งานประเพณีวัดพระเจ้าตนหลวงเป็นสิ่งที่ดีงาม โดยขอให้เป็นงานของจังหวัดแล้วเคยเสนอไปหลายครั้งแต่ทางจังหวัดไม่ให้ความสำคัญ แต่กลับไปส่งเสริมอย่างอื่นเสียหมด ความจริงงานประเพณีแปดเป็งนี้น่าจะเป็นของจังหวัดเพราะที่อื่น ๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้ ขอมอบให้ก็ไม่เอาว่าเป็นเรื่องของวัดให้วัดจัดการไปเถอะ นี้แหละจะขอฝากไว้จะทำอย่างไรให้ประเพณีวัดพระเจ้าตนหลวงนี้ได้รับการส่งเสริมฟื้นฟูให้มีความเจริญเหมือนประเพณีโบราณ ขอฝากให้ทุกคนได้ช่วยกัน

     พระธรรมวิมลโมลี (ต่อ)

     เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ช่วยกันสละพระราชทรัพย์พระเมืองแก้วให้ ๑๐ ครอบครัวดูแล พระเมืองตู้ก็ให้ ๑๐ ครอบครัวดูแล เป็นผู้อุปถัมภ์บำรุงรักษาพระเจ้าตนหลวง ๒๐ ครอบครัว เมื่อถูกข้าศึกอังวะตีก็เกณฑ์ชาวเมืองไปเอาชาวบ้านพวกนี้ไปเวียงจันทร์ แล้วก็ครอบครัวที่อยู่ดูแลพระเจ้าตนหลวงเมื่อไปถึงก็เกิดน้อยใจคิดถึงว่าไม่มีใครดูแลพระเจ้าตนหลวง แล้วก็ตำนานนั้นก็ติดไปด้วย เมื่อมานึกถึงก็พากันคิดว่าจะทำอย่างไรพวกชาวบ้านเมืองพะเยาก็จะไม่รู้ตำนานพระเจ้าตนหลวง ไม่มีหลักฐาน ๒๐ ครอบครัวนั้นก็ปรึกษากันว่าส่งตำนานมาให้ผ่านมาถึงเชียงของ หมื่นอุตมะแห่งเมืองเชียงของเป็นผู้รับเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ส่งมาเมืองพะเยา

     สมัยนั้นมีพระสงฆ์อยู่อุปัฏฐากรักษาอยู่ชื่อธรรมปาละพอได้ตำนานก็เอามาเขียนเผยแพร่ตำนานพระเจ้าตนหลวง หลังจากพระธรรมปาละแล้วหายสาบสูญ ปรากฎเป็นอันว่ามีตระกูลจริยาศรัทธาพระเจ้าตนหลวงวิหารนี้มีพระเจ้าหลวงตั้งแต่เจ้าหลวงวงศ์   เจ้าหลวงยศ   มาครองเมืองลำปาง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕- ๘๖ นี้ประชาชนก็ต่างคนต่างอยู่ไม่มีเจ้าไม่มีนาย ทำมาหากินแล้วก็ถูกเก็บส่วย บางทีลำปางมาเก็บ  ลำพูนมาเก็บ  เชียงใหม่ก็มาเก็บ

 

                พระยาน้อยอินทร์เจ้านครลำปางและเจ้าอุปราชมหาวงศ์เมืองเชียงใหม่ ปรึกษากันว่าจะขอตั้งเมืองพะเยานำความกราบทูล ก็เข้าสู่ยุคของกรุงรัตนโกสินทร์ก็พากันไปกราบทูลรัชกาลที่ ๓ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตั้งเมืองเชียงรายเป็นเมืองขึ้นในปกครองของเมืองเชียงใหม่ และขอตั้งเมืองงาวและเมืองพะเยาให้เป็นเมืองขึ้นของลำปางรัชกาลที่  ๓  จึงทรงตั้งนายธรรมลังกาน้อย เป็นเจ้าเมืองลำปาง ตั้งนายพิมพิสารเป็นที่พระยารัตนเขต เจ้าเมืองเชียงราย

     ตั้งพระพุทธวงศ์น้องชายพระยานครอินทร์เป็นพระยาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยา ตั้งนายหน้อยมหายศน้องคนที่สองเป็นพระยาอุปราชเมืองพะเยา การตั้งเจ้านายสมัยนั้น ๕ ตำแหน่ง ก็มีเจ้าหลวงแก้วบุรีรัตน์ เจ้าราชวงศ์ เจ้าราชบุตร พะเยานี้ได้ ๕ ตำแหน่ง เมืองงาวได้เจ้าเมืองกับอุปราช เมืองลำปางก็ตั้งนายธรรม  ลังกาน้อย เป็นเจ้าเมืองลำปาง เมืองเชียงรายตั้งพระยาอุปราชก็มี ๕ ตำแหน่งเหมือนกัน

 

     เมื่อตั้งเจ้าเมืองขึ้นเสร็จเรียบร้อยก็มาฟื้นเมืองพะเยา เมืองพะเยานี้เมื่อปีที่หนีจากข้าศึกศัตรูในสมัยก่อนนี้รกร้างไป ๕๖ ปี พะเยานี้ไปอยู่ปงสนุกด้านใต้  ชาวเชียงแสน เชียงราย หนีไปอยู่ปงสนุกด้านเหนือ เชียงรายนี้ไปอยู่ ๕ แยกเชียงรายแล้วก็เจ้าเมืองเชียงรายนี้ไปอยู่จนถึงสร้างวัดได้วัดเรียกว่า วัดเชียงราย แล้วก็เมื่อตั้งเจ้าขึ้นมาแล้ว เจ้าหลวงพุทธวงศ์ เจ้ามหายศ เป็นอุปราช ได้รับสัญญาบัตรทีหลังว่า พระยาประเทศอุดรทิศ ทุกพระองค์ใครขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองพะเยาก็ใช้ตำแหน่งประเทศอุดรทิศ มีอยู่องค์หนึ่งอุดรประเทศทิศ ชื่อเจ้าหนานใจวงศ์ เจ้าเมืององค์ที่ ๕

 

     เมื่อตั้งถิ่นฐานขึ้นมาแล้วก็พากันไปกู้บ้านเมืองคืนมา  ครั้งแรกก็มาสร้างอยู่ที่สันเวียงใหม่ก่อนที่จะมาสร้างในตัวเมือง  เมื่อสร้างเมืองแล้วเจ้าเมืองก็มาบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ตามลำดับ  ตั้งแต่วัดหลวงราชสัณฐาน  วัดไชยอาวาส  วัดสูง (วัดศรีอุโมงค์คำ)  วัดราชคฤห์  เป็นต้นเมื่อบรรดาเจ้าเมืองมาตั้งขึ้นเป็นวัดแล้วก็มาบูรณะพระวิหารวัดพระเจ้าตนหลวง (วัดศรีโคมคำ)  การสร้างวิหารในสมัยก่อนไม้มากมายแต่ช่างผู้ชำนาญการคงไม่มี  เครื่องมือก็คงไม่มี เพราะเวลาสร้างเสร็จแล้วถูกลมพัดบ้าง  ถูกไฟเผาบ้าง  ส่วนด้านหลังของวัดพระเจ้าตนหลวงนั้นเป็นป่าไผ่  เป็นดง  เป็นป่าทึบเวลาฤดูแล้งมาถึงก็ถูกไฟไหม้ลามมาจนถึงวิหาร  การสร้างก็ไม่รู้จักเสร็จสิ้น  เป็นการสร้างมาเรื่อย ๆ จนถึงเจ้าผู้ครองเมืององค์อื่น ๆ วิหารหลังสุดท้ายนี้เวลายืนอยู่บนพื้นเอามือแตะชายคาก็ถึง  ทำให้นึกถึงถ้ำตับเต่า  ถ้ำตับเต่าสร้างเป็นหลังคาซ้อนกัน 

 

                เวลาล่วงเลยมาจนถึงเจ้าหลวงใจวงศ์ วัดพระเจ้าตนหลวงแห่งนี้ปรากฏว่าไม่มีพระจำพรรษาอยู่  ก่อนที่จะบูรณะวัดนี้ก็ไม่มี จนครูบาศรีวิชัยมาสร้างเมื่อปี  ๒๔๖๕  แล้วก็พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา  เป็นเจ้าคณะเมืองตอนอายุ  ๒๕  ปีอาจารย์ของพระครูศรีวิราชวชิรปัญญาคือครูบาอารามป่าน้อยวัดหลวงราชสัณฐาน  ในบันทึกครูบาศรีวิราชได้บันทึกไว้ว่าครูบาอารามป่าน้อยได้มอบการบริหารการคณะสงฆ์ให้ตั้งแต่ท่านบวชมาได้พรรษาที่  ๕  นับตั้งแต่นั้นท่านจึงเป็นเจ้าคณะเมืองพะเยาเรื่อยมา

 

      สมัยก่อนนั้นพระครูศรีวิราชบวชอยู่ที่วัดคุ้ม  เมื่อครั้งอยู่ที่วัดคุ้ม (วัดหัวข่วงแก้ว) เคยถูกพวกเงี้ยวไล่ฟัน  แล้วก็หนีมาอยู่วัดราชคฤห์ ตอนอยู่ที่วัดราชคฤห์เมื่อไม่มีงานทางคณะสงฆ์ท่านมักจะเดินทางมารับแขกอยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวงแทบทุกวันเพราะวัดแห่งนี้มีประชาชนหลายบ้านหลายเมืองทั้งจากเมืองแพร่  เมืองน่านไปจนถึงเมืองเงี้ยว  เมืองยอง เมื่อมาแล้วไม่มีใครต้อนรับก็ได้อาศัยพระครูศรีวิราชวชิรปัญญานี้แหละมาให้การต้อนรับ

 

                เมื่อจะสร้างพระวิหารขึ้นใหม่พระครูศรีวิราชวชิรปัญญาเขียนจดหมายถึงทางการบ้านเมือง  มีเจ้ามหาชัย  ศีติสาร  ซึ่งเป็นเจ้าประเทศอุดรทิศองค์สุดท้าย (ของพะเยา)  ปรากฏว่าคนทั้งหลายในเมืองไม่มีใครมาช่วยเป็นผู้ติดต่อประสานงานส่งข่าวสารอะไรต่าง ๆ จึงไปได้พระปัญญา  วัดต้นต้อง บ้านปิน  อำเภอดอกคำใต้ มาเป็นผู้ประสานบอกบุญ สามารถเข้าเจ้าเข้านายได้โดยเฉพาะเจ้าหลวงลำปาง  เจ้าหลวงลำพูน  เจ้าหลวงเชียงใหม่ไปจนถึงเจ้าห้าเมืองเชียงตุง 

 

     ทีนี้ก่อนจะสร้างครูบาศรีวิชัยสั่งไว้ว่าให้ปั้นอิฐเอาไว้ได้กี่หมื่นกี่แสนก็ปั้นไปเถิด  พระครูศรีวิราช ฯ นี้เป็นเจ้าคณะเมือง  เจ้าคณะอำเภอ เขตการปกครองในสมัยนั้นมีประมาณ  ๒๑-๒๒  ตำบล รวมไปถึงเขตอำเภอดอกคำใต้  เขตอำเภอเชียงคำ  อำเภอแม่ใจ  พระครูมานัสนทีพิทักษ์เกณฑ์เอาพระเณรมาปั้น ส่วนปางปั้นดิน(อิฐ)ของพระเณรก็คือด้านหลังพระวิหารไปจนถึงอุโบสถ  เลยไปที่กลุ่มอาคารของ  มจร. (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตพะเยา หรือที่ทราบกันในนามมหาวิทยาลัยสงฆ์)  การปั้นอิฐไม่ต้องไปหาขุดดินไกล เอาดินในวัดพระเจ้าตนหลวงนี้แหละมาปั้น  กว่าครูบาศรีวิชัยจะสร้างได้ก็ปี  ๒๔๖๕

 

      เมื่อครูบาสร้างเสร็จแล้วก็เกิดเป็นวัดขึ้นมามีพระสงฆ์องค์เณร มีอะไรต่าง ๆ เกิดขึ้น มีลูกศิษย์ครูบาศรีวิราช   ครูบาแก้ว  ก็นอนอยู่เฝ้าอุปัฏฐากรักษาดูแลพระเจ้าตนหลวง  เมื่อเสนาสนะพร้อม เป็นวัดมีพระสงฆ์อยู่ ก็มีประเพณีทำบุญมีการเฉลิมฉลองวันเดือนแปดเป็ง  ก่อนหน้านี้แต่เดิมก็คงเป็นเดือนแปดเป็งเช่นกัน

 

                แปดเป็ง  เฉพาะวัดพระเจ้าตนหลวงนี้สนุกสนานมากแห่กันมาทุกวัดในสมัยก่อนนี้ตำบลต่าง ๆ ก็แห่กันมา วัดศรีจอมเรืองนี้พวกเงี้ยวพากันมาเต็มถนนถ้าเป็นสมัยนี้คงมาไม่ได้เดินแห่กันมา เป็นที่สนุกสนาน สมัยที่อาตมายังเป็นเด็กอยู่นั้นอายุได้สัก  ๕  ขวบ เพราะอาตมาเกิดปี  ๒๔๖๐  ครูบาศรีวิชัยมาสร้างวิหาร  ๒๔๖๕  ก็ได้  ๕  ปี  วัดพระเจ้าตนหลวงแต่เดิมนั้นไม่มีพระสงฆ์องค์เจ้าไม่มีใครเป็นศรัทธา พอเดือนแปดเป็งทุกปีศรัทธาทุกวัดจะมาร่วมกันทำบุญอยู่กันตลอดคืน แต่ไม่ให้เกินตีห้า  ก็ต้องหนีออกจากวัด  มีเรื่องเล่าว่าถ้าคนไหนอยู่จะมีผีกะยักษ์มา  ที่นี้พอถึง  ๐๕.๐๐  น.  ก็พากันหนีไปไม่มีใครอยู่  เล่ากันไว้อย่างนั้น  อันนี้ครูบาปัญญาเล่าให้ฟัง

 

                ประเพณีนี้ถ้าว่ากันก็อย่างธรรมดาก็มี  พิธีกรรมทางศาสนาก็มีสวดมนต์  สวดธรรมจักร  แล้วก็มีเบิกในสมัยก่อนนี้ตลอดคืนจนถึงสว่าง   เวลาสว่างก็เปิดตาพระเจ้าแล้ว  สวดมนต์เสร็จแล้วก็กลับกัน แต่ก่อนการทำบุญก็ไม่มีอะไร  ถวายทานก็ถวายธรรมดา  ทุกวัดก็ไม่มีมารับกินรับทานเหมือนอย่างปัจจุบันนี้  ทานก็ทานอย่างเดียว ในสมัยนั้นใช้เงินแถบ  เงินรูปี  นาน ๆ จะเห็นเงินบาท  ครูบามานั่งอยู่ศาลาโรงทาน  เอาตะกร้าวางไว้ข้างหน้า พวกใดมาก็โยนสตางค์ใส่ตะกร้า  ตลอดวันวันหนึ่งก็จะได้ครึ่งตะกร้า เงินแถบนี้มาสมัยใดก็ไม่ทราบเข้ามาตั้งแต่เงี้ยวเข้าเมือง  ปล้นเมืองแพร่เข้ามาเมืองงาว  เมืองพะเยา เหตุการณ์นี้เป็นเวลา  ๑๐๐  ปีมาแล้ว  เป็นปีที่เจ้าหลวงชัยวงศ์ขึ้นเป็นเจ้าเมืองอุดรประเทศทิศ 

 

     ปีนั้นเงี้ยวเข้าปล้นเมืองแพร่แล้วก็ถูกตีกลับมา  เข้ามาตีเมืองลำปาง มาเมืองสอง  ถึงเมืองงาว  ปง  เชียงคำ  แต่ก่อนจะมาตีเชียงคำนี้เงี้ยวไปรวมกันที่เชียงคำมีอยู่  ๓๑  คน  แล้วก็เข้ามาโจมตีเมืองพะเยา ช่วงนั้นปู่แสนผิ่ว  ซึ่งเป็นทวดของหมอสมบัติเป็นคนที่เก่งในเรื่องการปฏิบัติราชการ  เจ้าเมืองคือเจ้าชัยวงค์อุดรประเทศทิศ ซึ่งเป็นเจ้าเมืององค์ที่  ๕  ได้นำเอาปู่แสนผิ่วมาช่วยราชการแล้วก็ยกฐานะมาจากคนธรรมดาเป็นแสนเมืองมอง  ยกระดับเป็นคนในบังคับสยามแล้วคิดอย่างไรไม่ทราบ ตามเอกสารบอกว่าเมื่อเงี้ยวจะเข้ามาตีเมืองลำปางปู่แสนผิ่วไปรับมาไว้ที่บ้านห้วยทรายขาวก่อน  ทางราชการจับได้ถือว่าเป็นการทรยศ  และถูกประหารชีวิต

 

                บรรจง   วงศ์ราษฎร์            หลวงพ่อได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดมาที่จับได้มี  ๖-๗  ประเด็นใหญ่ หลวงพ่อบอกเล่าเป็นการเล่าถึงลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีหลักฐานประกอบจากการค้นคว้าของหลวงพ่อ ซึ่งพอจะลำดับได้ดังนี้

 

                ๑.ลำดับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานประกอบ

                ๒.ถ้าย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ครั้งก่อนส่วนใหญ่ศาสนจักรจะมีบทบาทสำคัญยิ่ง เป็นต้นว่ามีพระเถรานุเถระ คือ พระธรรมปาละ  พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา  พระปัญญาบ้านปิน  นี้คือพระสงฆ์ของเมืองพะเยาที่ทำให้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ หลงเหลืออยู่มาก

                ๓.ชื่อของเมืองภูกามยาว  ชื่อกว้านพะเยา  ชื่อวัดศรีโคมคำ  จนในปัจจุบันนี้ยังหาถึงที่ไปที่มาไม่ได้  นั้นหมายความว่าอยู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมาว่าภูกามยาว  ไม่มีใครสามารถตอบได้ว่ามาจากไหน  ใครเป็นคนตั้ง และเกิดขึ้นในยุคใด

                ๔.ทรัพย์สมบัติของมีค่าของเมืองพะเยา  ในปัจจุบันนี้ตกไปอยู่บ้านอื่นเมืองอื่นเสียหมดที่เห็นชัดก็คือ  หลวงพ่อนาคอยู่ที่พิพิธภัฑณ์กรุงเทพ ฯ หลวงพ่อนาคมีหลักฐานชัดเจนเพราะมีการบันทึกไว้ที่ฐานพระพุทธรูปว่าเป็นของเมืองพะเยา  ที่พญายุธิษฐิระเป็นคนสร้างขึ้น

 

                นอกจากนั้นก็มีจารึกเมืองพะเยาที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่ทำด้วยหินทรายมีจำนวน  ๑๑๗  หลักมีอยู่ที่เมืองพะเยา  คือหอวัฒนธรรมนิทัศน์ จำนวน  ๓๒  หลัก  นอกนั้นกระจัดกระจายไปอยู่ที่กรุงเทพฯ  ลำพูน  เชียงใหม่  เชียงแสน  ทำอย่างไรถึงจะนำมารวบรวมไว้ท้องถิ่นตามเดิมได้

                ๕.เจ้าเมืองพะเยามี  ๕  ตำแหน่งได้ตั้งชื่อว่า  พระยาประเทศอุดรทิศ  รองจากเจ้าเมืองเป็นเจ้าอุปราช  จากนั้นก็มีเจ้าราชบุตร  เจ้าราชวงค์  เจ้าหัวข่วงแก้ว  แล้วก็แขวง  ส่วนแขวงนี้คงจะเป็นข้าราชการในตำแหน่ง

 

                พระครูปริยัติกิตติคุณ [1] ตามปกติการสัมมนาในครั้งนี้ถือว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เล่าความเป็นมาตั้งแต่ต้นจนจบทั้งหมดแล้ว และก็มีหลวงพ่อพระสุธรรมมุนีได้เล่าเสริมไปแล้ว   ส่วนอาตมาเป็นคนรุ่นหลัง  ๆ  มาอยู่วัดพระเจ้าตนหลวงรวมแล้วยังไม่ถึง  ๓๐  ปีแต่ที่มาอยู่วัดพระเจ้าตนหลวงนี้ก็ได้ทำงานเกี่ยวกับประเพณีงานแปดเป็งมาโดยตลอด  จนถึงปัจจุบันได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับประเพณีของทางวัด 

     แต่ถ้าพูดถึงความเป็นไปเป็นมาทั้งหมดนั้นเกี่ยวกับประเพณีวัดในปัจจุบันนี้ผิดกับสมัยก่อนอยู่มาก ในยุคสมัยปัจจุบันประเพณีได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว  คือระยะหลังจาก  ๑๐  ปีก่อนหน้านั้นกับ  ๑๐  ปีหลังนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอย่างมาก  สังเกตได้ว่าคนสมัยก่อนที่มาร่วมงาน  สภาพสิ่งแวดล้อมเพราะของทั้งหมดหลวงพ่อได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยกเว้นแต่โบราณสถานที่อยู่ในเขตพุทธาวาสและที่อยู่ในวิหารพระเจ้าตนหลวง  นอกนั้นก็หมดไปโดยปริยายมีสิ่งใหม่ ๆ (ที่ดีกว่า) เกิดขึ้นแทน

 

                ส่วนในด้านประเพณีงานแปดเป็งก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เพราะเมื่อก่อนนี้ถ้าพูดถึงระยะต้น ๆ ในสมัยก่อนจะมีการทานตุง  แห่ครัวทาน  มีของที่เป็นประโยชน์ที่วัดจะใช้ มีพริก  มีเกลือ  เมื่อเสร็จแล้วก็นำไปใช้ประโยชน์ได้  แต่ในสมัยนี้ไม่มี มีแต่ปราสาท มีแต่ยอดสตางค์  ปราสาทนั้นเก็บสตางค์แล้วก็เอากับไปด้วยและความหมายต่าง ๆ คนในสมัยก่อนถ้าจะถวายทานอะไรก็นึกถึงความหมายเป็นหลัก เช่น ตุง  นี้บอกว่าตุงเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์กับวัดกับวา เกิดตายไปแล้วก็จะได้ไปกับยอดตุงขึ้นบนฟ้าสู่เมืองสวรรค์  เป็นสิ่งที่คนแต่ก่อนเล่าเอาไว้เป็นปริศนาธรรมให้คนรุ่นลูกรุ่นหลังได้รู้ได้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอย่างไร

 

       ประเพณีวัดพระเจ้าตนหลวงเปลี่ยนไปในทางแบบไหนและอีกอย่างในปีนี้ ตามปกติแล้วเป็นปีอธิกมาส คือมีเดือนแปดสองหนจึงจัดไปก่อนตามปกตินี้จะตรงกับวันวิสาขบูชา  ประชาสัมพันธ์จังหวัดได้โทรศัพท์มาเพื่อขอให้เปลี่ยนเป็นวันที่  ๒๖  เพื่อให้ตรงกับวันวิสาขบูชา  จึงตอบไปว่าเราต้องยึดตามประเพณีที่มีมาแต่เดิม

 

                ถ้าถึงประเพณีพระเจ้าตนหลวงไม่ต้องบอกกล่าวจะมีคนมาร่วมงานมากมายเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างมากแล้วที่ยังเป็นประเพณีอยู่ก็คือ  คนหาบบุง  หาบตะกร้า  เอาหมากมาขายหน้ากุฏิหลวงพ่อจนเต็ม  สิ่งนี้ถือว่าเป็นการอนุรักษ์ไว้  ทุกวันนี้อาตมาได้บอกไว้จะไม่เก็บเงิน (ค่าเช่าที่)กับคนเหล่านี้บอกให้ขายฟรี  นี้ถือว่าเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของพื้นเมืองไว้เวลามานั่งขายให้นั่งขายได้เลยจะไม่มีใครมาเก็บสตางค์

 

      งานประเพณีวัดพระเจ้าตนหลวงเป็นสิ่งที่ดีงาม  โดยขอให้เป็นงานของจังหวัดแล้วเคยเสนอไปหลายครั้งแต่ทางจังหวัดไม่ให้ความสำคัญ  แต่กลับไปส่งเสริมอย่างอื่นเสียหมด  ความจริงงานประเพณีแปดเป็งนี้น่าจะเป็นของจังหวัดเพราะที่อื่น ๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้  ขอมอบให้ก็ไม่เอาว่าเป็นเรื่องของวัดให้วัดจัดการไปเถอะ  นี้แหละจะขอฝากไว้จะทำอย่างไรให้ประเพณีวัดพระเจ้าตนหลวงนี้ได้รับการส่งเสริมฟื้นฟูให้มีความเจริญเหมือนประเพณีโบราณ  ขอฝากให้ทุกคนได้ช่วยกัน

               

     บรรจง   วงศ์ราษฎร์            ในรอบแรกได้พูดถึงวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวกับเดือนแปดเป็งซึ่งเนื้อหาสาระพระเดชพระคุณหลวงพ่อใหญ่ได้กรุณาบอกเล่าเหตุการณ์ในอดีตซึ่งเกี่ยวกับงานประเพณีงานแปดเป็ง จนกระทั่งพระครูปริยัติกิตติคุณได้บอกถึงบทบาทการบริหารงานของวัดที่มีต่อประเพณีวัฒนธรรม ในตอนนี้จะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการเปิดเวทีและก่อนที่จะเปิดเวทีนั้นผมขอเกริ่นนำเล็กน้อย  ในท่ามกลางของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพราะความเจริญเติบโตของบ้านเมือง  ความเจริญเติบโตทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ทำให้ประเพณีวัฒนธรรมที่มีอยู่เกิดภูมิปัญญาเกิดการเปลี่ยนแปลง  วัฒนธรรมที่มีอยู่ดั้งเดิมได้หดหายไปกลายเป็นของใหม่ ๆ เข้ามา  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าพูดถึงวัฒนธรรมแล้วมีอยู่  ๒  กลุ่มใหญ่  คือ

 

                ๑.ศิลปวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม  ที่ดูได้  เช่นการฟ้อนรำ

๒.ชีวิตวัฒนธรรมหรือสังคมวัฒนธรรมสิ่งนี้เป็นนามธรรม  แท้ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องที่บ้านเมืองของเราลืมไปช่วงหนึ่งตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์  เอาเรื่องของน้ำไหลไฟดับ  ทางใต้เรียกว่าน้ำไหลไฟสว่าง หรือทางดีมีงานทำ  ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว  ปรากฏว่าใจคนนี้อ่อนแอลง

     เมื่อเป็นเช่นนี้จะถามต่อที่ประชุมว่าจะทำอย่างไร  ประเพณีวันแปดเป็ง ถึงจะกลับเข้ามาให้มีจิตและวิญญาณและให้มีความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองพะเยาเหมือนแต่ก่อน  แต่ก่อนแปดเป็งนี้เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่  แต่เดี๋ยวนี้มันอ่อนล้าเพราะว่าโดนกระแสอิทธิพลของวัฒนธรรมอื่น ๆ หลั่งไหลเข้ามาทำให้ภูมิปัญญาบ้านเราถูกลืม  ก็อยากจะตั้งคำถามว่า  เราจะทำอย่างไร

 



[1] รองเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ , ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตพะเยา