมอร์ฟีนและเฮโรอีน หลายกระแสมองว่า เขาตั้งใจฆ่าตนเอง มากกว่ามองว่ามันเป็นอุบัติเหตุแห่งความสะเพร่าของเขา

ทิม บัคเล่ย์ ได้กล่าวถึงความตายในแมกกาซีนบทหนึ่งว่า...
"...ความตายไม่ได้เป็นสิ่งน่ากลัวเลย ตรงข้าม การมีชีวิตอยู่อย่างไร้แก่นสารต่างหากเล่า คือความน่ากลัวที่ผมไม่ต้องการพบมันอีกครั้ง ...เพราะผมได้พบมันมาอย่างใกล้ชิดแล้ว..."
จึงเป็นที่มาของหลาย ๆ คน มองว่า การตายของเขาเกิดจากความตั้งใจของเขาเอง
แต่ผมไม่ได้มองเช่นนั้น เพราะมีบทเพลงหนึ่งที่พี่ชายของผมชอบฟัง คือ
Morning Glory ที่เขาขับร้องอย่างไพเราะ บ่งบอกถึงจิตใจที่งดงาม อ่อนไหว และละเมียดละไมแห่งสุนทรีย์ของชีวิต ผสมผสานการมองโลกในเชิงบวก และความรักที่มีต่อดนตรีอย่างล้นเปี่ยม
ยิ่งทำให้ผมตอกย้ำว่า...การตายของทิม ไม่ได้เป็นการคิดสั้น เพื่อไปสู่เส้นทางยาวนานของความตายของเขา
โดยเนื้อร้องบทเพลง Morning Glory ท่อนแรก ที่บ่งบอกถึงความหมายแห่งตัวตนของเขา ที่ว่า...
"...ฉันจุดเทียนไขเล่มบริสุทธิ์ที่สุดของฉัน
ไว้ใกล้กับบานหน้าต่างของฉัน
เพียงหวังให้สะท้อนดวงตาคนจรจัดผู้ผ่านมา
และฉันรอคอยอยู่ในบ้านของฉัน..."
ผมคงมีความทรงจำกับพี่ชายของผม และ Tim Buckley อีกยาวนานและตลอดไปตราบนิรันดร์....
Tim Buckley - Morning Glory
I lit my purest candle close to my
Window, hoping it would catch the eye
Of any vagabond who passed it by,
And I waited in my fleeting house
Before he came I felt him drawing near;
As he neared I felt the ancient fear
That he had come to wound my door and jeer,
And I waited in my fleeting house
"Tell me stories," I called to the Hobo;
"Stories of cold," I smiled at the Hobo;
"Stories of old," I knelt to the Hobo;
And he stood before my fleeting house
"No," said the Hobo, "No more tales of time;
Don't ask me now to wash away the grime;
I can't come in 'cause it's too high a climb,"
And he walked away from my fleeting house
"Then you be damned!" I screamed to the Hobo;
"Leave me alone," I wept to the Hobo;
"Turn into stone," I knelt to the Hobo;
And he walked away from my fleeting house.
ขอบคุณ...น้องมะปรางเปรี้ยว ที่เป็นครู ทำให้ผมลง YouTube ได้ครับ
สวัสดีค่ะ
การที่คนเราเก่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ใครๆอีกหลายคนนะคะ เหมือนทิม บัคเลย์ และพี่ชายของคุณหมอทิมดาบ
แด่วันวารที่แสนประทับใจ... เป็นกำลังใจให้คุณหมอด้วยเช่นกันครับผม