ความหมายคำว่า พระเจ้าตนหลวง
พระเจ้าตนหลวง หรือที่มีคนนิยมเรียกว่า พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา [1] นั้นมีที่มาดังนี้ คำว่าพระเจ้าตนหลวง หมายความว่าเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่มาก คำว่าทุ่งเอี้ยง หมายความว่าสถานที่ประดิษฐานนั้นเป็นหนองน้ำชื่อหนองเอี้ยง คำว่าทุ่ง หมายความว่าบริเวณดังกล่าวโดยเฉพาะทิศตะวันตกของวัด หรือกว้านพะเยาในปัจจุบันเคยเป็นทุ่งนามาก่อน คำว่าเมืองพะเยา หมายถึงตั้งอยู่ในจังหวัดพะเยานั้นเอง
พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา ถือว่าเป็นพระพุทธปฏิมาองค์ประธานของวัดศรีโคมคำที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองล้านนา โดยมีหน้าตักกว้างถึง ๑๔.๐๐ เมตร สูง ๑๖.๐๐ เมตร นับตั้งแต่ก่อสร้างมาจนถึงปัจจุบันมีอายุได้ ๕๑๔ ปี (คำนวณ ณ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๘)
ผู้ครองนครเลื่อมใสพากันร่วมใจสนับสนุนการสร้าง
พระเจ้าตนหลวงสร้างเมื่อจุลศักราชได้ ๘๕๓ ปีล้วงไก๊ วันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) ยามกองงาย ซึ่งอยู่ในยุคสมัยของพญาเมืองยี่เจ้าผู้ครองเมืองพะเยา ซึ่งร่วมยุคสมัยของพญายอด (เชียงราย) เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อสร้างองค์พระได้ปีที่ ๔ พญาทั้งสองก็เสด็จพิลาลัยไปในเวลาไล่เลี่ยกัน
พระเมืองแก้ว(ราชบุตร) ก็ได้ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่แทนพระราชบิดาในขณะพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา ฝ่ายเมืองพะเยาพญาหัวเคียนขึ้นครองเมืองพะเยา เมื่อพระองค์ครองเมืองพะเยาได้ ๒๐ ปี ก็ถึงแก่พิราลัยไปอีกในขณะที่องค์พระเจ้าตนหลวงยังไม่ทันแล้วเสร็จ พญาเมืองแก้วเจ้าเมืองเชียงใหม่จึงแต่งตั้งพระเมืองตู้(ราชบุตร) ขึ้นครองเมืองพะเยาแทนพระราชบิดา ณ เวลานี้เองที่องค์พระเจ้าตนหลวงแล้วเสร็จในปีจุลศักราชได้ ๘๘๖ ปีกาบสัน (ปีวอก) ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) พุทธศักราชได้ ๒๐๖๗ รวมระยะเวลาก่อสร้างนานถึง ๓๓ ปี
เมื่อสร้างพระเจ้าตนหลวงเสร็จเรียบร้อยแล้ว พญาเมืองตู้เจ้าเมืองพะเยาได้ส่งสาส์นไปทูลพญาเมืองแก้วเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ว่า “ องค์พระพุทธปฏิมาได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ” พญาเมืองแก้วจึงเกิดปีติศรัทธาปสาทะเป็นกำลัง จึงได้พระราชทานทองคำหนักจำนวน ๒,๐๐๐ และเงินอีกจำนวน ๖,๐๐๐ เพื่อก่อสร้างพระวิหาร
ที่มาของนามว่าพระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา
การก่อสร้างพระวิหารเป็นไปอย่างดีและต่อเนื่องจึงทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้โดยใช้เวลา ๒ ปี การสร้างพระวิหารเสร็จเมื่อ ปีจอ จุลศักราชได้ ๘๘๗ วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ (เหนือ) ทำบุญฉลองสมโภชองค์พระและพระวิหาร พญาเมืองแก้วทรงพระราชทานนามว่า “ พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา ”
พญาเมืองแก้วกับพญาเมืองตู้ จึงได้ร่วมกันทรงปักเขตแดนของวันพระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา ไว้ดังนี้
ทิศเหนือ จรดเชิงดอยจอมทอง
ทิศใต้ ติดกับวัดอุ่นหล้า
ทิศตะวันออก นับจากวัดอุ่นหล้าไป ๑,๐๐๐ วา
ทิศตะวันตก นับจากฝั่งแม่น้ำอิง ๕๐๐ วา
เพื่อการดังกล่าวนี้พญาทั้งสองได้ทรงร่วมกันพระราชทานคนเอาไว้คอยอุปัฏฐากพระเจ้าตนหลวงจำนวนฝ่ายละ ๑๐ ครัวเรือน รวมเป็น ๒๐ ครัวเรือน
เมื่อเกิดศึกสงครามชาวพะเยาต่างก็ถูกข้าศึกกวาดล้างเอาครอบครัวไปเป็นจำนวนมาก และบางส่วนไปอยู่ในเขตแคว้นเมืองจันทบุรี (กรุงเวียงจันทร์ ประเทศสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว) บุคคลทั้ง ๒๐ ครัวเรือนที่อุปัฏฐากพระเจ้าตนหลวงก็ถูกต้อนไปด้วย
การส่งเอกสารและสืบตำนานพระเจ้าตนหลวง
ภายหลังเมื่อบ้านเมืองสงบขึ้น ผู้คนที่ได้อุปัฏฐากและชุมชนที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับองค์พระก็ได้ระลึกถึงพระเจ้าตนหลวง และเกรงว่าจะไม่มีใครทราบประวัติจึงได้ส่งตำนานพระเจ้าตนหลวงมาจากกรุงเวียงจันทร์ โดยส่งมอบหนังสือตำนานมากับหมื่นอุตตมะ [2] ชาวอำเภอเชียงของที่ไปค้าขายให้นำมาถวายพระผู้อยู่จำพรรษา ณ วัดศรีโคมคำ โดยมาทางแขวงหัวของ ผ่านเมืองเชียงของ (จังหวัดเชียงราย) มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อธรรมปาละ [3] ได้ทราบแล้วจึงนำมาและพยายามจะคัดเก็บไว้เป็นหลักฐานสืบต่อกันมา
เรื่องราวจากนี้ คือระหว่างปี ๒๓๓๐ – ๒๓๘๖ เมื่อรวมแล้วจำนวน ๕๖ ปีเมืองพะเยาที่เคยเจริญรุ่งเรืองก็เข้าสู่ยุคแห่งการเป็นเมืองร้าง โดยมีสาเหตุมาจากการรุกรานของข้าศึก
ประวัติการสร้างพระเจ้าตนหลวงนอกจากมีมาในใบลาน หรือปั๊บสมุดข่อยแล้ว ยังมีปรากฏในแผ่นศิลาจารึกวัดศรีโคมคำ ๑ แผ่น คือจารึกที่ ลพ./๒๙ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จังหวัดลำพูน กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จตามในหลวงราชกาลที่ ๗ ในคราวเสด็จประพาสมณฑลพายัพ และทรงได้พบศิลาจารึกที่รองอำมาตย์ตรีขุนสิทธิประศาสน์ ในขณะเป็นนายอำเภอพะเยา แล้วจึงแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือนำแผ่นที่สมบูรณ์ย้ายไปเก็บไว้ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกรุงเทพฯ แผ่นที่ชำรุดบางส่วน ให้เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์มณฑล รวม ๑๒ หลัก [4]
[1] ชื่อนี้พญาเมืองแก้ว เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ พระราชทานนามให้ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๘ ดู ตำนานพระเจ้าตนหลวง ทุกสำนวน
[2] พระธรรมวิมลโมลี เมืองพะเยาจากตำนานและประวัติศาสตร์ หน้า ๘๙
[3] พระธรรมปาละ ถือว่าเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดศรีโคมคำ ส่วนรูปที่สองคือ พระกัปปินะ
[4] พระธรรมวิมลโมลี. วัดศรีโคมคำ (วัดศรีโคมคำ) ๒๕๔๓ หน้า ๑๐๖