สมัยเรียน ม.ปลาย ผมต้องไปเรียนที่ในตัวเมือง เป็นโรงเรียนพัทลุง หรือโรงเรียนจังหวัด ไปพักอยู่กับตาหลวงที่วัดต่ำ ผมจะกลับบ้านในตอนเย็นวันศุกร์ ด้วยรถราง (รถไฟเที่ยวเย็น) ราคาตั๋ว 5 บาท ถึงบ้านโดยเดินอีกนิดเดียว

     ทุกครั้งที่กลับบ้านสิ่งแรกที่ถามแม่เมื่อมาถึงคือ แกงอะไรครับวันนี้ บางทีไม่ทันถามแม่ก็จะชิงบอกเสียก่อน ว่าแกงส้มปลา.... ตัวโต ๆ พร้อม ๆ กับลูกเนียงกรอบ ๆ หรือสะตอสด ๆ เพราะผมชอบกินทั้งเปลือกเขียว จึงต้องสด ๆ หากเป็นสะตอ แม่ชอบแกงส้มให้กินโดยไม่ค่อยใส่ผักในแกงด้วย เป็นแกงปลา... เฉย ๆ และปลาที่แม่จะเลือกในทันที หรือสั่งให้เขาเอามาให้เป็นพิเศษช่วงเช้าวันศุกร์ที่ผมจะกลับบ้านในตอนเย็น คือปลากด ปลากดจะอร่อยมากเมื่อนำมาแกงส้ม ยิ่งได้แกงกับส้มพูดจะอร่อยเหาะไปเลย ฝีมือการแกงส้มให้อร่อย ซึ่งการแกงด้วยปลาคนละชนิดการเลือกส้มที่จะแกง หรือทคนิคการแกงให้อร่อย ผมได้รับถ่ายทอด Tacit K. นี้จากแม่มาเยอะเหมือนกัน แต่ไม่น่าจะหมด

     แม่ชอบให้ผมตำน้ำพริกกะปิ เวลาที่แม่แกงไว้แล้ว จะรอจนผมมาแล้วขอน้ำพริกกะปิสักครกนึงเพื่อเป็นเครื่องเคียง แม่บอกว่าน้ำพริกกะปิที่ผมตำจะลงตัวกับแกงส้มที่แม่แกงมาก จะจริงหรือไม่ไม่ทราบได้ชัด แต่การให้ผมได้มีส่วนร่วมไปทีละน้อย ๆ จนในที่สุด ผมก็ทำแกงอย่างที่แม่ทำเป็นเกือบทุกอย่าง เรียกว่าถ้าเป็นอาหารพื้นบ้านท้องถิ่นเรา แค่ได้ชิมผมจะบอกได้ว่าใส่อะไรเท่าไหร่จึงจะอร่อยเหมือนที่ได้ชิมในครั้งแรก

     ช่วงที่ผมเรียน ม.6 อาจจะเป็นเพราะเริ่มคบเพื่อนมีเครือข่ายเยอะขึ้น ต่างสถบันก็มาก ผมเริ่มกลับบ้านไม่ตรงเวลา กลับบ้างไม่กลับบ้าง มีหลายครั้งที่แม่ตักแกงใส่ถุงฝากไปกับเพื่อนเด็กบ้านเดียวกัน ที่จะกลับมาพัทลุงเย็นวันอาทิตย์ ผมก็ได้กินแกงส้มที่แม่ฝากมาให้อย่างไม่รับรู้ว่าแม่คิดอะไร หรือรู้สึกอย่างไรบ้าง การเป็นวัยรุ่นในช่วงนั้น ช่างทำให้แม่ต้องรอคอยลูกกลับบ้าน แม่คงน้อยใจลูกนักหนา พอวันศุกร์ในบางสัปดาห์ที่ได้กลับมาบ้านแม่ก็ยังทำแกงไว้เหมือนเดิม ผมเริ่มรู้สึกได้ว่าแม่รอคอยผมและน้องชาย (ตามไปตอนผมอยู่ ม.6) ทุกวันศุกร์ ที่จะได้กินข้าวพร้อมกันในช่วงตอนหัวค่ำ เพราะก่อนที่ผม พี่สาว น้องชาย และน้องสาว จะออกไปเรียนหนังสือกันนอกบ้าน ต่างเมือง เราจะตั้งวงกินข้าวเย็นพร้อมกันเสมอ ๆ เป็นปกติที่ไม่เคยขาดแม้สักวันเดียว

     ทุกวันนี้หากผมได้ปลากดตัวโต ๆ มาแกงเมื่อไหร่ ก็จะนึกถึงแม่ตั้งแต่ตอนได้ปลาทีเดียว นึกถึงภาพการล้อมวงกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมหน้าพร้อมตากัน วันนี้แม่ยังอยู่กับเราเสมอ เพียงแต่แม่ไม่ได้นั่งกินข้างพร้อมพวกเราหลายปีแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ท่านเสีย ณ โรงพยาบาลหาดใหญ่ ในปีแรกที่ผมบรรจุเข้ารับราชการเป็นหมออนามัย รักแม่แค่ไหน ผมคงไม่เอ่ยไว้ที่บันทึกนี้ เพราะคงไม่มากพอที่จะบอกได้ทั้งหมด