การให้ถึงจะเป็นความดีงามตามที่เราเข้าใจกัน แต่....หากขาดผู้รับก็ไร้ความหมาย

             

              ได้อ่านนิทานธรรมะเรื่องหนึ่งของท่าน"ชุติปัญโญ"เกี่ยวกับการให้ของเศรษฐี ผู้หนึ่งที่ร่วมทำบุญให้กับทางวัดด้วยเงินจำนวนมากแล้วแต่...ไม่ได้รับคำขอบคุณจากทางวัด    เลยเกิดความน้อยใจและข้องใจจนต้องย้ำความต้องการของตนเองถึงสองครั้งสองครา  เลยถูกสอนว่า"การที่เราให้ของแก่ใครนั้น  เราควรจะต้องขอบคุณผู้รับมากกว่า เพราะถ้าไม่มีผู้รับแล้วเราก็ไม่รู้จะเอาไปให้ใคร เพราะฉะนั้นเราจึงควรขอบคุณผู้รับที่ทำให้เรามีโอกาสได้เป็นผู้ให้"

ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า....เออ..จริงแฮะ เพราะทุกวันนี้เราได้แต่ให้  ให้ และให้  โดยลืมนึกไปว่าใครเป็นคนรับบ้าง  ยิ่งช่วงนี้ที่บ้านทั้งขนุนและมะม่วงเริ่มสุกพอกินได้  krugui ก็จัดการแบ่งสรรปันส่วนให้คนโน้น  คนนั้น  คนนี้  เพราะถ้าเก็บเอาไว้ก็กินไม่ทันซ้ำยิ่งเป็นการเพิ่มพุงให้คนในบ้านโดยใช่เหตุ  วันๆจึงมีความสุขกับการไปเมียงๆมองๆใต้ต้นมะม่วงแล้วสอยลูกที่เริ่มเหลืองๆมาใส่ถุง  ถีบจักรยานไปแจกเพื่อนบ้าน  เป็นการแบ่งปันน้ำหนักกันโดยถ้วนหน้า hahahaha




ถ้าไม่มีผู้คนรอบข้างที่เราแบ่งปันสิ่งของไปให้ แล้วเราจะให้ใครดีล่ะที่นี้  เริ่มเป็นปัญหาใหญ่......เอาล่ะ....วันหลังเราเอาอะไรไปให้ใครก็ตาม  เราจะบอกขอบคุณเขาด้วยความจริงใจ ( ไม่ได้ประชด )  เป็นการให้ความสำคัญแก่พวกเขา  เพราะคิดได้ว่า " ทั้งผู้ให้และผู้รับต่างมีความสำคัญเท่าเทียมกัน  ของที่ให้จึงจะมีคุณค่า "

 

 

 

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต