ขออนุญาตนำเรื่องท่น้องคนหนึ่งเขียนมาลง เป้าหมายคือหาทางช่วยเหลือ เด็กต่างชาติที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ที่ต้องการหาเงินมารักษาตัวเองครับ
บอม
คนเล็กหัวใจโต
รัชนีกร ทองทิพย์ - [ 11 ส.ค. 49, 17:04 น. ]

 

ฉันและคณะเดินทางลงพื้นที่มหาชัยไปสมทบกับเจ้าหน้าที่ของ LPN เพื่อลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนของศูนย์การเรียน เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน โดยมีเจ้าหน้าที่ของโครงการ 2 คน และนักศึกษาฝึกงานอีก 3 คน เป็นผู้พาลงพื้นที่

ตามแผนที่วางไว้เราจะเข้าเยี่ยมเด็กที่เป็นโรคหัวใจที่กำลังรอรับการผ่าตัดจากโรงพยาบาลจำนวน 2 คน เพื่อไปเยี่ยมคนแรกเราเดินเข้าซอยปากซอยเป็นแผงลอยขายอาหารตอนเย็นผ่านโรงงานไม้ ฝุ่นจากโรงไม้คละปะปนในอากาศจนหายใจฝืด พบเด็กหญิง “มูมูเอ” ผู้อาสาพาเราไปยังที่พักแห่งใหม่ของน้อง “ชมพู่” เด็กหญิงอายุ 11 ปี ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจโตและหัวใจรั่ว ที่พักใหม่ของน้องชมพู่ไม่ได้ดีกว่าที่พักเดิมมากมายนัก แต่สิ่งที่ดีกว่าคือเรื่องของสภาพอากาศในบริเวณห้องพักที่ดีขึ้น เราเจอน้องชมพู่เด็กหญิงร่างเล็ก แขนยาวผอมแทบไม่มีเนื้อ แต่กุลีกุจอยกน้ำให้ผู้มาเยือน เมื่อถามถึงอาการเจ็บป่วย เด็กหญิงน้อยมีแววตาหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด “ชมพู่กลัวหมอ” เด็กน้อยพูด น้ำตาเริ่มคลอ แม่น้องชมพู่เล่าผ่านล่ามว่า “น้องจะกลัวหมอมาก ยิ่งรู้ว่าใกล้เวลาไปหาหมอจะร้องไห้ทุกครั้ง” แม่ยังเล่าอีกว่า “พ่อกับแม่มีบัตรแรงงานถูกต้อง ทำบัตรสุขภาพให้น้องแต่ถูกสวมสิทธิ์ คนทำบัตรรู้กันกับนายจ้างทำบัตรปลอมมาให้ ทำให้ทุกวันนี้ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลทุกอย่าง และค่ารักษาก็แพงมาก ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเงินที่ไหนมารักษา”


ชมพู่


ที่พักของน้องชมพู่


ยี

ที่พักของน้องยี
“เขาเป็นลูกคนเดียวที่ไม่สบาย แม่เป็นห่วงที่สุด”
แม่พูดพลางน้ำตาคลอ

“หนูอยากไปโรงเรียน อยากเรียนหนังสือ” น้องชมพู่บอกเรา วันแม่ปีนี้ที่ศูนย์การเรียนเด็กที่น้องชมพู่เรียนอยู่จะจัดกิจกรรมวันแม่ “วันแม่หนูอยากไปโรงเรียน อยากไหว้แม่ อยากบอกว่ารักแม่” เด็กหญิงน้อยบอกเราท่าทางอาย ๆ

ออกจากที่พักของน้องชมพู่เราเดินทางไปเยี่ยมรายที่สอง ที่เป็นเด็กชาย ชื่อ เด็กชาย “ยี” อายุ 13 ปี เข้ามาเมืองไทยได้ 7 เดือน อาศัยอยู่กับพี่สาวซึ่งทำงานแกะกุ้งที่โรงงานในมหาชัย ป่วยเป็นโรคหัวใจโต จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด

เราเดินเท้าเข้าสู่ที่พักของเด็กชายยี ทางเข้าเป็นซอยเล็ก ๆ ใกล้กันมี “ล้งกุ้ง” หรือ โรงงานแกะกุ้ง กลิ่นคาวของกุ้งโชยกลิ่นคละคลุ้งแตะจมูกจนเราต้องกลั้นหายใจ เดินจนสุดซอยจนถึงเรือนแถวไม้ 2 ชั้น แบ่งซอยเป็นห้องเล็ก ๆ มีเสื้อผ้าตากระเกะระกะ ด้านล่างซ้ายมือมีถังก่อปูนสูงประมาณเอวถูกจัดเป็นที่อาบน้ำกลางแจ้ง มีแรงงานพม่าทา “ตะนัดคา” (แป้งพม่า) เดินขวักไขว่ไปมาเนื่องจากเป็นเวลาเย็นใกล้ค่ำ

ฉันเดินตามเจ้าหน้าที่ของโครงการขึ้นไปยังชั้นสองของของเรือนพัก ทันทีที่เข้าไปฉันสะดุดตากับเด็กชายน้อย ๆ ร่างกายผ่ายผอมที่นั่งอยู่พร้อมเครื่องออกซิเจนช่วยหายใจ มองภายนอกยังไม่เห็นความแตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ แต่หากพิจารณาดูจะเห็นหน้าอกข้างซ้ายของหนูน้อยนูนสูงขึ้นอย่างผิดปกติขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของผู้ใหญ่สองกำปั้นมาซ้อนทับกัน

เยง พี่สาว ของ ด.ช.ยี หญิงสาวชาวพม่าวัย 23 ปี ผู้เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยกว่า 6 ปี แล้ว เล่าว่า “ต้องพาน้องชายมาอยู่เมืองไทยเพราะน้องเป็นโรคหัวใจ ก่อนหน้านี้น้องอยู่กับแม่ที่พม่า พอแม่เสียเลยต้องให้น้องเข้ามาอยู่ไทยด้วยกัน”

พี่สาวผู้มีอาชีพทำงานโรงงานหมึกบอกต่อว่าตนเองกับสามีรับรายได้วันละ 200 บาท ต้องเลี้ยงลูกน้อยวัยไม่ถึงขวบอีกหนึ่งคน แม้มีภาระค่าใช้จ่ายมากทั้งค่ากินค่าที่พักแต่ไม่คิดจะทิ้งน้องชายผู้เจ็บไข้ไว้ลำพัง “ต้องดูแลน้องให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเรามีกันแค่สองคนพี่น้อง” เยงพูดพร้อมน้ำตาคลอเบ้า

ตอนนี้ ด.ช.ยี เข้าเรียนที่ศูนย์การเรียนของเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ที่ดำเนินการเรียนการสอนให้เด็กลูกหลานแรงงานพม่าที่ทำงานในประเทศไทย เด็กน้อยพูดให้เราฟังว่า “ชอบเมืองไทย เพราะได้เรียนหนังสือ อยู่พม่าไม่ได้เรียน หนูชอบไปโรงเรียน” เด็กน้อยเล่าต่อว่า ตนเองเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายเร็ว ๆ ไม่ได้ เพราะเหนื่อยง่ายและเจ็บหัวใจ

เด็กน้อยเล่าอีกว่าตนเองอยากมีเพื่อนผู้ชายแต่เล่นด้วยไม่ไหว ตื่นเช้ามาตั้งแต่ 6 โมงเช้า แต่ตอนนี้ไม่ได้ไปเรียนเพราะไม่สบายและต้องเตรียมตัวรอการผ่าตัด กิจวัตรประจำวันเลยมีแค่เดินไปมาในห้องอย่างมากก็เดินออกไปยืนดูคนอื่น ๆ หน้าระเบียงห้อง บางคืนถ้าเหนื่อยมากก็นอนไม่หลับ

“อยากเล่นกับเพื่อนแต่เล่นไม่ได้ เพราะเล่นไม่ไหว อยากหายเร็วๆ” เด็กน้อยบอกเรา ยิ่งไปกว่านั้นเด็กน้อยรู้จักการดูแลตัวเองอย่างดีเพื่อรอรับการรักษาจากแพทย์คอยระวังไม่ให้ตัวเองเหนื่อย ไม่เล่นแม้อยากเล่น ไม่ทานสิ่งที่หมอห้าม แม้แต่ลูกอมหรือขนมหวานสิ่งที่เด็กเล็ก ๆ ทั่วไปจะชอบเด็กน้อยก็งดเว้น เพราะหมอบอกว่าต้องรักษาสุขภาพของช่องปากดี ๆ เพราะจะมีผลต่อร่างกาย แม้ยามที่เพื่อนร่วมคณะของเรายื่นลูกอมด้วยเพราะอาทรด้วยความไม่รู้ เด็กน้อยก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ

เด็กหญิงน้อยๆ วัย 7 ปี เพื่อนผู้คอยห่วงใยอาการของเด็กชายยี เล่าว่า ตนจะคอยอยู่เป็นเพื่อนของเด็กชายยี แม้บางครั้งจะทะเลาะกันบ้างตามประสาเด็ก แต่ตนก็อยากให้เพื่อนหายป่วย “อยากให้ยีหาย เพราะจะได้ไปโรงเรียนด้วยกันทั้งสองคน” เด็กหญิงพูด

สิ่งที่ฉันเห็นในแววตาของเด็กชายตัวเล็กแต่หัวใจแกร่งของเราคือ ความเข้มแข็ง ความหวัง พร้อมที่จะสู้แม้ร่างกายอ่อนล้า ฉันเป็นคนตัวโตๆ ที่หลายครั้งยังแอบล้า เหงา และ อ่อนแอ วันนี้การได้พูดคุยกับเด็กน้อยจากเมืองพม่า ผู้ไม่ท้อแม้โรคภัยจะรุมเร้า ช่วยเพิ่มแรงในหัวใจของฉัน

เด็กน้อยใช้ความหวังเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงหัวใจ และไม่ท้อแม้หัวใจดวงน้อยนั้นอ่อนแรง

สำหรับท่านที่ประสงค์ช่วยเหลือในเรื่องการรักษา กรุณาติดต่อ
คุณสมพงษ์ สระแก้ว หรือ คุณธณัฐฌา ธรรมยู
เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน
เบอร์โทร. 034-413748-9

รัชนีกร ทองทิพย์
นักวิจัย โครงการวิจัยการเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมของเด็กต่างชาติในประเทศไทย
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า(กรพ.)
สนับสนุนโดย องค์กร Action Aid (ประเทศไทย)

ข้อมูลจาก http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content2/show.pl?0429