คนเล็กหัวใจโต (เรื่องราวของเด็กต่างชาติกับการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพ)

  ติดต่อ

  “น้องจะกลัวหมอมาก ยิ่งรู้ว่าใกล้เวลาไปหาหมอจะร้องไห้ทุกครั้ง” แม่ยังเล่าอีกว่า “พ่อกับแม่มีบัตรแรงงานถูกต้อง ทำบัตรสุขภาพให้น้องแต่ถูกสวมสิทธิ์ คนทำบัตรรู้กันกับนายจ้างทำบัตรปลอมมาให้ ทำให้ทุกวันนี้ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลทุกอย่าง และค่ารักษาก็แพงมาก ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเงินที่ไหนมารักษา”  
ขออนุญาตนำเรื่องท่น้องคนหนึ่งเขียนมาลง เป้าหมายคือหาทางช่วยเหลือ เด็กต่างชาติที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ที่ต้องการหาเงินมารักษาตัวเองครับ
บอม
คนเล็กหัวใจโต
รัชนีกร ทองทิพย์ - [ 11 ส.ค. 49, 17:04 น. ]

 

ฉันและคณะเดินทางลงพื้นที่มหาชัยไปสมทบกับเจ้าหน้าที่ของ LPN เพื่อลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนของศูนย์การเรียน เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน โดยมีเจ้าหน้าที่ของโครงการ 2 คน และนักศึกษาฝึกงานอีก 3 คน เป็นผู้พาลงพื้นที่

ตามแผนที่วางไว้เราจะเข้าเยี่ยมเด็กที่เป็นโรคหัวใจที่กำลังรอรับการผ่าตัดจากโรงพยาบาลจำนวน 2 คน เพื่อไปเยี่ยมคนแรกเราเดินเข้าซอยปากซอยเป็นแผงลอยขายอาหารตอนเย็นผ่านโรงงานไม้ ฝุ่นจากโรงไม้คละปะปนในอากาศจนหายใจฝืด พบเด็กหญิง “มูมูเอ” ผู้อาสาพาเราไปยังที่พักแห่งใหม่ของน้อง “ชมพู่” เด็กหญิงอายุ 11 ปี ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจโตและหัวใจรั่ว ที่พักใหม่ของน้องชมพู่ไม่ได้ดีกว่าที่พักเดิมมากมายนัก แต่สิ่งที่ดีกว่าคือเรื่องของสภาพอากาศในบริเวณห้องพักที่ดีขึ้น เราเจอน้องชมพู่เด็กหญิงร่างเล็ก แขนยาวผอมแทบไม่มีเนื้อ แต่กุลีกุจอยกน้ำให้ผู้มาเยือน เมื่อถามถึงอาการเจ็บป่วย เด็กหญิงน้อยมีแววตาหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด “ชมพู่กลัวหมอ” เด็กน้อยพูด น้ำตาเริ่มคลอ แม่น้องชมพู่เล่าผ่านล่ามว่า “น้องจะกลัวหมอมาก ยิ่งรู้ว่าใกล้เวลาไปหาหมอจะร้องไห้ทุกครั้ง” แม่ยังเล่าอีกว่า “พ่อกับแม่มีบัตรแรงงานถูกต้อง ทำบัตรสุขภาพให้น้องแต่ถูกสวมสิทธิ์ คนทำบัตรรู้กันกับนายจ้างทำบัตรปลอมมาให้ ทำให้ทุกวันนี้ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลทุกอย่าง และค่ารักษาก็แพงมาก ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเงินที่ไหนมารักษา”


ชมพู่


ที่พักของน้องชมพู่


ยี

ที่พักของน้องยี
“เขาเป็นลูกคนเดียวที่ไม่สบาย แม่เป็นห่วงที่สุด”
แม่พูดพลางน้ำตาคลอ

“หนูอยากไปโรงเรียน อยากเรียนหนังสือ” น้องชมพู่บอกเรา วันแม่ปีนี้ที่ศูนย์การเรียนเด็กที่น้องชมพู่เรียนอยู่จะจัดกิจกรรมวันแม่ “วันแม่หนูอยากไปโรงเรียน อยากไหว้แม่ อยากบอกว่ารักแม่” เด็กหญิงน้อยบอกเราท่าทางอาย ๆ

ออกจากที่พักของน้องชมพู่เราเดินทางไปเยี่ยมรายที่สอง ที่เป็นเด็กชาย ชื่อ เด็กชาย “ยี” อายุ 13 ปี เข้ามาเมืองไทยได้ 7 เดือน อาศัยอยู่กับพี่สาวซึ่งทำงานแกะกุ้งที่โรงงานในมหาชัย ป่วยเป็นโรคหัวใจโต จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด

เราเดินเท้าเข้าสู่ที่พักของเด็กชายยี ทางเข้าเป็นซอยเล็ก ๆ ใกล้กันมี “ล้งกุ้ง” หรือ โรงงานแกะกุ้ง กลิ่นคาวของกุ้งโชยกลิ่นคละคลุ้งแตะจมูกจนเราต้องกลั้นหายใจ เดินจนสุดซอยจนถึงเรือนแถวไม้ 2 ชั้น แบ่งซอยเป็นห้องเล็ก ๆ มีเสื้อผ้าตากระเกะระกะ ด้านล่างซ้ายมือมีถังก่อปูนสูงประมาณเอวถูกจัดเป็นที่อาบน้ำกลางแจ้ง มีแรงงานพม่าทา “ตะนัดคา” (แป้งพม่า) เดินขวักไขว่ไปมาเนื่องจากเป็นเวลาเย็นใกล้ค่ำ

ฉันเดินตามเจ้าหน้าที่ของโครงการขึ้นไปยังชั้นสองของของเรือนพัก ทันทีที่เข้าไปฉันสะดุดตากับเด็กชายน้อย ๆ ร่างกายผ่ายผอมที่นั่งอยู่พร้อมเครื่องออกซิเจนช่วยหายใจ มองภายนอกยังไม่เห็นความแตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ แต่หากพิจารณาดูจะเห็นหน้าอกข้างซ้ายของหนูน้อยนูนสูงขึ้นอย่างผิดปกติขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของผู้ใหญ่สองกำปั้นมาซ้อนทับกัน

เยง พี่สาว ของ ด.ช.ยี หญิงสาวชาวพม่าวัย 23 ปี ผู้เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยกว่า 6 ปี แล้ว เล่าว่า “ต้องพาน้องชายมาอยู่เมืองไทยเพราะน้องเป็นโรคหัวใจ ก่อนหน้านี้น้องอยู่กับแม่ที่พม่า พอแม่เสียเลยต้องให้น้องเข้ามาอยู่ไทยด้วยกัน”

พี่สาวผู้มีอาชีพทำงานโรงงานหมึกบอกต่อว่าตนเองกับสามีรับรายได้วันละ 200 บาท ต้องเลี้ยงลูกน้อยวัยไม่ถึงขวบอีกหนึ่งคน แม้มีภาระค่าใช้จ่ายมากทั้งค่ากินค่าที่พักแต่ไม่คิดจะทิ้งน้องชายผู้เจ็บไข้ไว้ลำพัง “ต้องดูแลน้องให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเรามีกันแค่สองคนพี่น้อง” เยงพูดพร้อมน้ำตาคลอเบ้า

ตอนนี้ ด.ช.ยี เข้าเรียนที่ศูนย์การเรียนของเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ที่ดำเนินการเรียนการสอนให้เด็กลูกหลานแรงงานพม่าที่ทำงานในประเทศไทย เด็กน้อยพูดให้เราฟังว่า “ชอบเมืองไทย เพราะได้เรียนหนังสือ อยู่พม่าไม่ได้เรียน หนูชอบไปโรงเรียน” เด็กน้อยเล่าต่อว่า ตนเองเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายเร็ว ๆ ไม่ได้ เพราะเหนื่อยง่ายและเจ็บหัวใจ

เด็กน้อยเล่าอีกว่าตนเองอยากมีเพื่อนผู้ชายแต่เล่นด้วยไม่ไหว ตื่นเช้ามาตั้งแต่ 6 โมงเช้า แต่ตอนนี้ไม่ได้ไปเรียนเพราะไม่สบายและต้องเตรียมตัวรอการผ่าตัด กิจวัตรประจำวันเลยมีแค่เดินไปมาในห้องอย่างมากก็เดินออกไปยืนดูคนอื่น ๆ หน้าระเบียงห้อง บางคืนถ้าเหนื่อยมากก็นอนไม่หลับ

