เหตุการณ์เล็กๆ ระหว่างแม่กับผมได้ผ่านไปแล้ว แต่ในใจผมยังรู้สึกผิด และอยากจะคุยกับแม่และบอกกับแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงผม อีกไม่กี่สัปดาห์ผมจะกลับไปหาแม่ และพ่อ รวมทั้งพี่ๆ ครับ และภาวนาว่าค่ำคืนนี้ และวันต่อๆ ไปขอให้ช่วงเวลาที่ผมโทร.ไปบ้าน ผมได้พูดคุยกับแม่ อย่าให้มีเสียผู้หญิงมากบอกว่า "ท่านกำลังเข้าสู่ระบบฝากข้อความ..." อีกเลย ผมอยากบอกกับแม่ว่าผมรักแม่... และเป็นห่วงแม่เสมอครับ...

ผมเฝ้ามองเจ้าหน้าที่เทศกิจหนุ่มท่านหนึ่ง  คอยหลอกล่อ และป้อนเมล็ดถั่วลิสงตราโก๋แก่ให้กะรอกหนุ่ม - สาว สามสี่ตัว  ที่วิ่งขึ้น - ลง จากยอดไม้มายังโคนไม้ใหญ่  ข้างตึกสูงซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสนามหลวงมากนั้น  ด้านข้างเทศกิจหนุ่มผู้นั้นมีนักท่องเที่ยวฝรั่งชายหญิงคู่หนึ่ง กับชายไทยไม่ทราบชื่ออีกท่านหนึ่ง ถึงกล้องอันใหญ่คอยถ่ายภาพกะรอก ที่ไต่ไปมาอยู่บนต้นไม้ ประหนึ่งว่าเป็นสิ่งประหลาด และไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างไงยังงั้น  ถัดจากต้นไม้ไปไม่ไกลมีกลุ่มนกพิราบหลากหลายสีเกาะกลุ่มอยู่เต็มพื้นทางเท้าขนาดใหญ่เท่าถนนหนึ่งเลน พร้อมกับเสียงคนขายอาหารนกเรียกร้องให้นักท่องเที่ยวซึ้งอาหารนก ว่า "หารนกไหมคะ หารนก"...

 

ครับนานๆครั้งที่ผมจะมีโอกาสเข้ามาใช้ชีวิต และสัมผัสบรรยากาศในกรุงเทพมหานคร เพราะหากไม่จำเป็นแล้วผมไม่เคยนึกพิศวาสเมืองที่หลายคนชื่นชอบ และยกย่องให้เป็นเมืองศิวิไลซ์แห่งนี้แต่อย่างใด  นั่นไม่ใช่เพราะผมไม่ชอบที่กรุงเทพเป็นเมืองเจริญ หรือไม่ชอบที่ผู้คนแออัด และหลากหลายเหตุผล  หากแต่เพราะผมมีความรู้สึกว่าผมมากรุงเทพคราวใด ผมมักจะนอนไม่เต็มอิ่ม และเกิดอาการหายใจขัดๆ อย่างบอกไม่ถูก  เฉกเช่นการมาครั้งนี้ของผม ซึ่งมีกำหนด ๘ สัปดาห์ ผมมีอาการเช่นทุกครั้งที่เคยมา คือหายใจขัด รู้สึกไม่สดชื่นยามตื่นนอนตอนเช้า และมีควาอยากที่จะอาบน้ำอยู่ตลอดเวลา...

 

กับช่วงเวลาสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาในเมืองกรุง  ผมมีโอกาสได้เดินไปสัมผัสกับท้องถนน และสวนสาธารณะทั้งใหญ่ และเล็กในเมืองกรุง ตลอดจนได้ลิ้มลองอาหารตามร้านอาหารต่างๆ อยู่บ้าง  แม้ไม่บ่อยนักแต่มันก็พอให้ได้ลิ้มรสกลิ่นไอของเมืองกรุงได้ไม่น้อย ทั้งสภาพรถติด ความเบียดเสียดของผู้คน  ฝนตก  รถติด สารพัดปัญหา  ซึ่งผิดกันนักกับบ้านบนดอยของผม  บ้านที่เต็มไปด้วยป่าเขาอันอุดมสมบูรณ์  มองไปทางไหนก็ให้เห็นแต่สีเขียวระรานตา  ผิดกับกรุงเทพที่มองไปทางไหนก็ให้เห็นแต่ตึกรางบ้านช่องที่สูงตระหง่า....

 

หลังจากเดินเที่ยวจนเหนื่อยผมมีโอกาสได้กลับมานั่งพักที่ห้องพัก ซึ่งอยู่ติดริมทางขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งพระนคร  ซึ่งเต็มตลอด ๒๔ ชั่วโมงภายในห้อง ผมจะได้ยินเสียงรถวิ่งขึ้น - ลง สะพานตลอดไม่เว้นแม้เพียงวินาทีก็ว่าได้ (คนกรุงเทพนี่รวยจริงๆ) ทันทีที่ผมปล่อยความคิดไปเพลินๆ เสียงโทรศัพท์ประจำกายของผมก็ดังขึ้น ทันทีที่ผมกดรับสาย เสียงที่คุ้นหู (เสียงคู่ทุกข์คู่ยากของผมเอง) ก็ดังมาพร้อมกับความห่วงใย และส่วนหนึ่งของการสนทนาในครั้งนั้นคือ "พี่โทร.กลับบ้านบ้างนะ เห็นแม่บ่นคิดถึง"

 

ครับผมมากรุงเทพหลายสัปดาห์แล้ว  ลืมไปเลยว่ายังไม่ได้โทร. หาแม่เลยสักครั้ง ป่านนี้ท่านคงคิดถึงผมแย่ ผมจึงไม่รีรอ..รีบกดโทรศัพท์กลับไปหาแม่ทันที แต่น่าเสียดายที่ความพยายามของผม ถูกจำกัดด้วยคลื่นโทรศัพท์ เพราะเสียงที่ผมได้ยินทุกครั้งที่ผมกดโทรศัพท์ไปก็คือเสียงตอบรับจากหญิงสาวว่า "ท่านกำลังเข้าสู่ระบบฝากข้อความ...." ผมพยายามอยู่หลายครั้ง  จนเช้าวันนี้ วันที่นี้ (๑๙ มิ.ย.๕๔) ผมโทร.ไปหาแม่อีกครั้งก็พบกับเสียงพี่เขยที่กำลังขับรถไถนา ไปไถนาซึ่งแกบอกผมว่า "ไม่มีอะไร แม่บอกเห็นหายเงียบไป เลยแหย่เล่นเฉย.."

 

 ครับขึ้นชื่อว่าพ่อแม่ แม้จะพ่อแม่ของใครๆ  ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าย่อมจะไม่มีพ่อแม่คนใดมีความคิดที่จะนำความเดือดร้อน ความไม่สบายใจ มาสู่ลูกที่ก่อกำเนิดจากเลือดเนื้อของตัวเองอย่างแน่นอน  เฉกเช่นกับแม่ของผมซึ่งผมเชื่อว่าแท้จริงแล้วท่านคิดถึง และเป็นห่วงผมจริงๆ หากแต่เพื่อไม่ให้ผมต้องคิดมากและเป็นห่วงท่านเหมือนที่ท่านเป็นห่วงผม ท่านจึงฝากบอกพี่เขยผมว่า ท่านเพียงแหย่เล่น...

 

เหตุการณ์เล็กๆ ระหว่างแม่กับผมได้ผ่านไปแล้ว  แต่ในใจผมยังรู้สึกผิด และอยากจะคุยกับแม่และบอกกับแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงผม อีกไม่กี่สัปดาห์ผมจะกลับไปหาแม่ และพ่อ รวมทั้งพี่ๆ ครับ และภาวนาว่าค่ำคืนนี้ และวันต่อๆ ไปขอให้ช่วงเวลาที่ผมโทร.ไปบ้าน ผมได้พูดคุยกับแม่ อย่าให้มีเสียงผู้หญิงมาบอกว่า "ท่านกำลังเข้าสู่ระบบฝากข้อความ..." อีกเลย  ผมอยากบอกกับแม่ว่าผมรักแม่... และเป็นห่วงแม่เสมอครับ...