นั่นหมายความว่า ทรัพยากรธรรมชาติ-แรงงาน-คน-ปัญญา-ฯลฯ ไม่ใช่รากเหง้าของทุนที่แท้จริง แต่ต้นธารแห่งทุนทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ “จิตอาสา” ทั้งสิ้น ดังคำโบราณที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จะทำ-จะพูด ก็ล้วนมาจากใจ

 

      เมื่อวานนี้ ผู้เขียนได้รับนิมนต์ให้เป็นวิทยากร บรรยายให้กับนักศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา  ตามโครงการ "เสริมสร้างจิตสำนึกในนักศึกษา กศน.ตำบลบ้านถ้ำ กศน.ตำบลหนองหล่ม ในอุดมคติไทย"

 

     ในการนี้มีนักศึกษา กศน.ทั้ง ๒ ตำบล รวม ๖๐ คนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งจัดขึ้น ณ  หอประชุมศูนย์ ๓ วัย สานสายใยรักแห่งครอบครัวเทศบาลตำบลบ้านถ้ำ โดยการประสานงานของคุณครูละอองดาว  วรรณสมพร ครูประจำศูนย์ฯ

 

     งานนี้ผู้เขียนได้รับหัวข้อว่า "จิตสาธารณะ ทุนของมนุษย์ในโลกยุคใหม่" แต่ผู้เขียนเห็นว่า จิตสาธารณะบ้างครั้งก็เขียน "จิตอาสา" ดังนั้น ผู้เขียนจึงขออนุญาตเขียนรวมกันเพื่อให้ได้ทั้งสองความหมายคือ "จิตอาสา เพื่อสาธารณะ"  จะดีกว่าไหม?   โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้นำเสนอจิตสาธารณะตามหลักหลักธรรมทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับตนเอง  การสร้างวินัยในตนเอง รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะในสถานศึกษา ชุมชน

 

     คำว่า “จิตสาธารณะ” ผู้เขียนขอให้ความหมายว่า “จิตรับรู้และตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อผลได้-ผลเสีย ที่ตนเองมีแก่สาธารณะโดยไม่หวังผลตอบแทน”  ซึ่งคำนี้มาจากคำว่า “จิต+สาธารณะ” นั่นเอง

 

     ส่วนคำว่า “ทุนของมนุษย์ในโลกยุคใหม่” นั่น ผู้เขียนขออนุญาตตีความหมาย โดยดูจาก กระบวนทัศน์ต่าง ๆ ของมนุษย์ในอดีตสู่ปัจจุบันก้าวไกลไปในอนาคต ที่มีมุมมองของคำว่า “ทุน” แตกต่างกันออกไป เริ่มจาก

     ยุคที่  ๑ ยุคโบราณ-ยุคปัจจุบัน  มองว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือต้นทุนของมนุษย์ ที่สามารถหยิบใช้สอยได้ ดังนั้นจึงมีการแย่งชิงกัน เกิดสงครามกันมาแล้ว หลายต่อหลายครั้ง

     ยุคที่  ๒ มองว่า แรงงานสำคัญกว่า ดูสงครามระหว่างอาณาจักรต่าง ๆ ในอดีต ไทยกับพม่า ฯลฯ เมื่อรบแล้วไม่ได้สนใจเรื่องดินแดนเท่าที่ควร เพียงแต่ขนทรัพย์สินไป แต่ที่สำคัญคือ กวดต้อนคนไป เพราะคน คือแรงงาน ที่สามารถทำให้ผลผลิต  งอกงามตามมาในภายหลัง

     ยุคที่  ๓ มองว่า เงิน เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด จนเกิดการบูชาเงินเป็นสรณะ ถึงกับเปรียบเปรยว่า “เงินคือพระเจ้า” ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธว่าเงินไม่สำคัญ แต่ยอมรับว่าเงินเป็นเครื่องมือในการทำประโยชน์ให้กับตนเองและสามารถเผื่อแผ่ไปสู่สังคมได้ด้วย และเงินทุนนี้เอง จึงเป็นที่มาของปัจจัยลำดับที่หนึ่ง ก่อนจะมาเป็นอาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย....ฯลฯ....

     ยุคที่ ๔ มองว่าทุนคือปัญญา ต่างก็คิดประดิษฐ์สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกทางด้านตะวันตก จึงมีการพูดถึงเรื่องการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญาในสิ่งประดิษฐ์นั้น ๆ ซึ่งยุคที่ผ่านมาเอดิสันได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดในสิ่งประดิษฐ์ที่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้

     ยุคที่  ๕  เมื่อโลกต่างอ้างถึงลิขสิทธิ์แล้ว โลกตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยแลนด์-แดนของเรา คงมองว่าการจะประดิษฐ์อะไรออกมาคงสู้ตะวันตกไม่ได้ จึงมองหาถึงรากเหง้าตนเอง ว่ามีอะไรดี?  ในที่สุดก็คิดศัพท์ใหม่ขึ้นมาว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของภาครัฐและเกิดความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชนต่าง ๆ ได้ดี ตลอดจนถึงคำว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” นี้ ยังสามารถต่อกรกับนวัตกรรมจากโลกตะวันตกที่ไหลมาอย่างบ้าคลั่งได้อีกด้วย

 

     ยุคที่  ๖  ปัจจุบันและอนาคตอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้านี้ “จิตสาธารณะ” หรือ “จิตอาสา” นี้ ต้องเป็นทุนยุคใหม่แน่นอน!  ดูได้จากตัวอย่างมหาเศรษฐีต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น บิลเกต เป็นต้น ทุนไม่ใช่เงินจำนวนมหาศาลที่ให้กับสังคมอย่างเดียว  แต่เป็นเพราะจิตคิดจะให้ด้วย จึงสร้างความยิ่งใหญ่ในระดับโลก  คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ก็เช่นกันที่ประกาศยกอมตะนครให้เป็นสาธารณะประโยชน์  ฯลฯ

 

     ประเด็นดังกล่าวนี้ ไม่ใช่มีเฉพาะในยุคปัจจุบันเท่านั้น  แม้ในสมัยพุทธกาลก็มีบุคคลประเภทนี้หลายท่าน เช่น  อนาถปิณฑิกเศรษฐี (เศรษฐีผู้มีก้อนข้าวสำหรับคนยากไร้) ที่ได้สร้างปรากฏการณ์แห่งยุคสมัยให้มีการทำงานด้านสาธารณประโยชน์แก่สังคมอย่างที่เศรษฐีคนอื่น ๆ ทำได้ยากยิ่ง

 

     นั่นหมายความว่า ทรัพยากรธรรมชาติ-แรงงาน-คน-ปัญญา-ฯลฯ ไม่ใช่รากเหง้าของทุนที่แท้จริง แต่ต้นธารแห่งทุนทั้งหลายทั้งปวง  อยู่ที่ “จิตอาสา” ทั้งสิ้น ดังคำโบราณที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จะทำ-จะพูด ก็ล้วนมาจากใจ

 

     ดังนั้น จึงมีคาถาที่เป็นบาลีว่า

               มโนปุพฺพงฺคมา  ธมฺมา            มโนเสฏฺฐา  มโนมยา

                มนสา  เจ  ปทุฏฺเฐน               ภาสติ  วา  กโรติ  วา

                ตโต  นํ  ทุกฺขมเนวฺติ              จกฺกํ  ว  วหโต  ปทํ

     แปลได้ใจความว่า ใจเป็นใหญ่ในการนำทำทุกอย่าง ทุกสิ่งล้วนสำเร็จด้วยใจ เวลาพูดก็ดี ทำก็ดี ใจเป็นผู้สั่งการ....เหมือนล้อรถ(เกียน)หมุนไปตามรอยเท้าโค(ที่ลากไปทิศทางต่าง ๆ)

 

     ส่วนหลักธรรมที่ผู้เขียนเสนอวันนั้นก็คือ หลักสังคหวัตถุ ๔ ประกอบไปด้วย

       ทาน        "จิตคิดจะให้" เป็นต้นทุนกำไรมากกว่าจิตคิดจะเอา

       ปิยวาจา    วาจาดี มีประโยชน์ คนยกย่องว่าเป็น "สุภาษิต"

       อัตถจริยา  การประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ(จิตอาสา)

       สมานัตตา  การกระทำตนเสมอต้นเสมอปลาย อันหมายถึงมีใจที่หนักแน่น แน่นอน คิดดีแล้วจึงลงมือทำ สมกับเป็นจิตอาสาแบบพระโพธิสัตว์ (โพธิสัตวภาคี)

 

       สิ่งที่ได้นำเสนอต่อนักศึกษา กศน.ทั้ง ๒ ตำบล มาทั้งหมดนี้ เป็นมุมองเล็ก ๆ ที่ต้องการให้กระแส "จิตอาสาเพื่อสาธารณะ (โพธิสัตวภาคี)" ให้เกิดขึ้นกับสังคมไทย โดยแผ่ขยายไปดังดอกเห็ด 

 

     เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว "ทุนทางสังคม"อันมหาศาลนี้   ย่อมจะเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนให้สังคมไทยก้าวหน้าไปอย่างไร้ขีดจำกัด