“อยากเล่นกับเพื่อนแต่เล่นไม่ได้ เพราะเล่นไม่ไหว อยากหายเร็วๆ” เด็กน้อยบอกเรา ยิ่งไปกว่านั้นเด็กน้อยรู้จักการดูแลตัวเองอย่างดีเพื่อรอรับการรักษาจากแพทย์คอยระวังไม่ให้ตัวเองเหนื่อย ไม่เล่นแม้อยากเล่น ไม่ทานสิ่งที่หมอห้าม แม้แต่ลูกอมหรือขนมหวานสิ่งที่เด็กเล็ก ๆ ทั่วไปจะชอบเด็กน้อยก็งดเว้น เพราะหมอบอกว่าต้องรักษาสุขภาพของช่องปากดี ๆ เพราะจะมีผลต่อร่างกาย แม้ยามที่เพื่อนร่วมคณะของเรายื่นลูกอมด้วยเพราะอาทรด้วยความไม่รู้ เด็กน้อยก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ

เด็กหญิงน้อยๆ วัย 7 ปี เพื่อนผู้คอยห่วงใยอาการของเด็กชายยี เล่าว่า ตนจะคอยอยู่เป็นเพื่อนของเด็กชายยี แม้บางครั้งจะทะเลาะกันบ้างตามประสาเด็ก แต่ตนก็อยากให้เพื่อนหายป่วย “อยากให้ยีหาย เพราะจะได้ไปโรงเรียนด้วยกันทั้งสองคน” เด็กหญิงพูด

สิ่งที่ฉันเห็นในแววตาของเด็กชายตัวเล็กแต่หัวใจแกร่งของเราคือ ความเข้มแข็ง ความหวัง พร้อมที่จะสู้แม้ร่างกายอ่อนล้า ฉันเป็นคนตัวโตๆ ที่หลายครั้งยังแอบล้า เหงา และ อ่อนแอ วันนี้การได้พูดคุยกับเด็กน้อยจากเมืองพม่า ผู้ไม่ท้อแม้โรคภัยจะรุมเร้า ช่วยเพิ่มแรงในหัวใจของฉัน

เด็กน้อยใช้ความหวังเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงหัวใจ และไม่ท้อแม้หัวใจดวงน้อยนั้นอ่อนแรง

สำหรับท่านที่ประสงค์ช่วยเหลือในเรื่องการรักษา กรุณาติดต่อ
คุณสมพงษ์ สระแก้ว หรือ คุณธณัฐฌา ธรรมยู
เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน
เบอร์โทร. 034-413748-9

รัชนีกร ทองทิพย์
นักวิจัย โครงการวิจัยการเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมของเด็กต่างชาติในประเทศไทย
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า(กรพ.)
สนับสนุนโดย องค์กร Action Aid (ประเทศไทย)

ข้อมูลจาก http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content2/show.pl?0429

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน democracy without borders

หมายเลขบันทึก: 44381, เขียน: , แก้ไข, 2012-05-25 13:56:45+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 7, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #แรงงานข้ามชาติจากพม่า#เด็กข้ามชาติ

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (7)

รายงาน การให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพ  กรณีเด็กต่างชาติ เด็กชายยีโดยเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน  (LPN) ผู้ป่วย   ด.ช. ยี ชาวพม่า มีฐานะยากจน ไม่มีสิทธิ์ในการรักษาอาการป่วย  ตรวจเบื้องต้นแพทย์วินิจฉัยว่า ป่วยเป็นโรคหัวใจรูมาติกความช่วยเหลือ    ครั้งที่ 1. ส่งตรวจที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร                       ครั้งที่ 2. ส่งตรวจที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี                 เบื้องต้นทางศูนย์ LPN ได้รับแจ้งคำร้องจากนางสาวยีน ไม่มีนามสกุล เลขที่บัตรต่างด้าว 00 7401 103571 8 ว่าประสบปัญหาการรักษาพยาบาล ด.ช.ยี ชาวพม่า อายุ 11 ปี  ป่วยด้วยโรคหัวใจ สังเกตเห็นจากหน้าอกข้างซ้ายโป่งนูนชัดและมีอาการหัวใจเต้นแรง เหนื่อยหอบ ทางพี่สาวได้แจ้งว่าเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร ซึ่งในส่วนของแพทย์ได้วินิจฉัย ด.ช.ยี ว่าเป็นโรคหัวใจรูมาติกโดยรับยาฆ่าเชื้อป้องกันเชื้อเข้าสู่ลิ้นหัวใจ ไว้รับประทาน อีกทั้งทางโรงพยาบาลสมุทรสาครประสบปัญหาเครื่องตรวจหัวใจ Echo ของชำรุด และไม่มีนโยบายในการรักษาต่างด้าวที่ไม่มีการจดทะเบียน กับต่างด้าวที่ไม่มีบัตรต่างด้าว   อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษาและผ่าตัดสูงมาก ทางศูนย์จึงประสานงานขอความอนุเคราะห์ ไปยังผู้อำนวยการ  สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  และนำผู้ป่วยเข้าตรวจรักษาเพื่อเข้ารับการรักษาขั้นต่อไป ประวัติการรักษาครั้งที่ 1 โรงพยาบาลสมุทรสาคร            วันที่ 29 30 มกราคม 2549 : เข้าพักรักษา(admit) โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเด็กป่วยเป็นโรคหัวใจโต และแจ้งให้ญาติพาตัวผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ            วันที่ 11 มีนาคม 2549 : เจ้าหน้าที่ LPN พาผู้ป่วยเข้าตรวจตามแพทย์นัด โดยเด็กมีอาการไอแห้ง ๆ มีไข้ น้ำมูกไหล และเจ็บหน้าอก เนื่องจากมีอาการไอมาตลอด 3 เดือน หน้าเหลือง ตาเหลือง แพทย์หญิงปาริชาติ แนะนำให้ทำการตรวจคลื่นหัวใจโดยละเอียดด้วยเครื่องตรวจ Echo เพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย            วันที่ 24 เมษายน 2549 : เจ้าหน้าที่ LPN พาผู้ป่วยเข้าตรวจตามแพทย์นัดอีกครั้ง เด็กมีอาการหน้าอกด้านซ้ายใหญ่ขึ้น แต่ทางโรงพยาบาลประสบปัญหาเครื่องตรวจ Echo ชำรุด จึงประสานงานทางโรงพยาบาลเพื่อทำเรื่องขอ Refer ไปยังโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ แต่ทางโรงพยาบาลสมุทรสาครไม่สามารถทำการ Refer ผู้ป่วยเนื่องจากเด็กไม่มีสิทธิ์ในการรักษาพยาบาล และเป็นต่างด้าวพม่า ประสบปัญหาไม่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาผ่าตัด  เจ้าหน้าที่ LPN จึงประสานขอความอนุเคราะห์ไปยังหน่วยงานสังคมสงเคราะห์เพื่อดำเนินการรักษาขั้นต่อไป            นายแพทย์เอกพร พรรณเชษฐ์ ทำการตรวจวินิจฉัยว่าเด็กเป็นหัวใจรั่ว แต่ไม่สามารถทำการรักษาขึ้นต่อไปได้เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่มีนโยบายช่วยเหลือต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิ์และไม่มีการจดทะเบียน โดยจะไม่ให้การรักษาใด ๆ ต่อไป                วันที่ 18 กรกฎาคม 2549 : เจ้าหน้าที่ LPN พาผู้ป่วยเข้า Admit ที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร ด้วยอาการหอบเหนื่อย ไม่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง และเด็กมีอาการเชื้อเข้าสู่ลิ้นหัวใจ  ครั้งที่ 2 สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี            วันที่ 20 กรกฎาคม 2549  : เจ้าหน้าที่ LPN พาผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลสมุทรสาคร เพื่อเข้ารักษาตัวต่อที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  โดยแผนก ER  ได้ให้ยืมชุดถังออกซิเจนในการเดินทาง  โดยทางสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี นัดตรวจ Echo หัวใจเด็กอีกครั้งวันที่ 25 กรกฎาคม 2549             วันที่ 25 กรกฎาคม 2549 : เจ้าหน้าที่ LPN พาผู้ป่วยเข้าตรวจ Echo หัวใจตามแพทย์นัด โดยครั้งนี้ทางสังคมสงเคราะห์สถาบันฯ เป็นผู้อนุเคราะห์ค่าใช้จ่าย ซึ่งจากผลการตรวจทีมแพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยทำการผ่าตัด Balloon หัวใจโดยด่วน ซึ่งผลการตรวจออกมาดังนี้            ECHO DIAG Rheumatic MS (105.0)                Detail Echocardiographic Diagnosis : Mitral Stenosis                 Severe Rheumatic MS-         MV A PHT 1.03 cm2-         MPG 19 mmHg-         Calcify mitral annulus and papillary muscles-         Smoky appearance of the LA-         No clot was seen in LA appendageMild MRMild TR, PG 120 mmHgNormal tricuspid, pulmonic and aortic valves                 โดยทีมแพทย์ขอนัดยืนยันการผ่าตัดในวันที่ 9 สิงหาคม 2549 ซึ่งทางเจ้าหน้าเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ได้ดำเนินการประสานงานไปยังองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขอความอนุเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการรักษาผ่าตัดให้กับผู้ป่วย แต่ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายซึ่งยังไม่สามารถรองรับการช่วยเหลือครั้งนี้ โดยเบื้องต้นค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดอยู่ที่ 80,000 บาท (ไม่รวมค่าAdmit และค่ายาหลังจากผ่าตัด)
รายงาน การให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพกรณีเด็กต่างชาติ ชื่อเด็กชายบุญเกิดโดยเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน  (LPN) ผู้ป่วย       ด.ช.บุญเกิด ชาวพม่า มีฐานะยากจน ไม่มีสิทธิ์ในการรักษาอาการป่วย  ตรวจเบื้องต้นแพทย์วินิจฉัยว่า ป่วยเป็นโรคผนังหัวใจรั่ว และกลับด้าน                 ผู้ป่วยต้องรับการผ่าตัดศัลยกรรมข้อมือข้างซ้ายความช่วยเหลือ   ส่งตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ             เบื้องต้นทางศูนย์ได้ทราบจากแผนกสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาลสมุทรสาคร ในการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว นางสาวสี ไม่มีนามสกุล เลขประจำตัวต่างด้าว 00 7499 115438-3 โดยมีสิทธิประกันสุขภาพที่โรงพยาบาลศรีวิชัย 5 แต่ได้ทำคลอดบุตรที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร ซึ่งบุตรชาย ชื่อ ด.ช. บุญเกิด ไม่มีนามสกุล มีอาการข้อมือข้างซ้ายพับ  เมื่อครบกำหนด 6 เดือนจึงนำบุตรชายเข้าตรวจเพื่อทำการผ่าตัดข้อมือ แต่เนื่องจากแพทย์ได้ตรวจพบว่า ด.ช. บุญเกิด มีอาการของโรคหัวใจรั่ว และน้ำหนักตัวน้อย จึงไม่สามารถทำการผ่าตัดศัลยกรรมให้ได้ และเด็กไม่สามารถกินนมแม่ได้ตามปกติ ต้องดื่มนมกระป๋อง ซึ่งแพทย์แนะนำให้นางสาวสี นำตัวบุตรชายไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ  โรงพยาบาลศิริราช            วันที่ 25 กรกฎาคม 2549 : เจ้าหน้าที่ LPN นำผู้ป่วยเข้าตรวจตามนัด โดยผลการตรวจเด็กชายบุญเกิด อายุ 8 เดือน มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ทำการนัดตรวจอีก 3 เดือนเพื่อดูน้ำหนักอีกครั้ง จึงสามารถทำการผ่าตัดหัวใจ ซึ่งเด็กมีอาการผนังหัวใจรั่ว และกลับด้าน  หลังจากนั้นจึงจะสามารถทำการศัลยกรรมข้อมือได้
รายงาน การให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพกรณีเด็กต่างชาติ  เด็กหญิงชมพู่โดยเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน  (LPN) ผู้ป่วย   ด.ญ.ชมพู่  ชาวพม่า มีฐานะยากจน ไม่มีสิทธิ์ในการรักษาอาการป่วย  ตรวจเบื้องต้นแพทย์วินิจฉัยว่า ป่วยเป็นโรคหัวใจรั่ว และช่องปากปวดบวมอักเสบความช่วยเหลือ  ครั้งที่ 1. ส่งตรวจที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร                     ครั้งที่ 2. ส่งตรวจที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี             เบื้องต้นทางศูนย์ได้ทราบจากทีมแพทย์โรงพยาบาลสมุทรสาคร ในวันตรวจสุขภาพประจำปี 2549 ของศูนย์การเรียนรู้ LPN ว่า ด.ญ.ชมพู่ ชาวพม่า  เป็นโรคหัวใจรั่ว  และไม่มีนโยบายในการรักษาต่างด้าวที่ไม่มีการจดทะเบียนและต่างด้าวที่ไม่มีบัตรต่างด้าว  อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษาและผ่าตัดสูงมาก ทางศูนย์จึงทำจดหมายขอความอนุเคราะห์ ไปยังผู้อำนวยการ  สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  และนำผู้ป่วยเข้าตรวจรักษา ครั้งที่ 1 โรงพยาบาลสมุทรสาคร            นายแพทย์เอกพร พรรณเชษฐ์ ทำการตรวจวินิจฉัยว่าเด็กเป็นหัวใจรั่ว แต่ไม่สามารถทำการรักษาขึ้นต่อไปได้เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่มีนโยบายช่วยเหลือต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิ์และไม่มีการจดทะเบียน โดยจะไม่ให้การรักษาใด ๆ ต่อไป ครั้งที่ 2 สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีผลการตรวจวันที่ 1 กรกฎาคม 2549             แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นหัวใจรั่วข้างขวา เด็กมีอาการช่องปากและฟันอักเสบ จึงนัดตรวจทัณตกรรม วันที่ 5 กรกฎาคม 2549  และนัดตรวจ Echo หัวใจ วันที่ 7 กรกฎาคม 2549  และวันนี้ให้ยาฆ่าเชื้อเพื่อระงับเชื้อเข้าสู่ลิ้นหัวใจ  ผลการตรวจวันที่ 5 กรกฎาคม 2549            แพทย์แผนกทันตกรรมตรวจพบฟันอักเสบ ต้องทำการให้ยาก่อนรักษา แต่ไม่สามารถดำเนินการทันทีเนื่องจากเด็กเป็นโรคหัวใจรั่ว การให้ยาจะส่งผลต่อหัวใจ จึงส่งตรวจไปยังแผนกโรคหัวใจ ซึ่งผลการตรวจด้วยเครื่อง Echo ทีมแพทย์แจ้งว่าเด็กมีอาการเลือดเข้าหัวใจผิดห้อง และความดันในปอดสูงมาก ต้องทำการผ่าตัดโดยการสวนหัวใจก่อนการผ่าตัด ซึ่งมาค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดประมาณ 100,000 บาท เบื้องต้น  ทางศูนย์จึงขอความอนุเคราะห์ในการดำเนินการรักษาต่อไป
ด้านบนเป็นรายงานของ เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ต้องขออนุญาตนำมาเผยแพร่ด้วย เพราะเป็นข้อมูลพื้นฐานของน้องทั้งสามคนครับ

ด้านล่างนี้เป็นข้อความที่ได้รับจาก e-mail จากคุณสมพงษ์(ตุ่น) แจ้งความคืบหน้ากรณี "ยี"ครับ

ทางมหาชัยตอนนี้มีอยู่ 3  เคส  แต่คาดว่าจะมีมากกว่านี้มาก เมื่อวานวันที่ 9  สค  พาน้องยีไปหาหมอที่โรงพยาบาลแม่แด็ก กรุงเทพ ทราบว่าต้องผ่าตัดขนานใหญ่ใช้เงินมากกว่า  สองแสนบาท  ทางเราได้คุยกับหมอว่าเราอยากให้มีการช่วยกันครึ่งหนึ่ง ตอนนี้ก็พยายามหางบว่าจะหามาจากไหนบ้างก็ช่วยกันอยู่  หากไม่ช่วยตอนนี้  ทุกเวลามีโอกาสไปมาก หากเกินหกเดือนก็หมดสิทธิ์รักษาแล้ว

       ผมคิดว่า  ปัญหาสุขภาพในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ เด็กและครอบครัว เป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตที่หลายหน่วยงานไม่พึงแต่ทำเชิงนโยบายจากข้างบนมาข้างล่าง ซึ่งไม่ได้ผลในวันสองวัน อยากให้เริ่มจากปัญหาที่อาการ รากเหง้าก่อน  และในระดับปฏิบัติการแต่ละจังหวัด  ส่งต่อในระดับประเทศ
       ลองมาทำกองทุนสุขภาพไร้พรมแดนดูน่าจะดี เพราะต้องพึ่งตนเองแล้วหละ
       หากว่างๆ  พวกเราหาโอกาสมาคุยกันนะครับ  ก่อนที่หลายอย่างจะสายเกินไป แล้วมาเสียใจภายหลัง
ตุ่น  LPN

อยากร้องไห้เนาะ....

rucha
เขียนเมื่อ 

อาจารย์อย่าได้แต่ร้องไห้คนเดียวนะ