พระธรรมวิมลโมลี (ต่อ)
เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ช่วยกันสละพระราชทรัพย์พระเมืองแก้วให้ ๑๐ ครอบครัวดูแล พระเมืองตู้ก็ให้ ๑๐ ครอบครัวดูแล เป็นผู้อุปถัมภ์บำรุงรักษาพระเจ้าตนหลวง ๒๐ ครอบครัว เมื่อถูกข้าศึกอังวะตีก็เกณฑ์ชาวเมืองไปเอาชาวบ้านพวกนี้ไปเวียงจันทร์ แล้วก็ครอบครัวที่อยู่ดูแลพระเจ้าตนหลวงเมื่อไปถึงก็เกิดน้อยใจคิดถึงว่าไม่มีใครดูแลพระเจ้าตนหลวง แล้วก็ตำนานนั้นก็ติดไปด้วย เมื่อมานึกถึงก็พากันคิดว่าจะทำอย่างไรพวกชาวบ้านเมืองพะเยาก็จะไม่รู้ตำนานพระเจ้าตนหลวง ไม่มีหลักฐาน ๒๐ ครอบครัวนั้นก็ปรึกษากันว่าส่งตำนานมาให้ผ่านมาถึงเชียงของ หมื่นอุตมะแห่งเมืองเชียงของเป็นผู้รับเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ส่งมาเมืองพะเยา
สมัยนั้นมีพระสงฆ์อยู่อุปัฏฐากรักษาอยู่ชื่อธรรมปาละพอได้ตำนานก็เอามาเขียนเผยแพร่ตำนานพระเจ้าตนหลวง หลังจากพระธรรมปาละแล้วหายสาบสูญ ปรากฎเป็นอันว่ามีตระกูลจริยาศรัทธาพระเจ้าตนหลวงวิหารนี้มีพระเจ้าหลวงตั้งแต่เจ้าหลวงวงศ์ เจ้าหลวงยศ มาครองเมืองลำปาง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕- ๘๖ นี้ประชาชนก็ต่างคนต่างอยู่ไม่มีเจ้าไม่มีนาย ทำมาหากินแล้วก็ถูกเก็บส่วย บางทีลำปางมาเก็บ ลำพูนมาเก็บ เชียงใหม่ก็มาเก็บ
พระยาน้อยอินทร์เจ้านครลำปางและเจ้าอุปราชมหาวงศ์เมืองเชียงใหม่ ปรึกษากันว่าจะขอตั้งเมืองพะเยานำความกราบทูล ก็เข้าสู่ยุคของกรุงรัตนโกสินทร์ก็พากันไปกราบทูลรัชกาลที่ ๓ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตั้งเมืองเชียงรายเป็นเมืองขึ้นในปกครองของเมืองเชียงใหม่ และขอตั้งเมืองงาวและเมืองพะเยาให้เป็นเมืองขึ้นของลำปางรัชกาลที่ ๓ จึงทรงตั้งนายธรรมลังกาน้อย เป็นเจ้าเมืองลำปาง ตั้งนายพิมพิสารเป็นที่พระยารัตนเขต เจ้าเมืองเชียงราย
ตั้งพระพุทธวงศ์น้องชายพระยานครอินทร์เป็นพระยาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยา ตั้งนายหน้อยมหายศน้องคนที่สองเป็นพระยาอุปราชเมืองพะเยา การตั้งเจ้านายสมัยนั้น ๕ ตำแหน่ง ก็มีเจ้าหลวงแก้วบุรีรัตน์ เจ้าราชวงศ์ เจ้าราชบุตร พะเยานี้ได้ ๕ ตำแหน่ง เมืองงาวได้เจ้าเมืองกับอุปราช เมืองลำปางก็ตั้งนายธรรม ลังกาน้อย เป็นเจ้าเมืองลำปาง เมืองเชียงรายตั้งพระยาอุปราชก็มี ๕ ตำแหน่งเหมือนกัน
เมื่อตั้งเจ้าเมืองขึ้นเสร็จเรียบร้อยก็มาฟื้นเมืองพะเยา เมืองพะเยานี้เมื่อปีที่หนีจากข้าศึกศัตรูในสมัยก่อนนี้รกร้างไป ๕๖ ปี พะเยานี้ไปอยู่ปงสนุกด้านใต้ ชาวเชียงแสน เชียงราย หนีไปอยู่ปงสนุกด้านเหนือ เชียงรายนี้ไปอยู่ ๕ แยกเชียงรายแล้วก็เจ้าเมืองเชียงรายนี้ไปอยู่จนถึงสร้างวัดได้วัดเรียกว่า วัดเชียงราย แล้วก็เมื่อตั้งเจ้าขึ้นมาแล้ว เจ้าหลวงพุทธวงศ์ เจ้ามหายศ เป็นอุปราช ได้รับสัญญาบัตรทีหลังว่า พระยาประเทศอุดรทิศ ทุกพระองค์ใครขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองพะเยาก็ใช้ตำแหน่งประเทศอุดรทิศ มีอยู่องค์หนึ่งอุดรประเทศทิศ ชื่อเจ้าหนานใจวงศ์ เจ้าเมืององค์ที่ ๕
เมื่อตั้งถิ่นฐานขึ้นมาแล้วก็พากันไปกู้บ้านเมืองคืนมา ครั้งแรกก็มาสร้างอยู่ที่สันเวียงใหม่ก่อนที่จะมาสร้างในตัวเมือง เมื่อสร้างเมืองแล้วเจ้าเมืองก็มาบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ตามลำดับ ตั้งแต่วัดหลวงราชสัณฐาน วัดไชยอาวาส วัดสูง (วัดศรีอุโมงค์คำ) วัดราชคฤห์ เป็นต้นเมื่อบรรดาเจ้าเมืองมาตั้งขึ้นเป็นวัดแล้วก็มาบูรณะพระวิหารวัดพระเจ้าตนหลวง (วัดศรีโคมคำ) การสร้างวิหารในสมัยก่อนไม้มากมายแต่ช่างผู้ชำนาญการคงไม่มี เครื่องมือก็คงไม่มี เพราะเวลาสร้างเสร็จแล้วถูกลมพัดบ้าง ถูกไฟเผาบ้าง ส่วนด้านหลังของวัดพระเจ้าตนหลวงนั้นเป็นป่าไผ่ เป็นดง เป็นป่าทึบเวลาฤดูแล้งมาถึงก็ถูกไฟไหม้ลามมาจนถึงวิหาร การสร้างก็ไม่รู้จักเสร็จสิ้น เป็นการสร้างมาเรื่อย ๆ จนถึงเจ้าผู้ครองเมืององค์อื่น ๆ วิหารหลังสุดท้ายนี้เวลายืนอยู่บนพื้นเอามือแตะชายคาก็ถึง ทำให้นึกถึงถ้ำตับเต่า ถ้ำตับเต่าสร้างเป็นหลังคาซ้อนกัน
เวลาล่วงเลยมาจนถึงเจ้าหลวงใจวงศ์ วัดพระเจ้าตนหลวงแห่งนี้ปรากฏว่าไม่มีพระจำพรรษาอยู่ ก่อนที่จะบูรณะวัดนี้ก็ไม่มี จนครูบาศรีวิชัยมาสร้างเมื่อปี ๒๔๖๕ แล้วก็พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เป็นเจ้าคณะเมืองตอนอายุ ๒๕ ปีอาจารย์ของพระครูศรีวิราชวชิรปัญญาคือครูบาอารามป่าน้อยวัดหลวงราชสัณฐาน ในบันทึกครูบาศรีวิราชได้บันทึกไว้ว่าครูบาอารามป่าน้อยได้มอบการบริหารการคณะสงฆ์ให้ตั้งแต่ท่านบวชมาได้พรรษาที่ ๕ นับตั้งแต่นั้นท่านจึงเป็นเจ้าคณะเมืองพะเยาเรื่อยมา
สมัยก่อนนั้นพระครูศรีวิราชบวชอยู่ที่วัดคุ้ม เมื่อครั้งอยู่ที่วัดคุ้ม (วัดหัวข่วงแก้ว) เคยถูกพวกเงี้ยวไล่ฟัน แล้วก็หนีมาอยู่วัดราชคฤห์ ตอนอยู่ที่วัดราชคฤห์เมื่อไม่มีงานทางคณะสงฆ์ท่านมักจะเดินทางมารับแขกอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวงแทบทุกวันเพราะวัดแห่งนี้มีประชาชนหลายบ้านหลายเมืองทั้งจากเมืองแพร่ เมืองน่านไปจนถึงเมืองเงี้ยว เมืองยอง เมื่อมาแล้วไม่มีใครต้อนรับก็ได้อาศัยพระครูศรีวิราชวชิรปัญญานี้แหละมาให้การต้อนรับ
เมื่อจะสร้างพระวิหารขึ้นใหม่พระครูศรีวิราชวชิรปัญญาเขียนจดหมายถึงทางการบ้านเมือง มีเจ้ามหาชัย ศีติสาร ซึ่งเป็นเจ้าประเทศอุดรทิศองค์สุดท้าย (ของพะเยา) ปรากฏว่าคนทั้งหลายในเมืองไม่มีใครมาช่วยเป็นผู้ติดต่อประสานงานส่งข่าวสารอะไรต่าง ๆ จึงไปได้พระปัญญา วัดต้นต้อง บ้านปิน อำเภอดอกคำใต้ มาเป็นผู้ประสานบอกบุญ สามารถเข้าเจ้าเข้านายได้โดยเฉพาะเจ้าหลวงลำปาง เจ้าหลวงลำพูน เจ้าหลวงเชียงใหม่ไปจนถึงเจ้าห้าเมืองเชียงตุง
ทีนี้ก่อนจะสร้างครูบาศรีวิชัยสั่งไว้ว่าให้ปั้นอิฐเอาไว้ได้กี่หมื่นกี่แสนก็ปั้นไปเถิด พระครูศรีวิราช ฯ นี้เป็นเจ้าคณะเมือง เจ้าคณะอำเภอ เขตการปกครองในสมัยนั้นมีประมาณ ๒๑-๒๒ ตำบล รวมไปถึงเขตอำเภอดอกคำใต้ เขตอำเภอเชียงคำ อำเภอแม่ใจ พระครูมานัสนทีพิทักษ์เกณฑ์เอาพระเณรมาปั้น ส่วนปางปั้นดิน(อิฐ)ของพระเณรก็คือด้านหลังพระวิหารไปจนถึงอุโบสถ เลยไปที่กลุ่มอาคารของ มจร. (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา หรือที่ทราบกันในนามมหาวิทยาลัยสงฆ์) การปั้นอิฐไม่ต้องไปหาขุดดินไกล เอาดินในวัดพระเจ้าตนหลวงนี้แหละมาปั้น กว่าครูบาศรีวิชัยจะสร้างได้ก็ปี ๒๔๖๕
เมื่อครูบาสร้างเสร็จแล้วก็เกิดเป็นวัดขึ้นมามีพระสงฆ์องค์เณร มีอะไรต่าง ๆ เกิดขึ้น มีลูกศิษย์ครูบาศรีวิราช ครูบาแก้ว ก็นอนอยู่เฝ้าอุปัฏฐากรักษาดูแลพระเจ้าตนหลวง เมื่อเสนาสนะพร้อม เป็นวัดมีพระสงฆ์อยู่ ก็มีประเพณีทำบุญมีการเฉลิมฉลองวันเดือนแปดเป็ง ก่อนหน้านี้แต่เดิมก็คงเป็นเดือนแปดเป็งเช่นกัน
แปดเป็ง เฉพาะวัดพระเจ้าตนหลวงนี้สนุกสนานมากแห่กันมาทุกวัดในสมัยก่อนนี้ตำบลต่าง ๆ ก็แห่กันมา วัดศรีจอมเรืองนี้พวกเงี้ยวพากันมาเต็มถนนถ้าเป็นสมัยนี้คงมาไม่ได้เดินแห่กันมา เป็นที่สนุกสนาน สมัยที่อาตมายังเป็นเด็กอยู่นั้นอายุได้สัก ๕ ขวบ เพราะอาตมาเกิดปี ๒๔๖๐ ครูบาศรีวิชัยมาสร้างวิหาร ๒๔๖๕ ก็ได้ ๕ ปี วัดพระเจ้าตนหลวงแต่เดิมนั้นไม่มีพระสงฆ์องค์เจ้าไม่มีใครเป็นศรัทธา พอเดือนแปดเป็งทุกปีศรัทธาทุกวัดจะมาร่วมกันทำบุญอยู่กันตลอดคืน แต่ไม่ให้เกินตีห้า ก็ต้องหนีออกจากวัด มีเรื่องเล่าว่าถ้าคนไหนอยู่จะมีผีกะยักษ์มา ที่นี้พอถึง ๐๕.๐๐ น. ก็พากันหนีไปไม่มีใครอยู่ เล่ากันไว้อย่างนั้น อันนี้ครูบาปัญญาเล่าให้ฟัง
ประเพณีนี้ถ้าว่ากันก็อย่างธรรมดาก็มี พิธีกรรมทางศาสนาก็มีสวดมนต์ สวดธรรมจักร แล้วก็มีเบิกในสมัยก่อนนี้ตลอดคืนจนถึงสว่าง เวลาสว่างก็เปิดตาพระเจ้าแล้ว สวดมนต์เสร็จแล้วก็กลับกัน แต่ก่อนการทำบุญก็ไม่มีอะไร ถวายทานก็ถวายธรรมดา ทุกวัดก็ไม่มีมารับกินรับทานเหมือนอย่างปัจจุบันนี้ ทานก็ทานอย่างเดียว ในสมัยนั้นใช้เงินแถบ เงินรูปี นาน ๆ จะเห็นเงินบาท ครูบามานั่งอยู่ศาลาโรงทาน เอาตะกร้าวางไว้ข้างหน้า พวกใดมาก็โยนสตางค์ใส่ตะกร้า ตลอดวันวันหนึ่งก็จะได้ครึ่งตะกร้า เงินแถบนี้มาสมัยใดก็ไม่ทราบเข้ามาตั้งแต่เงี้ยวเข้าเมือง ปล้นเมืองแพร่เข้ามาเมืองงาว เมืองพะเยา เหตุการณ์นี้เป็นเวลา ๑๐๐ ปีมาแล้ว เป็นปีที่เจ้าหลวงชัยวงศ์ขึ้นเป็นเจ้าเมืองอุดรประเทศทิศ
ปีนั้นเงี้ยวเข้าปล้นเมืองแพร่แล้วก็ถูกตีกลับมา เข้ามาตีเมืองลำปาง มาเมืองสอง ถึงเมืองงาว ปง เชียงคำ แต่ก่อนจะมาตีเชียงคำนี้เงี้ยวไปรวมกันที่เชียงคำมีอยู่ ๓๑ คน แล้วก็เข้ามาโจมตีเมืองพะเยา ช่วงนั้นปู่แสนผิ่ว ซึ่งเป็นทวดของหมอสมบัติเป็นคนที่เก่งในเรื่องการปฏิบัติราชการ เจ้าเมืองคือเจ้าชัยวงค์อุดรประเทศทิศ ซึ่งเป็นเจ้าเมืององค์ที่ ๕ ได้นำเอาปู่แสนผิ่วมาช่วยราชการแล้วก็ยกฐานะมาจากคนธรรมดาเป็นแสนเมืองมอง ยกระดับเป็นคนในบังคับสยามแล้วคิดอย่างไรไม่ทราบ ตามเอกสารบอกว่าเมื่อเงี้ยวจะเข้ามาตีเมืองลำปางปู่แสนผิ่วไปรับมาไว้ที่บ้านห้วยทรายขาวก่อน ทางราชการจับได้ถือว่าเป็นการทรยศ และถูกประหารชีวิต
บรรจง วงศ์ราษฎร์ หลวงพ่อได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดมาที่จับได้มี ๖-๗ ประเด็นใหญ่ หลวงพ่อบอกเล่าเป็นการเล่าถึงลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีหลักฐานประกอบจากการค้นคว้าของหลวงพ่อ ซึ่งพอจะลำดับได้ดังนี้
๑.ลำดับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานประกอบ
๒.ถ้าย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ครั้งก่อนส่วนใหญ่ศาสนจักรจะมีบทบาทสำคัญยิ่ง เป็นต้นว่ามีพระเถรานุเถระ คือ พระธรรมปาละ พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา พระปัญญาบ้านปิน นี้คือพระสงฆ์ของเมืองพะเยาที่ทำให้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ หลงเหลืออยู่มาก
๓.ชื่อของเมืองภูกามยาว ชื่อกว้านพะเยา ชื่อวัดศรีโคมคำ จนในปัจจุบันนี้ยังหาถึงที่ไปที่มาไม่ได้ นั้นหมายความว่าอยู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมาว่าภูกามยาว ไม่มีใครสามารถตอบได้ว่ามาจากไหน ใครเป็นคนตั้ง และเกิดขึ้นในยุคใด
๔.ทรัพย์สมบัติของมีค่าของเมืองพะเยา ในปัจจุบันนี้ตกไปอยู่บ้านอื่นเมืองอื่นเสียหมดที่เห็นชัดก็คือ หลวงพ่อนาคอยู่ที่พิพิธภัฑณ์กรุงเทพ ฯ หลวงพ่อนาคมีหลักฐานชัดเจนเพราะมีการบันทึกไว้ที่ฐานพระพุทธรูปว่าเป็นของเมืองพะเยา ที่พญายุธิษฐิระเป็นคนสร้างขึ้น
นอกจากนั้นก็มีจารึกเมืองพะเยาที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่ทำด้วยหินทรายมีจำนวน ๑๑๗ หลักมีอยู่ที่เมืองพะเยา คือหอวัฒนธรรมนิทัศน์ จำนวน ๓๒ หลัก นอกนั้นกระจัดกระจายไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ลำพูน เชียงใหม่ เชียงแสน ทำอย่างไรถึงจะนำมารวบรวมไว้ท้องถิ่นตามเดิมได้
๕.เจ้าเมืองพะเยามี ๕ ตำแหน่งได้ตั้งชื่อว่า พระยาประเทศอุดรทิศ รองจากเจ้าเมืองเป็นเจ้าอุปราช จากนั้นก็มีเจ้าราชบุตร เจ้าราชวงค์ เจ้าหัวข่วงแก้ว แล้วก็แขวง ส่วนแขวงนี้คงจะเป็นข้าราชการในตำแหน่ง
พระครูปริยัติกิตติคุณ [1] ตามปกติการสัมมนาในครั้งนี้ถือว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เล่าความเป็นมาตั้งแต่ต้นจนจบทั้งหมดแล้ว และก็มีหลวงพ่อพระสุธรรมมุนีได้เล่าเสริมไปแล้ว ส่วนอาตมาเป็นคนรุ่นหลัง ๆ มาอยู่วัดพระเจ้าตนหลวงรวมแล้วยังไม่ถึง ๓๐ ปีแต่ที่มาอยู่วัดพระเจ้าตนหลวงนี้ก็ได้ทำงานเกี่ยวกับประเพณีงานแปดเป็งมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบันได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับประเพณีของทางวัด
แต่ถ้าพูดถึงความเป็นไปเป็นมาทั้งหมดนั้นเกี่ยวกับประเพณีวัดในปัจจุบันนี้ผิดกับสมัยก่อนอยู่มาก ในยุคสมัยปัจจุบันประเพณีได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คือระยะหลังจาก ๑๐ ปีก่อนหน้านั้นกับ ๑๐ ปีหลังนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอย่างมาก สังเกตได้ว่าคนสมัยก่อนที่มาร่วมงาน สภาพสิ่งแวดล้อมเพราะของทั้งหมดหลวงพ่อได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยกเว้นแต่โบราณสถานที่อยู่ในเขตพุทธาวาสและที่อยู่ในวิหารพระเจ้าตนหลวง นอกนั้นก็หมดไปโดยปริยายมีสิ่งใหม่ ๆ (ที่ดีกว่า) เกิดขึ้นแทน
ส่วนในด้านประเพณีงานแปดเป็งก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เพราะเมื่อก่อนนี้ถ้าพูดถึงระยะต้น ๆ ในสมัยก่อนจะมีการทานตุง แห่ครัวทาน มีของที่เป็นประโยชน์ที่วัดจะใช้ มีพริก มีเกลือ เมื่อเสร็จแล้วก็นำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ในสมัยนี้ไม่มี มีแต่ปราสาท มีแต่ยอดสตางค์ ปราสาทนั้นเก็บสตางค์แล้วก็เอากับไปด้วยและความหมายต่าง ๆ คนในสมัยก่อนถ้าจะถวายทานอะไรก็นึกถึงความหมายเป็นหลัก เช่น ตุง นี้บอกว่าตุงเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์กับวัดกับวา เกิดตายไปแล้วก็จะได้ไปกับยอดตุงขึ้นบนฟ้าสู่เมืองสวรรค์ เป็นสิ่งที่คนแต่ก่อนเล่าเอาไว้เป็นปริศนาธรรมให้คนรุ่นลูกรุ่นหลังได้รู้ได้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอย่างไร
ประเพณีวัดพระเจ้าตนหลวงเปลี่ยนไปในทางแบบไหนและอีกอย่างในปีนี้ ตามปกติแล้วเป็นปีอธิกมาส คือมีเดือนแปดสองหนจึงจัดไปก่อนตามปกตินี้จะตรงกับวันวิสาขบูชา ประชาสัมพันธ์จังหวัดได้โทรศัพท์มาเพื่อขอให้เปลี่ยนเป็นวันที่ ๒๖ เพื่อให้ตรงกับวันวิสาขบูชา จึงตอบไปว่าเราต้องยึดตามประเพณีที่มีมาแต่เดิม
ถ้าถึงประเพณีพระเจ้าตนหลวงไม่ต้องบอกกล่าวจะมีคนมาร่วมงานมากมายเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างมากแล้วที่ยังเป็นประเพณีอยู่ก็คือ คนหาบบุง หาบตะกร้า เอาหมากมาขายหน้ากุฏิหลวงพ่อจนเต็ม สิ่งนี้ถือว่าเป็นการอนุรักษ์ไว้ ทุกวันนี้อาตมาได้บอกไว้จะไม่เก็บเงิน (ค่าเช่าที่)กับคนเหล่านี้บอกให้ขายฟรี นี้ถือว่าเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของพื้นเมืองไว้เวลามานั่งขายให้นั่งขายได้เลยจะไม่มีใครมาเก็บสตางค์
