จับความจาก Teaching Outside the Box : How to Grab Your Students by Their Brains เขียนโดย LouAnne Johnson บทที่ 5 Discipline Is Not a Dirty Word
วินัยมี ๒ ด้าน คือวินัยเชิงบวก กับวินัยเชิงลบ ที่น่าเสียดายคือโรงเรียนมักจะติดการใช้วินัยเชิงลบ คือใช้บังคับและลงโทษ แทนที่จะใช้วินัยเชิงบวก เพื่อให้อิสระและความรู้สึกปลอดภัยแก่เด็ก รวมทั้งเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ทักษะชีวิต
วินัยเชิงลบจะสร้างความรู้สึกต่อต้านในใจเด็ก และจะยิ่งยุให้เด็กทำผิดหรือท้าทาย เกิดเป็นวงจรชั่วร้ายในชีวิตเด็ก ทำให้เด็กเบื่อเรียน และเสียคน
ส่วนวินัยเชิงบวก จะช่วยลดความกลัวหรือวิตกกังวล ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็ก เช่น กลัวสอบตก กลัวครูไม่รัก กลัวไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ กลัวเชย กลัวถูกเพื่อล้อ กลัวถูกรังแก ฯลฯ วินัยเชิงบวกเป็นเครื่องมือของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ช่วยให้เด็กเรียนรู้ฝึกฝนตนเองได้เต็มที่ เพราะบรรยากาศของความหวาดกลัวเป็นเครื่องบั่นทอนประสิทธิภาพของการเรียนรู้ ในขณะที่ความรู้สึกปลอดภัย ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งเรียนรู้ได้ง่าย
ครูที่ยึดถือวินัยเชิงบวก จะไม่มองการทำผิดวินัยเป็นเรื่องชั่วร้าย แต่มองเป็นโอกาสเรียนรู้ของศิษย์ เป็นโอกาสที่จะคุยกัน ทำความเข้าใจกัน เป็นโอกาสที่นักเรียนจะเข้าใจผลจากการทำผิดวินัย และเป็นโอกาสที่จะฝึกบังคับตัวเองให้ไม่แสดงพฤติกรรมที่เป็นผลร้ายต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซี่งเป็นทักษะชีวิต (life skill) อย่างหนึ่ง
ครูเพื่อศิษย์ต้องรักเด็กทุกคน แม้แต่คนที่ทำผิดวินัยบ่อย โดยแยกตัวเด็กออกจากพฤติกรรมการทำผิดวินัย ครูต้องแสดงท่าทีเห็นใจและหาทางช่วยเหลือเด็กให้ไม่ทำผิดอีก โดยที่ส่วนของการทำผิดเด็กก็ต้องยอมรับผลกรรมนั้นตามกติกาที่ตกลงกันไว้ เพราะการทำผิดเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และเป็นตัวบั่นทอนอนาคตของเด็กเอง
วินัยเชิงบวก จะไม่บั่นทอนบรรยากาศของความสนุกสนานรักใคร่สามัคคีในหมู่นักเรียน และจะเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เพื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัยในตนเอง (personal mastery) ซึ่งจะทำให้มีบุคลิกเป็นที่น่านับถือ และไม่เป็นอุปสรรคต่อความเป็นกันเองระหว่างครูกับศิษย์ และไม่เป็นอุปสรรคต่อการที่ครูจะเป็นตัวตลกให้เด็กได้หัวเราะสนุกสนานบ้างเป็นครั้งคราว
วินัยเชิงลบเน้นการลงโทษ การทำให้กลัว การดุด่าว่ากล่าวเฆี่ยนตี ประจานความผิด เพื่อให้อาย “จะได้หลาบจำ”
วินัยเชิงบวก เน้นให้นักเรียนได้คิด ทำความเข้าใจ และรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง เรียนรู้ความรับผิดชอบชั่วดีในการกระทำของตน และสร้างโอกาสที่จะฝึกฝนตนเองเป็นคนดีมีวินัย เป็นที่นับถือยกย่องของเพื่อนๆ และคนทั่วไป
