โลกของเด็กๆ นั้นเป็นโลกแห่งความคิดฝันและจินตนาการ ซึ่งผู้ใหญ่ยากที่จะเข้าใจ จงช่วยกันเอาใจใส่ดูแลพวกเขาให้ดี มอบความรัก ความอบอุ่นและความหวังให้แก่พวกเขา เพื่อแต่งแต้มสีสันแห่งโลกวัยเยาว์ของพวกเขา ให้มีความงดงามควรค่าแก่การทรงจำมากยิ่งขึ้น

 

 

         

 

เรื่องของลูกสาว :

เธอมองเห็นไกลและมากกว่าที่ผมเห็น

 

         

 

 

          “คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงและท้องฟ้าแจ่มใส   เราไปนั่งดูดาวกับเดือนกันไหมลูก?”  ผมถามน้องเพียงพอลูกสาวคนโต วัย 6 ขวบ ของผม ในคืนวันเพ็ญเมื่อหลายวันก่อน

          “งั้นเราไปดูกันเลยค่ะ คุณพ่อ! ไปตอนนี้เลย”  เธอตอบด้วยท่าทีกระตือรือร้น

          “ไปโตย(ไปด้วย)!  น้องแพรวพราว ลูกสาวคนเล็ก วัย 3 ขวบ พูดขึ้น  พร้อมกับวิ่งมาหาผมอย่างรวดเร็ว

          ผมยกลูกสาวคนเล็กขึ้นขี่คอ และเอามือซ้ายจูงแขนลูกสาวคนโตเดินไปที่กลางทุ่งนาข้างๆ บ้าน ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ  50 เมตร เมื่อไปถึงผมก็เอาลูกสาวคนเล็กลงจากคอและให้เธอยืนอยู่บนคันนา ด้านซ้ายมือของผม ส่วนลูกสาวคนโตนั้นนั่งอยู่ทางด้านขวามือของผม โดยมีผมนั่งอยู่ตรงกลาง

          “พระจันทร์สวยหรือเปล่าลูก?”  ผมถามน้องเพียงพอที่สายตากำลังจับจ้องอยู่ที่ดวงจันทร์ซึ่งกำลังเต็มดวงและส่องสว่างอย่างเต็มที่

          “สวยงามมากๆ เลยค่ะ คุณพ่อ  ดาวดวงอื่นๆ ก็มองเห็นชัดเจนมากๆ เลย”   เธอตอบผมด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข  พร้อมทั้งพูดต่อไปอีกว่า “คุณพ่อขา! หนูชอบดูเดือนกับดาวมากๆ เลยค่ะ”

          “ทำไมหนูถึงชอบดูเดือนกับดาวล่ะลูก?”  ผมถามเธอด้วยความสงสัย

          “มันสวยดีค่ะ  ดูแล้วมีความสุขมากๆ”  เธอตอบสั้นๆ

          ในช่วงที่ผ่านมา  หากวันใดท้องฟ้ายามค่ำคืนมีความแจ่มใสไร้เมฆหมอกบดบัง ผมมักจะพาลูกๆ ออกไปนั่งดูดาวนอกบ้านหรือกลางท้องนาที่อยู่ข้างๆ บ้าน  เพื่อต้องการให้ลูกสาวได้มองเห็นความงดงามของดวงดาวในยามค่ำคืน พร้อมทั้งเป็นการเพาะบ่มจินตนาการให้กับลูกสาวไปในตัวด้วย  เหมือนกับที่พ่อเคยพาผมไปนั่งดูดาวยามค่ำคืน(แทนการดูทีวี)ในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กน้อยเมื่อหลายสิบปีก่อน

          เมื่อผมเติบโตขึ้นและมีลูกมีหลานบ้าง  ผมก็เลยนำสิ่งที่พ่อเคยทำมาใช้กับลูกๆ ดูบ้าง  เหมือนอย่างที่ผมกำลังทำอยู่ในขณะนี้

          “คุณพ่อขา! คุณแม่บอกว่าบนดวงจันทร์มีกระต่ายสีขาวอยู่ด้วยน่ะ” เธอบอกผม

          “จริงหรือลูก!  มีกี่ตัวเอ่ย?” ผมแกล้งถาม

          เธอเอานิ้วชี้ไปที่ดวงจันทร์ซึ่งกำลังสุกสกาวสดใสอยู่ท้องฟ้า  พร้อมทั้งทำท่าทางนับจำนวนด้วย

          “ที่จริงคุณแม่บอกว่ามีอยู่แค่ 2 ตัวค่ะ เป็นตัวผู้กับตัวเมีย แต่หนูนับดูแล้ว เห็นมีอยู่ทั้งหมด 5 ตัวนะค่ะ” เธอบอก

          “โอ...! มีตั้ง 5 ตัว เลยเหรอลูก?”  ผมถามและยิ้ม   

          “ค่ะ!  มีทั้งหมด 5 ตัว  ตัวใหญ่ที่สุดตัวนั้นเป็นตัวพ่อ ตัวใหญ่อีกตัวเป็นตัวแม่  ส่วนตัวเล็กๆ อีก 2 ตัว  เป็นลูกๆ ของมัน” เธอเอานิ้วชี้ที่ดวงจันทร์และอธิบายให้ผมฟัง

          “อ้าว! แล้วอีกตัวหายไปไหนละลูก? ทำไมมีอยู่แค่ 4 ตัวเอง? ”  ผมแกล้งถามอีก

          “อีกตัวคงจะเป็นคุณยายของมันน่ะ ที่หลบอยู่ใกล้ๆ ก้อนหินลูกนั้นไง  คุณพ่อเห็นหรือเปล่าค่ะ?”  เธอถามผม

          “อ๋อ!  ตัวนั้นเอง  พ่อเห็นมันแล้วลูก  แก่ขนาดนั้น สงสัยจะเป็นยายกระต่ายน่ะ” ผมกล่าวเลยตามเลย

          ที่จริงผมมองไม่เห็นอะไรเลยสักอย่าง  ดวงจันทร์ก็เป็นเพียงก้อนหินก้อนโตๆ ก้อนหนึ่งเท่านั้นเอง เพียงแต่ผมต้องการจะเอาใจลูกสาวและช่วยทะนุถนอมจินตนาการอันแสนบริสุทธิ์ของเธอเอาไว้  ผมก็เลยต้องคอยเออออห่อหมกไปกับเธอด้วย

          “คุณพ่อขา! บนนั้นนอกจากจะมีกระต่าย 5 ตัวแล้ว  ก็ยังมีสัตว์อื่นๆ อีกหลายตัวอยู่บนนั้นด้วย” เธอบอก

          คราวนี้ผมหูผึ่งเลย  และถามเธอว่า  “มีอะไรบ้างลูก? ลองบอกมาซิ”

          “มีหมาน้อยๆ  แมว  ไก่  วัว  ม้า  หมู  ช้าง  ยีราฟ และหมีแพนด้า อย่างละหนึ่งตัวค่ะ”  เธอตอบและทำท่าทางนับจำนวนดู

          “อะฮ่า! มีหมีแพนด้าด้วยเหรอลูก?”  ผมถามและหัวเราะเสียงดัง

          “มีค่ะ  สงสัยจะเป็นหลินปิงแน่ๆ เลย”  เธอบอก

          ผมได้แต่คิดอยู่ในใจว่า  “โอ! ลูกสาวฉัน อาการหนักกว่าตูเสียอีก แฮ่ะ”

          ที่ผ่านมา ตั้งแต่ตอนที่ผมเป็นเด็กจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผมจำได้ว่าใครๆ ต่างก็บอกลูกบอกหลานว่ามีกระต่ายสีขาวอยู่บนดวงจันทร์ จำนวน 2 ตัว เป็นตัวผู้กับตัวเมีย และไม่มีใครบอกว่ามีสัตว์อื่นอยู่ด้วยเลย..... และส่วนตัวของผมเอง ก็จำฝังใจว่าบนนั้นมีกระต่ายสีขาวอยู่เพียง 2 ตัวเท่านั้น ตามที่เขาบอกมา ไม่เคยคิดนอกกรอบไปจากนี้เลย

          แต่ลูกสาวคนโตของผมคนนี้กลับมองเห็นสิงสาราสัตว์บนนั้นจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ผมเห็นและคิดไว้อย่างมากมาย

          “นอกเหนือจากสัตว์ต่างๆ แล้ว  บนนั้นมีอะไรอีกหรือเปล่าลูก?”  ผมถามต่อ

          “มีเยอะแยะเลยค่ะ  ต้นไม้ก็มี  บ้านคนก็มี  บ้านหลังนั้นมีปล่องไฟด้วยน่ะ  ทะเลก็มี  แม่น้ำก็มี ทุ่งนาก็มี  มีเหมือนบนโลกนี้เลยค่ะ”  เธอบอก

          “แล้วบนดวงดาวละลูก  มีอะไรบ้าง?”  ผมเปลี่ยนเรื่องคุยจากดวงจันทร์เป็นดวงดาวแทน

          “บนดาวต่างๆ ก็คงเป็นเหมือนดวงจันทร์แหละ หนูมองไม่เห็นสัตว์อื่นเลย  แต่หนูมองเห็นคนแทนค่ะ  ดาวลูกไก่ที่คุณพ่อเคยบอกหนูว่ามี 7 ดวง แต่มองเห็นแค่ 6 ดวงนั้น  หนูมองเห็นคุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย น้องแพรว น้าเบิร์ด และตัวหนู นั่งอยู่บนนั้นน่ะ เป็นดาวของครอบครัวเราเองค่ะ”  เธออธิบายให้ฟัง

          ผมนั่งฟังลูกสาวพูดอธิบายเรื่องดวงเดือนและดวงดาวให้ฟังอย่างมีความสุขและรู้สึกทึ่ง  นึกไม่ถึงว่าเด็กอายุแค่ 6 ขวบ จะคิดและมองเห็นได้ไกลขนาดนี้

          จินตนาการของเธอบรรเจิดและอลังการมากกว่าผม(ซึ่งเป็นพ่อของเธอ)เสียอีก

          “ดึกแล้ว! เกือบสามทุ่มแล้ว  ไปนอนกันเถอะลูก”  ผมชวนลูกๆ กลับเข้าไปในบ้าน หลังจากที่นั่งดูดาวมานานเกือบชั่วโมงแล้ว

          “เจ้า!(ค่ะ)”  เธอตอบรับด้วยภาษาเหนือ  พร้อมกับลุกขึ้นจากคันนา และค่อยๆ เดินเข้าไปในบ้าน โดยมีผมอุ้มน้องแพรวพราวลูกสาวคนเล็กเดินตามไปด้วย

 

          คืนนั้น  เป็นอีกคืนหนึ่งที่ผมนอนหลับอย่างมีความสุขที่สุด ท่ามกลางดวงเดือนและดวงดาว จำนวน 3 ชีวิต ที่ส่องแสงสว่างโชติช่วงและเรียงรายอยู่รอบๆ กายผม

 

เพลง     "หนูอยากเป็นอะไร"

ร้องโดย     "พี่เบิร์ด" ธงไชย  แม็คอินไตย