การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้ากะเหรี่ยง ตะเพินคี่
- การพัฒนาด้านแฟชั่นเครื่องแต่งกาย
ปัจจุบันผ้าทอกระเหรี่ยงที่มีเอกลักษณ์ล้ำค่านั้นเป็นเพียงตำนานผ้าที่มีการใช้สอยกันในกลุ่มชนเผ่าเท่านั้น ความงามของลวดลายแลtสีสันทีมีเอกลักษ์เฉพาะตัวตลอดจนเทคนิคการทอผ้า ควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม เศรษฐกิจของโลกและสังคม ชนรุ่นหลังต้องออกไปประกอบอาชีพในเมือง ส่งผลทำให้ภูมิปัญญาการทอผ้ามีจำนวนน้อยลง ขาดโอกาสการถ่ายทอดความรู้การทอผ้า จึงทำให้ผ้าทอของชาวกระเหรี่ยงที่มีความสำคัญถดถอนลดน้อยลงตามการเวลา จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาและพัฒนาภูมิปัญญาการทอผ้าของชาวกระเหรี่ยงให้กลับมามีชีวิตคุณค่าต่อสังคมและวงการแฟชั่นอย่างภาคภูมิใจ
ดังนั้นการศึกษาลวดลายและการนำผ้าทอกระเหรี่ยงมาออกแบบ และตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสตรี เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างมูลค่าและสร้างผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมการทอผ้าให้อยู่คู่กับคนไทย อีกทั้งเป็นการเผยแพร่ลวดลายผ้าทอกระเหรี่ยงและผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าสตรีให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ ตลอดจนยังเป็นการถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของคนทอผ้าให้ผู้สวมใส่ผ้าทอมือของชาวกระเหรี่ยงได้รู้สึกรักและหวงแหนในถูมิปัญญาของแผ่นดินไทย
ตัวอย่างผ้ากะเหรี่ยง ตะเพินคี่
- การพัฒนาด้านสีของผลิตภัณฑ์
กะเหรี่ยงจะมี ความชำนาญในการย้อมสีเส้นด้ายด้วยวัสดุจากธรรมชาติ โดยจะกะด้ายให้เพียงพอในการขึ้นเครื่องทอแต่ละครั้ง เพื่อให้ได้สีที่เหมือนกัน การย้อมสีธรรมชาติมีวิธีแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับวัสดุที่้นำมาใช้ แต่ทั้งนี้ถ้าอยากให้สีติดดีต้องนำด้ายมาผ่านกระบวนการละลายไขมัน โดยต้มน้ำเดือดประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วซักด้วยนํ้าเย็นจนฝ้ายเป็นสีขาว ปัจจุบันชาวบ้านใช้วิธีซักด้วยผงซักฟอกแล้วล้างออก จากนั้นจึงนำไปย้อมสีขณะด้ายกำลังเปียก
วัสดุธรรมชาติที่นิยมใช้
|
ชื่อไทย |
ชื่อกะเหรี่ยง |
ส่วนที่ใช้ |
สีที่ได้ |
|
ขมิ้น |
เส่ยอ |
หัว, เหง้า |
เหลือง |
|
คราม |
นอข่อ |
ใบ |
กรมท่า |
|
" |
สะหย่า |
ใบ, ยอด |
ดำ |
|
- |
โค๊ะ |
ราก |
แดง |
|
สมอป่า |
- |
ใบ |
กากีแกมเขียว |
|
" |
- |
เปลือก |
เขียวแก่ |
|
แก่นขนุน |
- |
แก่น |
เขียวตองอ่อน |
|
เปลือกเพกา |
- |
เปลือก |
เขียวตองอ่อน |
|
ประดู่,ไม้แดง |
- |
เปลือก |
แดง |
|
เงาะป่า |
- |
เมล็ดใน |
แสด |
|
ต้นปุย |
- |
เปลือก |
ชมพู |
- ตัวอย่างการย้อมด้วยสีธรรมชาติ
1. การย้อมด้วยขมิ้นภาษากะเหรี่ยงว่า“เส่ยอ”ส่วนที่นำมาใช้เอาเฉพาะหัวที่แก่จัดเท่านั้นเมื่อย้อมแล้วจะให้สีเหลือง
วัสดุที่ใช้มีดังนี้
(1) ขมิ้น ½ กิโลกรัม
(2) ด้าย 2 ไจ
(3) ปูนกินกับหมากหรือปูนขาว 1 ช้อนชา
(4) น้ำ 1-2 ลิตร
วิธีการ
นำขมิ้นมาตำหรือบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำและปูน แล้วนำด้ายลงแช่ พร้อมทั้งนวดจนเปียก จากนั้นตั้งไฟปานกลางให้เดือดประมาณ 20 นาที หลังจากต้มเสร็จแล้วยกด้ายขึ้นตากแดดจนแห้ง ถ้าต้องการให้สีมีความเข้ม และป้องกันสีตก ให้ใส่ปูนลงไปในน้ำย้อมครั้งที่ 2 อีกเล็กน้อย
- การย้อมด้วยครามหรือนอข่อส่วนที่นำมาใช้คือใบแก่เมื่อย้อมแล้วให้สีน้ำเงินเข้มหรือสีกรมท่า
วัสดุที่ใช้ย้อมมีดังนี้
(1) คราม 2 ขีด
(2) ด้าย 2 ไจ
(3) ปูน 1 ไจ
(4) น้ำ 1-2 ลิตร
(5) ข้าวสุก1กำมือ
(6) ขี้เถ้าไม้ขี้เหล็ก
วิธีการ
ขั้นตอนที่ 1 การทำน้ำคราม นำใบคราม จากต้นที่มีอายุประมาณ 3 เดือน (สังเกตจากเริ่มออกดอก) มาแช่น้ำจนใบเปื่อย ใส่ปูนขาว และขี้เถ้าไม้ขี้เหล็ก แช่ต่ออีก 2-3 คืน จากนั้นกวนน้ำครามจนขึ้นฟองทิ้งไว้จนตกตะกอน เทน้ำใสทิ้ง นำส่วนที่ตกตะกอนมากรองด้วยผ้า จะได้ครามเป็นก้อนเก็บไว้ย้อมผ้าต่อไปได้
ขั้นตอนที่ 2 นำด้ายและครามมานวดรวมกันจนผสมน้ำ พร้อมทั้งใส่ปูนขาวลงไป แล้วนำมาต้มกับไฟอ่อน ๆ ประมาณ 30 นาที นำด้ายขึ้นมาผึ่งลมให้แห้งแล้วย้อมซ้ำหากสียังไม่เข้มพอ
ขั้นตอนที่ 3 นำด้ายและข้าวสุกมา นวดพร้อมกับไฟอ่อน ๆ ประมาณ 30 นาที นำด้ายขึ้นมาผึ่งลมให้แห้งสนิทแล้วนำมาใช้ทอเป็นผ้าต่างๆได้ - การย้อมด้วยสะหย่าให้สีดำสนิทใช้ส่วนที่เป็นใบและยอดของพืช(ไม่เก็บในช่วงที่พืชกำลังออกดอก)
วัสดุที่ใช้ย้อมมีดังนี้
(1) สะหย่า 1 กิโลกรัม
(2) ด้าย 2 ไจ
(3) ปูน 1 ช้อน
(4) น้ำ 1-2 กำมือ
(5) ข้าวสุก 1-2 กำมือ
(6) ขี้เถ้าไม้ขี้เหล็ก
วิธีการทำเช่นเดียวกับการย้อมด้วยต้นคราม
หมายเหตุ "สะหย่า" เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ให้สีดำสนิท แตกต่างจากมะเกลือ ซึ่งให้สีเทา นอกจากนั้นสะหย่ายังมี 2 ชนิด คือชนิดที่ให้สีดำ และชนิดที่ให้สีแดง โดยสังเกตความแตกต่างได้จากสีของใบสะหย่า ถ้าให้สีดำใบจะเป็นสีดำ ชนิดที่ให้สีแดง ใบจะเป็นสีแดง - การย้อมด้วยโค๊ะให้สีแดงส่วนที่นำมาใช้คือราก
วัสดุที่ใช้ย้อมมีดังนี้
(1) รากโค๊ะ ½ กิโลกรัม
(2) ด้าย 2 ไจ
(3) น้ำมันพืชหรือน้ำมันหมู 1-2 ช้อนโต๊ะ
(4) ปูน1ช้อน
(5) ขี้เถ้าไม้ไผ่หรือกาบกล้วยกรอง 1 ลิตร
(6) ใบส้มป่อยหรือมะขาม 2 ขีด
วิธีการ
ขั้นตอนที่ 1 นำด้ายกับน้ำมันพืชและขี้เถ้านำมานวดและตำจนเข้ากัน
ขั้นตอนที่ 2 นำขมิ้นเพียงเล็กน้อยมาทดสอบว่ามีการเปลี่ยนสีหรือยัง หากมีการเปลี่ยนสีแล้วนำมาต้มกับน้ำประมาณ 2 ลิตรโดยใช้ไฟอ่อนๆ ประมาณ 30 นาทีหลังจากนั้นนำมาตากจนแห้ง
ขั้นตอนที่ 3 นำด้ายมาซักจนกว่าน้ำมันพืชจะหมดแล้วผึ่งให้หมาดๆ
ขั้นตอนที่ 4 นำรากของโค๊ะ มาสับหรือซอยเป็นแผ่นบาง ๆ และตำให้ละเอียด (ห้ามสับบนเขียงที่ใช้ทำกับข้าว) และนำด้ายมาคลุมนวด และใส่น้ำลงไปพร้อมทั้งผสมกับน้ำส้มป่อยหรือมะขามที่คั้นจากใบหรือยอดแล้วนำมาตั้งไฟประมาณ 10 นาทีใช้ไฟปานกลาง
ขั้นตอนที่ 5 หลังจากต้มย้อมสีเรียบร้อย แล้วก็นำออกมาตากแดดจนแห้ง หากสียังจางก็ย้อมสีซ้ำอีกจนพอใจ - ข้อห้ามในการย้อม
1 .ห้ามย้อมผ้าในวันขึ้น15 ค่ำหรือแรม 15 ค่ำ
2.ห้ามย้อมผ้าในวันที่มีคนตายในหมู่บ้าน
3. ห้ามย้อมผ้าในขณะที่เริ่มตั้งครรภ์จนกว่าจะคลอดบุตร - การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ภายในบ้าน
แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต นำผ้าทอมาผลิตเครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น หมอนอิง ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ กล่องกระดาษทิชชู ผ้ากันเปื้อน ที่รองแก้ว ที่รองจาน รองเท้าใส่ภายในบ้าน เป็นต้น โดยการนำผ้าทอและเศษผ้าที่เหลือจากการตัดเย็บมาต่อเป็นลวดลายต่างๆให้เกิดเป็นผ้าผืนใหม่ เกิดลวดลายผสมผสาน และเป็นการลดต้นทุนการผลิต ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจำหน่ายมีราคาที่ถูกลง
- การจัดตั้งศูนย์ศึกษาในชุมชน
เนื่องจากหมู่บ้านชาวกระเหรี่ยงบ้านตะเพินคี่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กและมีประชากรไม่มากนัก เพราะวัยรุ่นหนุ่มสาวมักไปประกอบอาชีพกันในเมือง จึงเกิดปัญหาต่อการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการทอผ้า จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับกลุ่มชาวบ้าน และยังช่วยแก้ปัญหาการไปทำงานนอกเมืองของเด็กวัยรุ่น จะช่วยเสริมสร้างชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
- การโฆษณาผลิตภัณฑ์
เริ่มจากการประชาสัมพันธ์เล็กๆในจังหวัดโดยการประสานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการโฆษณาอาจเกิดจากการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในงาน OTOP ของจังหวัดหรือนำผลิตภัณฑ์ไปนำเสนอตามงานต่างๆในจังหวัดและอาจนำผลิตภัณฑ์จาผ้าตะเพินคี่ลงในเว็บไซด์ต่างๆ เพื่อเป็นการโฆษณาที่สะดวก รวดเร็ว ไม่เสียงบประมาณ และเป็นที่แพร่หลาย ทำให้คนทั้งประเทศและทั่วโลกได้รู้จักผ้าตะเพินคี่ได้อย่างรวดเร็วและมากขึ้น
รายชื่อกลุ่ม
เรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้ากะเหรี่ยง ตะเพินคี่
- นางสาววาสนา โยนกรอง
- นางสาวผาทิพย์ แก้วบุตร
- นางสาวธนิฏฐา เที่ยงแท้
- นางนงนุช ทับศรี
- นายภานุพงศ์ ไพบูลย์
- ภิรมย์ แก้วมณี