การแสดงความรัก ความเห็นใจ รับฟัง แสดงความพร้อมที่จะช่วยเหลือ จะช่วยให้จิตใจที่แข็งกระด้างของนักเรียนบางคน ที่มีประสบการณ์ชีวิตในครอบครัวเลวร้าย ถูกกระทำ มีบาดแผลทางใจ ได้รับการเยียวยา ชุบชีวิตขึ้นใหม่ให้เป็นคนเข้มแข็ง ไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์เคืองแค้นสังคม ต่อต้านสังคม
ทั้งหมดนี้ มองอีกมุมหนึ่ง เป็นการจัดการชั้นเรียน จัดวางบรรยากาศในชั้นเรียน จัดความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ ที่ใช้จิตวิทยาเชิงบวก (positive psychology) นั่นเอง
ครูเลาแอนน์เล่าเรื่องประสบการณ์ไปชมคาวบอยแสดงวิธีปราบม้าพยศ ว่าเหมือนกับการปราบเด็กพยศ คือจริงๆ แล้วม้าไม่ยอมเพราะกลัว เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย คาวบอยต้องค่อยๆ สร้างความไว้วางใจหรือความรู้สึกปลอดภัยให้แก่ม้า ยอมให้เวลาเรียนรู้แก่ม้า ในที่สุดก็จะสามารถใส่อานและขึ้นขี่ได้ คือคาวบอยนักฝึกม้ามุ่งฝึกใจม้า มากกว่าฝึกกาย เมื่อได้ใจกายก็มาเอง โดยที่คาวบอยนักฝึกม้าต้องแสดงท่าทียืนยันมั่นคงว่าตนเองคือผู้ฝึก ผู้เป็นหัวหน้า
อย่าใช้กฎที่แข็งทื่อตายตัว
กฎที่แข็งทื่อตายตัวเรียกว่า rule แต่ถ้ากำหนดไว้กว้างๆ ให้ยืดหยุ่นได้เรียกว่า procedure มีประโยชน์ตรงที่เปิดโอกาสให้ครูใช้วิจารณญาณได้
หลักการกำหนดกฎ
• ให้มีน้อยข้อที่สุด
• ใช้ข้อความเชิงบวก
• ระบุผลที่จะเกิดตามมา (consequence)
คำแนะนำหรือหลักการเกี่ยวกับวินัย
• ทำตัวเป็นตัวอย่าง พึงตระหนักว่าข้อกำหนดวินัยเป็นถ้อยคำหรือเอกสารอาจไม่ช่วยให้เด็กเข้าใจ เพราะเป็นนามธรรม พฤติกรรมตัวอย่างจะให้ผลกว่าอย่างมากมาย เพราะเป็นรูปธรรม จับต้องได้
• แยกแยะตัวเด็กออกจากพฤติกรรม จงรังเกียจการทำผิด แต่รักเด็ก
• ให้เด็กเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ไม่ใช่ครูเข้าไปรับผิดชอบแทน
• ให้เด็กมีทางออกอย่างไม่เสียหน้า
• หาทางออก ไม่ใช่เอาแต่จะลงโทษ
• ระบุความคาดหวังต่อพฤติกรรมในอนาคตอย่างชัดเจน
• ชมเชยเมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมดีขึ้น โดยชมเชยเป็นส่วนตัว เช่นเขียนการ์ดส่งให้ เขียนโน้ตบนกระดาษคำตอบ หรือพูดกับเด็กโดยตรง หรือโทรศัพท์ไปบอก
• อย่าจดจำหรืออาฆาตเด็ก จบแล้วจบเลย
• หาสาเหตุของพฤติกรรมซ้ำซาก มักมีสาเหตุซ่อนอยู่เสมอ
• เน้นให้รางวัลพฤติกรรมดี
• ส่งนักเรียนให้ครูใหญ่เป็นทางออกสุดท้าย
๑๐ ขั้นตอนในการดำเนินการทางวินัย ดำเนินการตามลำดับดังนี้
๑. ไม่เอาใจใส่การทำผิดวินัยเล็กน้อย ที่มักเป็นการลองเชิงครู อย่าติดกับเข้าไปเป็นคู่กรณี
๒. ส่งสัญญาณที่ไม่ใช่คำพูด คือส่งสัญญาณด้วยสีหน้าท่าทาง และเดินไปทั่วห้องเพื่อลดระยะห่างจากตัวนักเรียน แสดงพื้นที่ควบคุมของครู
๓. ส่งบัตรเตือนให้นักเรียนที่ทำผิด หรือก่อกวน โดยครูเอาไปวางที่โต๊ะของนักเรียน สำหรับนักเรียนที่เป็น visual หรือ kinesthetic learner บัตรเตือนจะให้ผลดีกว่าคำพูดเตือน บัตรเตือนอาจเขียนว่า “จงเคารพชั้นเรียน” “หยุดคิด! เธอควรสุภาพเรียบร้อยกว่านี้” “ครูขอคุยด้วยเมื่อจบคาบเรียน” โดยทั่วไปเมื่อครูวางบัตรเตือนบนโต๊ะ เด็กจะหยุดพฤติกรรมไม่ดีนั้นๆ
๔. คุยกับนักเรียนทันที โดยบอกนักเรียนให้ออกไปคุยกับครูนอกประตูห้อง เพื่อขอทราบเหตุผลของการแสดงพฤติกรรมรบกวนการเรียน ถ้านักเรียนมีเหตุที่น่ารับฟัง ถามนักเรียนว่าควรแก้ไขอย่างไร ถ้าเด็กตอบไม่ได้ ให้ถามว่าครูได้แสดงพฤติกรรมไม่ดีต่อเขาหรือเปล่า ถ้ามีให้ขอโทษ และขอจับมือ ถ้าเด็กตอบอะไรไม่ได้ ให้บอกเด็กให้คิดให้ดี “เธอมีสิทธิ์ที่จะไม่ตั้งใจเรียนในชั้นของครู แต่เธอต้องเขียนแจ้งความจำนงเป็นลายลักษณ์อักษร สำหรับครูเก็บไว้เป็นหลักฐาน ให้ตัวเธอเอง และพ่อแม่ของเธอดู เมื่อเกรดออกมา เธออาจไม่ชอบบทเรียนที่ครูสอน แต่ครูได้ใคร่ครวญตระเตรียมมาอย่างดี ว่าบทเรียนนี้มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะสำคัญของนักเรียน แต่เธอก็มีสิทธิ์ที่จะไปนั่งเงียบๆ หลังชั้นโดยไม่เรียน แต่เธอไม่มีสิทธิ์แสดงพฤติกรรมก่อกวนชั้นเรียน”
๕. ให้เวลาสงบจิตสงบใจ โดยให้เด็กยืนคิดคนเดียวนอกห้อง ว่าจะกลับเข้าห้องเรียนและหยุดพฤติกรรมก่อกวนหรือไม่ และครูกลับมาสอนตามปกติ ถ้าเด็กหายตัวไปเลย ก็ต้องรายงานครูใหญ่หรือฝ่ายวินัย
๖. โทรศัพท์ถึงนักเรียน ในเย็นหรือค่ำวันนั้นหลังเลิกเรียน และบอกเด็กว่าการกระทำของเด็กที่โรงเรียนในวันนั้นไม่เหมาะสม รบกวนคนอื่น ขออย่าทำอีกได้ไหม ส่วนใหญ่เด็กจะรับคำ และไม่ทำอีกจริงๆ
๗. ทำหนังสือสัญญา เพื่อเป็น visual stimulation เตือนสติแก่นักเรียน อย่าลืมใช้ถ้อยคำเชิงบวก เน้นประโยชน์แก่ตัวนักเรียนเอง
๘. หาคนช่วย โดยเฉพาะฝ่ายรักษาความปลอดภัย เพื่อนำตัวนักเรียนที่ก่อกวนไปหาครูใหญ่
๙. ขอย้ายเด็กไปห้องอื่นถ้ามี ถ้าเป็นโรงเรียนเล็ก แต่ละชั้นมีห้องเดียว อาจขอให้นักเรียนที่มีปัญหาไปเรียนที่ห้องของเพื่อนครูชั่วคราวในวันนั้น
๑๐. เอาเด็กออกจากห้อง ให้ไปนั่งเรียนที่อื่น เช่นห้องสมุด โดยมีงานให้ทำเพื่อเรียนรู้ด้วยตนเอง
ที่จริงในบทที่ ๕ ว่าด้วยเรื่องวินัยนี้ ครูเลาแอนน์เขียนแนะนำครูที่หมดไฟด้วย เพราะบางโรงเรียนหรือนักเรียนบางกลุ่มเลวร้ายต่อสภาพจิตของครูจริงๆ และยังมีเลวร้ายยิ่งกว่าคือมีครูที่กลั่นแกล้งเพื่อนครูโดยยุเด็กให้ก่อกวน อ่านแล้วคิดว่าสภาพการเป็นครูในอเมริกาหนักหนากว่าในบ้านเรามาก
ทำให้ครูเลาแอนน์แนะนำว่า ครูต้องบันทึกเหตุการณ์ทางวินัยไว้ให้ดี สำหรับรับมือกับมาตรการทางกฎหมายที่อาจต้องเผชิญ รวมทั้งเผชิญการถูกแทงข้างหลังจากคนในวงการศึกษาด้วยกัน
วิจารณ์ พานิช
๑๕ เม.ย. ๕๔
"Attitude is a little thing..that makes a big different."
(Winston Churchill)
SCB Logo of Attitude A+