บรรจง วงศ์ราษฎร์ [1] ได้กล่าวถึงงาน แปดเป็ง ว่าคนที่มาเที่ยวสงสัยว่าประเด็นหลักของงานแปดเป็งอยู่ตรงไหน และเคยได้ยินผู้ว่าฯ กำพล กล่าวว่างานแปดเป็งเป็นงานของชาวพะเยาได้มีแต่พ่อค้าแม่ค้าบ้านอื่นมา ทำไมไม่มีพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่และคนที่เสียเงินก็คือคนพะเยาเพื่อไขข้อสงสัยก็จะมีการเสวนาถึงงานแปดเป็ง
พระสุธรรมมุนี [2] ตอนหลวงพ่อเป็นเด็กได้เดินทางจากบ้านแม่ใสมาตั้งแต่เย็นมีเงินติดตัวมา ๑๐ บาท ทีนี้ขากลับก็เดินเท้าเปล่ากลับถึงบ้านก็ประมาณ ๐๓.๐๐ น.เพราะสมัยนั้นไม่มีรถกลับ ส่วนผู้คนที่มาร่วมงานก็จะมีมาจากจังหวัดแพร่ น่าน จะพากันมานอน มีการละเล่นหลายอย่าง มีมวย มีรำวง มีคนหัวโต ถ้ามาเที่ยวก็พากันมานอนค้างอยู่ที่วัด ในปัจจุบันนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไปเพราะต่างคนก็ต่างมีรถ การมานอนค้างที่วัดก็มีน้อยมาก
ตอนอาตมาเป็นสามเณรมาจำพรรษาที่วัดศรีโคมคำ ระหว่างปี ๒๔๙๓-๒๔๙๕ ได้มาอยู่กับครูบาแก้ว มีหน้าที่เก็บเงินจากพ่อค้าแม่ค้าที่มาขายสินค้าต่าง ๆ ได้บ้างไม่ได้บ้าง ขึ้นอยู่กับว่าเขาขายสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน แต่ปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปหมดทุกอย่างแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
อีกประการหนึ่งขอพูดเรื่องประเพณีที่เป็นของจริงกับประเพณีที่เป็นของจำลองซึ่งให้บรรยากาศที่แตกต่างกันมาก ยกตัวอย่างเช่น สงกรานต์ที่กรุงเทพฯ ได้นำเอาทุกจังหวัดไปจัดอยู่ที่สนามหลวง หรืออีกกรณีหนึ่งคือการจัดเวียนเทียนขึ้นภายในโรงเรียน มันให้บรรยากาศที่แตกต่างกันมากเพราะการจำลองไม่สามารถให้คุณค่ามากไปกว่าสถานที่จริง จึงทำให้ประเพณีวัฒนธรรมได้เปลี่ยนไป ได้ยินข่าวทางวิทยุว่าวันวิสาขบูชาให้นักเรียนไปเวียนเทียนกันที่โรงเรียนได้นิมนต์พระไปเทศน์ในโรงเรียน ความจริงนั้นถ้าเอาเด็กเวียนเทียนที่วัดจะดีกว่า ได้เห็นของจริง ได้สัมผัสของจริง แม้ว่าวัดจะสวยหรือไม่ ก็ยังอยากที่จะให้เด็กได้ไปเข้าวัดมากกว่า
ประเพณีงานแปดเป็ง สถานที่เดิมแต่ว่าอย่างอื่นเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปมาก อย่างเช่นบริเวณวัด พ่อค้าแม่ค้าไม่ได้จับจองเช่าเอาเป็นเมตรอย่างแต่ก่อน แต่ได้มีผู้รับเหมามาประมูลได้ไปแล้วเอาไปขายช่วงต่อไป ทางวัดไม่ได้ยุ่งเกี่ยวเพราะได้เงินก้อนมาแล้วทางวัดได้มอบสิทธิ์ให้นายทุนไปบริหารจัดการแล้ว
ทางด้านจิตใจเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเช่นสมัยก่อนบางคนมานอนด้วยความตั้งใจจริง ๆ มานอนเป็นสองวันสามวัน แต่คนสมัยนี้มีรถมาไหว้พระชั่วโมงเดียวก็กลับไปแล้ว เทคโนโลยีสมัยนี้มันทันสมัยอาตมาก็ขอเกริ่น ๆ เอาไว้แค่นี้ก่อนขอพระเดชพระคุณหลวงพ่อใหญ่(พระธรรมวิมลโมลี) อธิบายเพิ่มเติมก็แล้วกัน
วิมล ปิงเมืองเหล็ก [3] ครั้งก่อนได้อ่านหนังสือแปดเป็งฉบับล้านนา ของพระธรรมวิมลโมลีแล้วจะขอขยายคำว่า แปดเป็ง เสียก่อน คำว่าแปดเป็ง ก็คืองานประเพณีวัดพระเจ้าตนหลวง หรือวันไหว้พระเจ้าตนหลวงในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือวันวิสาขบูชา แต่ว่าการนับเดือนของบ้านเรานับเร็วกว่าทางใต้ไปสองเดือน เพราะฉะนั้นเดือน ๖ ของทางใต้ก็เป็นเดือนแปดเป็งของทางเหนือ
คำว่า เป็ง , เพ็ญ เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน คือวันที่พระจันทร์เต็มดวง เพ็ญเป็นภาษาเขมร เป็งเป็นคำพื้นเมือง เพราะฉะนั้นเดือนแปดเป็งเป็นที่รู้กันว่าเป็นงานนมัสการพระเจ้าตนหลวงอย่างเป็นทางการ คือขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือวันวิสาขบูชา
ทำไมเราต้องไปไหว้พระเจ้าตนหลวง เพราะว่าตามตำนานที่เล่าไว้ เมื่อตอนพม่ามากวาดต้อนล้านนาได้หอบเอาตำนานพระเจ้าตนหลวงไปเวียงจันทร์แล้วได้ฝากตำนานพระเจ้าตนหลวงมาเมืองพะเยาว่าเอาไปให้เขาด้วยกลัวเขาจะลืมประวัติพระเจ้าตนหลวง จากนั้นก็มีการปริวรรตมาเรื่อย ๆ มาเสร็จสมบูรณ์เอาสมัยของหลวงพ่อก็คือพระธรรมวิมลโมลีในตำนานบอกว่าสร้างปี ๒๐๓๔
ถ้าพูดเรื่องตำนานพระเจ้าตนหลวงจะต้องพูดถึงพระพุทธเจ้าเสด็จมาเผยแผ่ศาสนาแล้วมาอยู่บนพระธาตุจอมทองเสร็จแล้วพอฉันข้าวแล้วใช้พระอานนท์มาตักน้ำที่หนองเอี้ยง หนองเอี้ยงก็คือพระเจ้าตนหลวง พอจะตักน้ำนาคไม่ให้จนไปบอกพระพุทธเจ้า ๆ ก็เนรมิตร่างกายสูงใหญ่ ๓๒ ศอก แล้วก็ได้บอกให้พญานาค ปั้นพระเจ้าสูงเท่าตัวข้านี้จากนั้นพญานาคก็เอาทองไปให้สองตายายเลี้ยงเป็ดห่านที่หนองเอี้ยงสองตายายก็เลยเอาทองไปมัดไม้ปักกลางหนองโดยบอกว่าถ้าใครแน่จริงให้เอาดินมาปาทองคำถ้าใครปาถูกก็เอาทองไปเลย ก็ไม่มีใครปาถูกหนองน้ำก็เต็มไปด้วยดินโดยไม่ต้องออกแรงถม
ถึงตอนนี้สองตายายพอได้ของครบเรียบร้อยแล้ว ในตำนานบอกว่าเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ก็คือเดือนแปดเป็งได้ลงก้อนดินก้อนแรก นี้แหละที่สนใจว่าเดือนแปดเป็งได้ลงก้อนดินก้อนแรกแล้วก็ปั้นมาได้ถึง ๓๓ ปี จนถึง พ.ศ.๒๐๖๗ ปั้นหน้าพระเจ้าเสร็จเรียบร้อยเดือนแปดเป็งพอดี หมายความว่าสมบูรณ์ที่สุดแล้วท่านจะเห็นว่าพระเจ้าตนหลวงเกี่ยวข้องกับเดือนแปดเป็ง ๒ ครั้ง และหลังจากนั้นก็ได้แจ้งให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่ก็มาเริ่มฉลองแต่จำไม่ได้ว่าเดือน ๑ ครั้ง หรือ ๑ ปี ครั้ง ก็มาเริ่มเฉลิมฉลองพระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยาเป็นครั้งแรกในวันเดือนแปดเป็ง ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ เฉลิมฉลองก็มีการเกี่ยวข้องกัน
ผมเห็นหน้าพระเจ้าตนหลวงที่เสร็จสมบูรณ์ครั้งแรกจากที่ถ่ายล่าสุดนี้งดงามมากแสดงว่าสองตายายนี้ถ้าจะเก่งจริง ๆ มาตอนหลังคงจะมีการเปลี่ยนหน้าในสมัยของครูบาศรีวิชัย ในครั้งนั้นปากจะงามงอนมาก พระเจ้าตนหลวงตากแดดตากฝนมาตลอด ๕๐๐ กว่าปี ซึ่งเป็นที่มาที่ไปของพระเจ้าตนหลวงกับงานแปดเป็งที่ไม่ต้องโฆษณาก็มีคนมาแต่ก่อนนี้คนเชียงตุง คนพม่าที่ไหนก็มาหมด อย่างหลวงพ่อว่า นั่งล้อมาต้องมาอยู่เป็น ๗ วันผมเป็นเด็กก็ได้มานอนที่วัดหลวงนอก ผมจำได้ตอนที่ผมไปขโมยขอขนมกิน เป็นปีที่แม่เลี้ยงทองคำเป็นเจ้าภาพปีนั้นเป็นปีที่ยิ่งใหญ่มาก ผมจำได้แล้วคอยวิเคราะห์ตอนท้าย ตอนนี้เอาคำว่าแปดเป็งก่อน
พระธรรมวิมลโมลี [4] : เดือนแปดเป็งเป็นประเพณีที่พูดกันมาตั้งแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เกิดมาแล้วที่ตายไปแล้ว ความสำคัญวันเดือนปีของเดือนแปดเป็งแล้วก็ได้ทราบว่าที่ได้มาเสวนาสัมมนากันในวันนี้ก็เพื่อจะเอาเหตุผลเพื่อจะสร้างตำราเขียนให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์เอาไว้เพื่อให้อนุชนได้ศึกษาต่อไป ที่แรกหลวงพ่อก็ว่ามันเรียบร้อยไปแล้วก็เอามาว่ากันไม่ได้เรื่องราวถ้าจะให้พูดถึงเดือนแปดเป็งก็น่าจะพูดกันตั้งแต่เดือน ๗ เพื่อตกลงกันว่าขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณนั้นทำกันมาอย่างไร แต่ขณะนี้งานพ้นไปแล้วก็จะเอามาคิดเขียนเป็นตำรากว่าจะได้ไปฟื้นฟูก็ไม่แน่นักว่าคนอนุชนรุ่นหลังไม่มีใครชักจูง ไม่มีใครสั่งสอนก็ไม่รู้จัก
หลวงพ่อเองก็เป็นคนมาทีหลังก็เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ ส่วนพระเจ้าตนหลวงเริ่มเกิดเมื่อ ๒๐๓๔ แล้วก็เริ่มก่อเริ่มถมหนองเอี้ยงมาก่อองค์พระมาถึง ๒๐๖๗ เมื่อเอามาลบแล้ว การก่อสร้างถมหนองเอี้ยงแล้วการก่อพระเจ้าตนหลวง ๓๓ ปี จึงจะเป็นตนเป็นองค์ และ ๓๓ ปีนั้นไม่รู้ว่าใครมาเป็นเจ้าอาวาส ที่คิดก่อสร้างจริง ๆ มีสองตายายที่รับภาระจากพญานาค ตอนนี้เอามาจากตำนานพระเจ้าตนหลวงว่า ก่อนที่จะสร้างพระเจ้าตนหลวงนี้เป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาเทศนาสั่งสอนมาทั่วโลก
ตามประวัติว่ามาถึงเมืองเชียงใหม่แล้วก็เข้าไปเมืองรัฐฉาน ไปเมืองเงี้ยวต่าง ๆ ถึงเมืองยองแล้วเสด็จเข้ามาเมืองเชียงแสนมาสร้างพระธาตุเจ้า พระธาตุเมืองเชียงแสน แม่สาย ตอนนี้หลวงพ่อก็จำชื่อไม่ได้ วนเวียนไปท้องที่ของเชียงราย โยนกจากนั้นแล้วก็เสด็จเข้ามาเมืองพะเยาที่ดอยด้วน เมื่อมาถึงดอยด้วนก็ย่างเข้ามาในเชียงราย เมืองพาน มีภูแก่ง แซ่โหว้ จอมแว้ เป็นที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาก็เข้ามาในพะเยามาถึงจอมทองก่อนแล้วก็จากจอมทองไปดอยน้อย ไปม่อนจำศีล พระธาตุขิงแกง พระจอมแว้ อันนี้เวลาเสด็จลงมาที่ภูขวาง
จากนี้ก็เข้าจอมทองแล้วก็มีสองตายายนั้นทำไร่ทำสวน เมื่อรู้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว สองตายายคิดว่าจะเอาอะไรมาทำบุญตำนานว่ามีบ้านเรือนประชาชนสร้างอยู่รอบดอยจอมทอง เมื่อศรัทธาญาติโยมรู้ว่ามีพระพุทธเจ้ามาก็ชักชวนกันนำเอาข้าวปลาอาหารไปถวายเวลาไปถวายนั้นน้ำไม่ได้เอาไปเอาแต่ภัตตาหาร เวลาไปใส่บาตรพระพุทธเจ้าทำภัตกิจแล้วไม่มีน้ำฉันก็สั่งพระอานนท์ลงมาตักน้ำที่สระหนองเอี้ยงแต่ก่อนก็เป็นหนองลึก
พระอานนท์ลงมาถึงฝั่งหนองก็มีพญานาคแผ่พังพานปกคลุมก็เลยไม่ได้น้ำ จึงคิดว่าพญานาคปกปักษ์รักษาหนองน้ำก็ขึ้นไปกราบรายงานพระพุทธเจ้าให้รู้ว่ามีพญานาค พระพุทธเจ้าจึงจำเป็นเสด็จลงมาเองแสดงอิทธิฤทธิปาฎิหาริย์ให้พญานาคได้รู้สำนึกแล้วก็เสด็จลงมาจากดอยจอมทองมายืนอยู่ตรงหน้าพญานาค พญานาคได้แลเห็นรัศมีของพระพุทธเจ้าที่ได้แสดงปรากฏให้เห็นในเวลานั้นก็อัศจรรย์ใจแล้วพระพุทธเจ้ากำชับพญานาคว่า
“ เรานี้คือตถาคตพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราต้องการน้ำที่จะไปบริโภคแล้วสระแห่งนี้ไม่ใช่เราตถาคตเท่านั้น มีพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ ก็เสด็จมา ” เมื่อสำทับเช่นนั้นแล้วพระองค์ก็เสด็จขึ้นไป
พญานาคก็ให้พระอานนท์ตักเอาน้ำขึ้นไป เมื่อเสวยก็ฉันน้ำในที่นี้ ก็พูดว่าต่อไปเมื่อสิ้นศาสนาของพระตถาคตก็ให้สร้างพระศาสนาขึ้นในหนองเอี้ยงนี้ แล้วก็ประทับอยู่ดอยจอมทอง ๆ เป็นดอยที่ควรจะวางเกตุธาตุ ก็เอาพระหัตถ์มือขวาลูบคลำพระเศียรก็ได้เกศาเอามามอบให้พญาอินทร์ พญาอินทราเป็นผู้รักษาแล้วก็พญาอโศกและมหาราชเป็นผู้คุ้มครองพระเกศาไปทุกแห่ง พญาอโศกได้มอบให้นายช่างทอง นายช่างทองก็เอาบรรจุในผอบเงิน ผอบทอง แล้วก็นำฝั่งลงดอยจอมทองลึกลง ๗๐ วา ต่อมาพระพุทธองค์ได้ประกาศให้พญานาคว่าหลังจากพุทธปรินิพพานแล้วให้ท่านมาสร้างรากฐานพระพุทธศาสนาในหนองเอี้ยงแห่งนี้
อยู่ต่อมาจนพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานมาจนถึง พ.ศ. ๒๐๓๔ พญานาคสำนึกในพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่าให้วางหลักฐานพระพุทธศาสนาในหนองเอี้ยง พญานาคจึงมาหาสองตายายผู้ที่เลี้ยงเป็ดเลี้ยงห่านอยู่ที่ข้างหนองนั้น พญานาคเมื่อขึ้นมาแล้วก็เนรมิตตนขึ้นเป็นชีปะขาว นุ่งขาวห่มขาว นำเอาทองนั้นมามอบให้สองตายาย สองตายายเมื่อได้รับแล้วก็มาปรึกษากันที่จะถมหนองด้วยวิธีใดเอาทองมาปักแขวนไว้ให้ประชาชนโยนดินลงถมหนอง หนองเอี้ยงนี้ก็คือกว้าน แต่ก่อนไม่ใช่เรียกกว้าน กว้านนี้มาเรียกทีหลัง หนองเอี้ยงนี้อาจจะเป็นยุคที่พญางำเมืองกับพญาร่วง ( พ่อขุนรามคำแหง ) ในสมัยที่ขับไล่จับพญาร่วง พญาร่วงก็กลายเป็นนกเอี้ยงแล้วก็สร้างพระเจ้าตนหลวง เมื่อสำเร็จแล้ว ตั้งชื่อว่า พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา ในตำนานบอกเอาไว้
แล้ววัดศรีโคมคำนึกอยู่ว่าเกิดขึ้นเมื่อใด ความจริงเป็นพุทธทำนายว่าพระเจ้าตนหลวงนี้สร้างขึ้นเพื่ออยู่วัดศรีโคมคำ ได้ชื่อว่า วัดศรีโคมคำทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา เป็นพุทธทำนายไว้ เมื่อจะก่อสร้างพระเจ้าตนหลวง ถึงตอนนี้เมื่อสร้างขึ้นมาเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นองค์แล้ว ก็จารึกปีนั้น จารึกแผ่นนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์เชียงแสน แต่ก่อนอยู่วัดพระธาตุหริภุญไชยต่อมาภายหลังนี้ว่าวัตถุโบราณอยู่ที่ไหนให้เอาไปไว้ที่นั้น กรมศิลปกรก็ขนเอาจากเมืองพะเยาไปไว้ที่เชียงแสน แต่ก่อนเมืองพะเยาขึ้นอยู่กับจังหวัดเชียงราย เอาชื่อจังหวัดว่า เชียงรายมีพิพิธภัณฑ์อยู่ที่เชียงแสนก็ขนเอาที่ลำพูนไปไว้ที่เชียงราย
พระเจ้าตนหลวงสร้างเมื่อ ๒๐๓๔ สร้างเสร็จ ๒๐๖๗ ครบ ๓๓ ปี ตั้งแต่ ๒๐๖๗ พุทธศักราชมาจนถึงยุคหลัง เกิดสงครามหลายครั้งในล้านนาก็ไม่มีใครมาปราบมีแต่ข้าศึกพม่าหงสาวดี พากันมาเผาวัดเข้าปล้นเมื่อตีเมืองเชียงใหม่แล้วก็ขึ้นไปกรุงศรีอยุธยาตีขึ้นไปเวียงจันทร์ ประเทศลาว ตีเมืองแล้วก็ขนเอาผู้คน เอาสมบัติตั้งแต่เวียงจันทร์เอาไปไว้หงสาวดี ภายหลังตำนานว่าพระเจ้าหงสาวดีสิ้นพระชนม์ ข้าศึกที่ถูกขนเอาไปพากันกลับมาฟื้นฟู ฟื้นตัวดีแล้วก็ตีมาตั้งแต่ล้านนาพาเอาไปไว้เวียงจันทร์ พะเยาก็ขนเอาผู้คนที่รักษาพระเจ้าตนหลวง ๒๐ ครัวเรือน
คนทั้ง ๒๐ ครัวเรือนนี้พระเมืองแก้ว ถวายไว้ ๑๐ ครัวเรือน พระเมืองตู้ ๑๐ ครัวเรือน คือก่อนหน้านี้เมืองพะเยามีพระยาเมืองยี่ครอง ต่อมาก็สิ้นพระชนม์แล้วก็ลูกของพระยาเมืองยี่ คือพระยาหัวเคียนจนมาถึงพระยาเมืองตู้มาครองเมืองครั้งสุดท้าย ถ้าเทียบกับเมืองเชียงใหม่ก็คือพระเมืองแก้ว พระเมืองแก้วกับพระเมืองตู้นี้ในยุคเดียวกันแล้วก็สร้างพระเจ้าตนหลวง สร้างวิหาร อีกหนึ่งปีก็เสร็จ
[1] อาจารย์โรงเรียนพะเยาพิทยาคม
[2] เจ้าคณะจังหวัดพะเยา, รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
[3] ประธานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา, อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา
[4] เจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ, ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๖, ผู้อำนวยการหอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำ