เรียน ท่านสมาชิกที่เคารพรักทุกท่าน
ด้วยกระผมนำเสนอแนวคิดเพื่อสังคม ผ่านเว็บไซต์ กระผมมีกำลังใจอย่างยิ่ง จากที่มีผู้สนใจเข้าชมจำนวนมาก บางท่านได้นำเสนอแนวคิด และให้กำลังใจ กระผมจะพยายามนำเสนอสิ่งที่เป็นสาระสำหรับสังคม โดยทยอยลงเว็บไปอย่างต่อเนื่อง 2 เว็บ ตามที่ปรากฏครับ
http://www.nature-dhrama.ob.tc
และ
ขอแนะนำท่านครับ
- 1. ท่านสามารถคลิก เว็บที่ให้ไว้เข้าเว็บได้ทันที
- 2. เลือกเนื้อหาตามหัวเรื่องหน้าเว็บตามต้องการครับ
- 3. จะปรากฏหน้าเว็บใหม่ แล้วเลือกเรื่องย่อยได้เลยครับ
กระผมได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่อง "ไม่ตี,ไม่ใช้ไม้เรียวกับเด็ก" ไว้แล้ว และเห็นว่า "ไม่ตก" ( คือผลการตัดสินการเรียนไม่ตก ) น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกัน จึงขอให้ทัศนะ "ไม่ตีไม่ตกเป็นนรกของเด็กไทย" เสริมขึ้นอีก
ถ้าพูดเรื่อง ตี และ ตก เห็นได้ชัดเจนสมัยใช้หลักสูตรปี พ.ศ. 2513 กระผมเองเป็นนักเรียนในสมัยใช้หลักสูตรนี้ ถือเป็นประสบการณ์ตรงของกระผม เห็นการปฏิบัติต่อนักเรียนตั้งแต่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ช่วง พ.ศ. 2501-2511) ผลพวงจากการตี และตกยังฝังใจผมถึงปัจจุบัน คือต้องเรียน ถ้าไม่เรียนต้องถูกตี และ ผลการเรียนอาจจะต้องตก ต้องซ้ำชั้น กระผมเชื่อเหลือเกินว่านักเรียนสมัยนั้นทุกคนคงมีความคิดอย่างกระผมเช่นกัน
คำพูดของคุณพ่อตอนที่นำกระผมไปเข้าเรียนชั้น ก. ยังจำได้ถึงปัจจุบัน (ชั้น ก. สมัยนั้นถือเป็นชั้นเตรียม เทียบกับชั้นอนุบาล อายุ 5-6 ปี สมัยนี้ ถ้าคุณครูพิจารณาเห็นว่าเด็กคนใดสามารถเรียนได้ก็ให้เลื่อนไปชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 อาจจะเป็นกลางปี หรือช่วงปลายปี นับว่าเป็นเรื่องทันสมัยมิใช่น้อยสำหรับยุคนั้น ) คุณพ่อนำกระผมไปเข้าเรียนช่วงอายุของผมประมาณ 5 ปีเศษ คำพูดที่คุณพ่อฝากกระผมไว้กับคุณครูว่า "ลูกของผมเฆี่ยนตีได้เลย ผิดแล้วตีให้เจ็บ เอาให้เข็ด เอาให้หลาบจำ ขอเพียงอย่าให้ตาบอด มือหัก แขนหักเท่านั้นก็พอ" คำพูดทำนองนี้เป็นคำพูดของผู้ปกครองทั่ว ๆ ไปในสมัยนั้น คำพูดที่คุณพ่อพูดกับคุณครูเสมือนข้อตกลง สัญญา ที่ทั้งสามฝ่ายต้องรับรู้ คือครู ผู้ปกครอง และนักเรียน คุณพ่อพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น และยังหันหน้ามาที่กระผมคล้ายเป็นการบอกว่าต่อแต่นี้ไป ลูกต้องนึกถึงข้อตกลง คำสัญญา และต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
จากการที่คุณพ่อแสดงการตอกย้ำเรื่องการเฆี่ยนตีต่อหน้าคุณครูยังไม่พอ เมื่อถึงบ้านยังสอนเรื่องนี้ซ้ำอีก เข้าทำนองตอกหัวตะปูย้ำหัวตะปู "นี่ลูก จำพ่อไว้นะ ลูกโดนคุณครูเฆี่ยนเมื่อไร หากพ่อรู้ พ่อจะเฆี่ยนซ้ำอีกที" กระผมได้ยินการตอกย้ำในตอนนั้นก็คิดได้อย่างเดียวว่าถ้าทำผิดเมื่อไร ต้องโดนเฆี่ยนหนักแน่ เพราะต้องถูกลงโทษถึงสองครั้งในโทษเรื่องเดียวกัน
มาถึงตอนนี้คำพูดของคุณพ่อที่มาสอนซ้ำที่บ้านคงไม่ใช่มีความหมายเดียวอย่างที่กระผมคิด น่าจะมีความหมายในลักษณะที่ว่า " ที่ครูทำโทษเพราะผิดแน่นอน พ่อต้องตีซ้ำ เพื่อให้ลูกได้เข็ดหลาบ และได้จดจำ คราวหน้าทำอะไรต้องมีความคิดรอบคอบ ต้องไตร่ตรอง ... อะไรทำนองนั้น" ที่กระผมนึกเช่นนี้เพราะผู้ปกครองปัจจุบันส่วนใหญ่เมื่อทราบข่าวว่าลูกถูกคุณครูเฆี่ยนตีมักจะถามกับลูกว่า "ครูคนไหนเฆี่ยน" (จริง ๆ อาจจะพูดมากกว่านี้ ) ขอชี้ให้เห็นว่าคำถามของผู้ปกครองสั้น ๆ แค่นี้ก็เป็นการให้ท้ายลูกอย่างมากมายมหาศาล เด็กจะคิดว่าตัวเองไม่ผิด ตัวเขาเองทำถูก ถูกกลั่นแกล้ง ไม่เป็นธรรม ต่อไปไม่เชื่อถือครูคนนี้อีกแล้ว ไม่ฟังอีกแล้ว หรือความคิดอื่น ๆ ตามมาเมื่อได้รับการปกป้องจากพ่อแม่ในทำนองนี้ จากใจจริงของผู้เป็นครู ครูทุก ๆคนคงไม่มีอคติต่อศิษย์ คิดอาฆาตมาดร้ายต่อศิษย์อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะความมีวิญญาณครู ความมีอุดมการณ์ของความเป็นครู ขอยกคำกลอนสอนศิษย์เป็นข้อคิดดังนี้
(คำกลอนสอนศิษย์อ่านได้จาก http://www.pakdan-school.ob.tc ของโรงเรียนวัดปากด่าน)
ที่เฆี่ยนตีมีหรือถืออาฆาต
ใช่ข้าทาสคิดตรองมองถี่ถ้วน
ขอขบคิดตรึกตรองลองทบทวน
ได้ไม่ด่วนถือโทษโกรธตัวครู
เรื่องไม้เรียวคุณค่ามหาศาล
แต่โบราณใช้ได้กับอ้ายหนู
ผลิตผลออกมามันน่าดู
แสนสวยหรูเลอเลิศประเสริฐครัน
มักเปรียบไว้ไม้เรียวเป็นบันได
ปีนป่ายไต่ขึ้นไปสู่สวรรค์
พิษมันน้อยแต่ค่านับอนันต์
เมื่อใช้มันถูกวิธีมีค่าควร
แต่ตอนนี้ไม้เรียวถูกเหนี่ยวหัก
คอยเก็บกักคงคิดผิดกระสวน
ไม้เรียวหักเด็กพังทั้งกระบวน
ควรทบทวนหวนคืนฟื้นอีกครา
พลันมาหักเผลอขว้างขาดวางแผน
สิ่งทดแทนเสริมใส่เร่งใฝ่หา
อุดรอยรั่วตัวแปรทันเวลา
เมื่อขว้างปาไม้เรียวหมดไร้กฎเกณฑ์
ฯลฯ
การใช้ไม้เรียวร่วมกันระหว่างครูกับผู้ปกครองเป็นผลดีอย่างหนึ่ง อย่างน้อยความหวาดกลัวเรื่องความเจ็บปวดส่งผลให้ต้องทำตามกฎ ตามระเบียบ การที่นักเรียนปฏิบัติตนอยู่ในกฎ ในระเบียบนี้เองทำให้นักเรียนเป็นผู้ที่อยู่ในโอวาทของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ สั่งอะไรก็ปฏิบัติตาม งานที่พ่อแม่สั่ง ที่ครูสั่งให้ทำก็จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีคุณภาพ เด็กสมัยนั้นที่ไม่อยู่ในโอวาทก็มีบ้างแต่น้อย ตรงข้ามกับเด็กนักเรียนปัจจุบันซึ่งเป็นนักเรียนที่ขาดไม้เรียว จึงเห็นว่าไม่ค่อยอยู่ในโอวาทเท่าที่ควร งานที่พ่อแม่สั่ง งานที่คุณครูสั่งมักจะไม่เรียบร้อยเป็นส่วนใหญ่ การไม่ถูกบังคับ หรือเข้มงวดให้อยู่ในกฎเกณฑ์ได้จึงมีผลเสียตามมามากมาย เด็กขาดความรับผิดชอบ ขาดความเป็นระเบียบวินัย จากการขาดในสองข้อใหญ่นี้ส่งผลให้ขาดด้านอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย
ตามปกตินิสัยของคนเราโดยทั่ว ๆ ชอบเป็นอิสระ ไม่ให้ใครมาบังคับ ไม่อยากให้มีภาระอะไรกับตน หรืออื่น ๆ มากมายที่เข้าข่ายตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบ (เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าขบคิดอย่างยิ่ง กระผมขอนำเสนอทัศนะเรื่องนี้ต่างหากอีกประเด็น) ยิ่งเมื่อขาดข้อบังคับ กฎเกณฑ์ ก็ยิ่งทำให้ นิสัยปกติเหล่านี้มีมากขึ้นจนฝังไว้เป็นสันดาน ยิ่งแก้ยากขึ้นทุกวัน และที่สำคัญเมื่อเห็นเพื่อนส่วนใหญ่ปฏิบัติตนอยู่เช่นนั้นเหมือนกันก็ทำตามโดยไม่ได้คิดไตร่ตรอง คิดว่าที่ได้ปฏิบัติอยู่เช่นนี้มันดีแล้ว มันถูกต้องแล้ว เหมาะสมแล้ว เข้าทำนองเข้าเมืองหลิวก็ต้องหลิวตาตาม เมื่อมาพูดด้านการเรียน ถ้าหากเด็กมีนิสัยอย่างนี้ย่อมยากที่จะเรียนให้เก่งได้ และการที่ไม่ตกซ้ำชั้นนั้นแหละเป็นตัวดึงให้ผลการเรียนตกต่ำลงไปอีก ถึงกับได้ยินคุณครูบ่นอยู่เสมอว่า "เด็กเดี๋ยวนี้ไม่เรียนหนังสือ"
การสอบปลายปีสมัยที่กระผมสอบมีเรื่องที่น่านำมาเล่าให้ฟังหลายประเด็น สอบปลายปี หรือสอบปลายภาคเรียนที่ 3 (สมัยนั้นเปิดเรียนสามภาคเรียน) เขาเรียกว่าสอบไล่ คำว่าสอบไล่น่าจะหมายถึงสอบเพื่อตัดสินผลการเรียนว่าไล่ขึ้นไปชั้นสูงกว่าได้หรือไม่นั้นเอง แต่ก็เคยปรากฏมีการไล่ลงไปชั้นต่ำกว่า ซึ่งเป็นส่วนน้อยมาก ทีไล่ลงชั้นต่ำกว่าน่าจะเป็นความเห็นของคุณครูผู้สอนว่าถ้าหากไปเรียนเสริมใหม่เด็กคนนี้น่าจะพัฒนาได้เร็วขึ้นกว่าเดิม นักเรียนที่สอบไล่แล้วไม่ได้ไล่เลยแม้แต่สักครั้งก็มี เรียนซ้ำชั้นในชั้น ก. จนอายุครบ 15 ก็ถึงเกณฑ์ครบอายุให้ออกจากโรงเรียนไป คนใดเรียนได้ดีไม่ซ้ำชั้นก็จบภาคบังคับในชั้น ป. 4 ไป
ผลจากการสอบไล่แต่ไม่ได้ไล่นี้เองทำให้นักเรียนกลัวหนักกลัวหนา กลัวว่าคุณครูจะไม่ไล่ คนที่คุณครูไล่ต้องสอบผ่านเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำร้อยละ 50 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน เป็นคะแนนเก็บ 50 คะแนน คะแนนสอบไล่ 50 คะแนนการวัดผลสมัยนั้นใช้ข้อสอบอัตนัยล้วน คือ ข้อสอบอธิบาย แยกเป็นอธิบายอย่างสั้น ๆ อธิบายอย่างละเอียด ข้อสอบเติมคำในช่องว่าง ข้อสอบแบบจับคู่ และข้อสอบที่เดาได้ง่ายที่สุดในสมัยนั้นคือแบบเลือกกาถูกผิด ซึ่งไม่ค่อยนำมาออกมากนัก จะเห็นว่าการตอบข้อสอบอัตนัยเหล่านี้นักเรียนต้องมีความรู้จริง ๆ ไม่เช่นนั้นก็ตอบไม่ได้ ตอบไม่ได้ก็ตัดสินตกทันที ต้องเรียนซ้ำชั้น ไม่มีการแก้ หรือซ่อมเสริมตามหลักสูตรปัจจุบัน เด็กปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ข้อสอบแบบปรนัย โอกาสเดาโอกาสลอกมีมากมาย และที่สำคัญคือมีการสอบแก้ตัว เมื่อสอบตกก็สามารถแก้ตัวได้ และมักจะสอบผ่าน ร้อยละร้อย จึงทำให้ไม่กลัวในการสอบ ไม่กลัวสอบตก ส่งผลให้ไม่เรียน ไม่ใฝ่คว้า ไม่กระตือรือร้น เด็กสมัยก่อนกลัวสอบตกการเรียนก็ไปด้วยดี มีความพยายาม มีความตั้งใจ กระตือรือร้น ผลการเรียนก็มีคุณภาพ
มักมีเรื่องขำ ๆในเรื่องการสอบไล่ แต่เรื่องเหล่านั้นก็แฝงด้วยข้อคิดเห็น แฝงด้วยคติเตือนใจอยู่บ้าง นักเรียนส่วนใหญ่หรือทุกคนก็ว่าได้สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ (นักเรียนในชนบทสมัยนั้นเดินเท้าเปล่า รองเท้าพอจะหาซื้อได้บ้างในตัวเมืองของจังหวัด แต่ที่ไม่สวมรองเท้าเพราะต้องเดินบุกน้ำลุยโคลนเกือบตลอดเส้นทาง) ในวันสอบไล่ จะพูดว่าถือปฏิบัติเป็นประเพณีก็ว่าได้ การสวมเสื้อผ้าใหม่เหมือนเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ที่บอกว่า "ชุดนี้แหละหนา ปีหน้าต้องเป็นชุดใหม่ของชั้นเรียนใหม่" เด็กทุกคนรู้ล่วงหน้าว่าจะได้สวมชุดใหม่อีกไม่กี่วัน
การรู้ล่วงหน้าว่าจะสอบก็เหมือนกับเตือนตัวเองให้เตรียมสอบเช่นกัน ความกระตือรือร้นก็เกิดขึ้น เร่งเรียน เร่งกวดขันด้านการอ่านหนังสือ พ่อแม่คอยตักเตือนซ้ำเข้าอีกก็ยิ่งตระหนักยิ่งขึ้น
ถ้าคิดเปรียบชุดใหม่กับอุปกรณ์รบทับจับศึกก็น่าจะตรงประเด็น จริง ๆ ไม่เพียงแต่เสื้อผ้าใหม่อย่างเดียว ดินสอแท่งใหม่ ไม้บรรทัดใหม่ ยางลบใหม่ สมุดเล่มใหม่ ของใหม่เหล่านี้เสมือนเตือนสติว่าเตรียมตัวไปสู้ศึก ศึกในสนามสอบ ศึกที่ต้องพบกับความตายถ้าเกิดพลั้งพลาด ตายคือสอบตก เมื่อมีสิ่งคอยเตือนใจเช่นนี้ความกลัวก็ย่อมเกิด การหาช่องทางดับสิ่งที่จะเกิดจึงมี และคิดหาไว้หลายช่องทาง การพลั้งพลาดก็ย่อมมีน้อย หรือแทบจะไม่มี เด็กปัจจุบันนี้มีสิ่งใดคอยเตือนสติเช่นนี้บ้างหรือไม่
คุณแม่เตรียมไข่ต้มให้ลูกมากกว่า 1 ฟอง ในวันเข้าสู่สนามสอบไล่ กระผมยังจำได้ว่าคุณพ่อเคยบอกว่าไข่ช่วยบำรุงสมองได้อย่างดี นี่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านโดยแท้ ในชนบทสมัยนั้นทุกบ้านจะเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นบ้านไว้รับประทานไข่และเนื้อ วันสอบไล่ได้รับประทานไข่เป็นพิเศษคือมากกว่า 1 ฟอง อาจจะเป็น 2 หรืออย่างมากก็สามฟอง ถ้าเป็นสามฟอง ฟองที่สามนำไปรับประทานที่โรงเรียนตอนช่วงอาหารเที่ยง ไข่เปรียบเหมือนตัวเร่งสติปัญญา เสริมความลาด เสบียงความปัญญา เสบียงความฉลาด เหล่านี้ล้วนแต่เป็นข้อคิด ช่วยกระตุ้นเตือนเรื่องการเตรียมพร้อมในการเรียนของเราเพื่อเข้าสนามสอบอย่างมีความพร้อม สอนคุณค่า คุณประโยชน์ของอาหาร ไปทางอ้อมด้วยอีกทางหนึ่ง
ที่น่าขำที่สุดก็เรื่องการเก็บตัว ระวังตัวไม่ให้เพื่อนชกที่สันหลัง เรามีความเชื่อว่าถ้าหากเพื่อนชกด้านหลัง ความรู้ส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งไป อย่างน้อยเรามีความรู้สึกว่าความรู้ของเรามีพร้อม เราตระเตรียมไว้พร้อม ต้องระวังไว้ให้ดีเดี๋ยวใครจะมาแบ่งไป ถ้าเรารู้ว่าเราไม่พร้อม เราไม่มีความรู้ เราไม่ได้เตรียมตัวมา เราจะหลีกหลบการชกต่อยหลังทำไม อีกประการหนึ่งเพื่อนก็มั่นใจว่าเรามีความรู้แน่น จึงคิดจะชกหลังของเพื่อนแต่ละคน และที่สำคัญก็น่าจะเป็นความกลัวว่าเราอาจจะสอบพลาดได้ คือกลัวสอบตกนั้นเอง แต่เมื่อทุกคนระวังตัวในเรื่องนี้จนไม่มีใครสามารถชกหลังกันได้ ก็คงไม่คิดพึ่งน้ำบ่อหน้า ทุกคนจึงเตรียมพร้อมในการสอบทุกครั้ง
เรื่องแปลก ๆ ที่กล่าวมาล้วนแต่มีประโยชน์ เป็นตัวช่วยเสริมแรง ช่วยกระตุ้นให้มีความบากบั่น มุ่งมานะ เป้าหมายเดียวกันคือหลักชัยของเด็กสมัยนั้น และเขาทำได้จริง ๆ เพราะเขากลัวการตี และตก ตีและตกจึงเป็นสวรรค์ของนักเรียนในสมัยกระผม
การไม่ตีไม่ตกเป็นนรกของนักเรียนในปัจจุบัน การที่เขาไม่กลัวถูกตีเพราะไม่มีไม้เรียว การที่เขาไม่กลัวสอบตกเพราะเขาสอบไม่ตก เขาจึงไม่ดิ้นรน ไม่มีความเพียรพยายาม ไม่รู้จักใฝ่คว้า ผลการสอบก็เพียงผ่านเกณฑ์ แต่ความรู้ไม่มี หรือมีแต่ไม่เหมาะสมกับชั้นเรียน บางคนถึงออกกลางคันในช่วงชั้นมัธยมปีที่ 2 หรือ ชั้นมัธยมปีที่ 3 เพราะพื้นฐานการเรียนอ่อน หรือเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ไม่สามารถเลือกเรียนตามที่ตนเองชอบได้ ผลการสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ในสาขาที่ตนเองไม่ชอบ ไม่ต้องการ มันสายเสียแล้วในการที่จะแก้ตัว ลงผลสุดท้ายไม่ตีไม่ตกเป็นนรกของเด็กไทย