งานประเพณีวัดพระเจ้าตนหลวงเป็นสิ่งที่ดีงาม โดยขอให้เป็นงานของจังหวัดแล้วเคยเสนอไปหลายครั้งแต่ทางจังหวัดไม่ให้ความสำคัญ แต่กลับไปส่งเสริมอย่างอื่นเสียหมด ความจริงงานประเพณีแปดเป็งนี้น่าจะเป็นของจังหวัดเพราะที่อื่น ๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้ ขอมอบให้ก็ไม่เอาว่าเป็นเรื่องของวัดให้วัดจัดการไปเถอะ นี้แหละจะขอฝากไว้จะทำอย่างไรให้ประเพณีวัดพระเจ้าตนหลวงนี้ได้รับการส่งเสริมฟื้นฟูให้มีความเจริญเหมือนประเพณีโบราณ ขอฝากให้ทุกคนได้ช่วยกัน
บรรจง วงศ์ราษฎร์ ในรอบแรกได้พูดถึงวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวกับเดือนแปดเป็งซึ่งเนื้อหาสาระพระเดชพระคุณหลวงพ่อใหญ่ได้กรุณาบอกเล่าเหตุการณ์ในอดีตซึ่งเกี่ยวกับงานประเพณีงานแปดเป็ง จนกระทั่งพระครูปริยัติกิตติคุณได้บอกถึงบทบาทการบริหารงานของวัดที่มีต่อประเพณีวัฒนธรรม ในตอนนี้จะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการเปิดเวทีและก่อนที่จะเปิดเวทีนั้นผมขอเกริ่นนำเล็กน้อย ในท่ามกลางของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพราะความเจริญเติบโตของบ้านเมือง ความเจริญเติบโตทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ทำให้ประเพณีวัฒนธรรมที่มีอยู่เกิดภูมิปัญญาเกิดการเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมที่มีอยู่ดั้งเดิมได้หดหายไปกลายเป็นของใหม่ ๆ เข้ามา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพูดถึงวัฒนธรรมแล้วมีอยู่ ๒ กลุ่มใหญ่ คือ
๑.ศิลปวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม ที่ดูได้ เช่นการฟ้อนรำ
๒.ชีวิตวัฒนธรรมหรือสังคมวัฒนธรรมสิ่งนี้เป็นนามธรรม แท้ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องที่บ้านเมืองของเราลืมไปช่วงหนึ่งตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ เอาเรื่องของน้ำไหลไฟดับ ทางใต้เรียกว่าน้ำไหลไฟสว่าง หรือทางดีมีงานทำ ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว ปรากฏว่าใจคนนี้อ่อนแอลง
เมื่อเป็นเช่นนี้จะถามต่อที่ประชุมว่าจะทำอย่างไร ประเพณีวันแปดเป็ง ถึงจะกลับเข้ามาให้มีจิตและวิญญาณและให้มีความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองพะเยาเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนแปดเป็งนี้เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้มันอ่อนล้าเพราะว่าโดนกระแสอิทธิพลของวัฒนธรรมอื่น ๆ หลั่งไหลเข้ามาทำให้ภูมิปัญญาบ้านเราถูกลืม ก็อยากจะตั้งคำถามว่า เราจะทำอย่างไร
[1] รองเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ , ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา