ความอยากเขียนบันทึกมีทุกวันทุกคืนครับ แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลได ค่ำคืนของผมซึ่งเป็นเวลาประจำสำหรับการเขียนบันทึกมันถูกพรากไปจากการเขียน ทั้งๆ ที่ผมก็นั่งอยู่หน้าจอมอนิเตอร์เช่นเดิมเหมือนทุกๆ คืน ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ฮิฮิ พูดเหมือนจะยาวไกลเลยครับ อือ แต่จริงๆ ผมก็เป็นแบบนี้มาเกือบ 20 ปีแล้วครับ

หลายเดือนก่อน ผมได้รับคำเชิญชวนสำหรับการเริ่มงานวิจัยชิ้นใหม่ ซึ่งความจริงผมได้ยินเกี่ยวกับงานชิ้นนี้มานานแล้วครับ และเบื้องต้นคือ ผมไม่ค่อยจะสนใจอยากทำมันเอง (หมายถึงให้ช่วยได้นิดหน่อย) แต่จนแล้วจนรอดครับ ผมก็ไปตกปากรับคำต่อคำชวนจนได้ครับ ในฐานะหัวหน้าโครงการย่อย ซึ่งจุดที่ทำให้ผมรับโครงการนี้มีเพียงประเด็นเดียวครับ นั้นคือ มันเป็นงานวิจัยแบบปฏิบัติการและยิ่งไปกว่านั้นได้ยินแว่วๆ ข้างหูว่ามันเป็นการวิจัยแบบ par (Partipatory Action Research) มันยิ่งยั่วใจผมยิ่งนักครับ

ต้องบอกว่า ผมค่อนข้างจะคลั่งไคล้การวิจัยแบบมีส่วนร่วมครับ เพราะจากที่ได้เริ่มทำการวิจัยมาตั้งแต่การทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท เป็นการวิจัยแบบทดลองในแนว r&d จากนั้นพอมาเป็นอาจารย์ งานแรกที่อยากลองทำคือวิจัยแบบเชิงสำรวจ (เชิงปริมาณ) สรุปตอนนั้นคือ ผมไม่ชอบสถิติ ผมอธิบายค่าที่ได้จากสถิติ จากแบบสอบถามได้ไม่ลึกเหมือนที่ผมอยากรู้ กว่าวิจัยชิ้นนี้จะเสร็จได้ กินเวลาไปเยอะครับ ที่สำคัญตามมาด้วยความรู้สึกเสียดายเวลาตัวเองที่ไปทำ

ผมได้รับการจุดประกายงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะที่เป็นงานลักษณะของการมีส่วนร่วมจาก สกว.ภาค (ตอนนี้เป็น สกว.ท้องถิ่น) อันเนื่องจากถ้าผมจะได้รับอนุมัติโครงการก็ต้องด้วยงานวิจัยแนวนี้ เชื่อไม่เชื่อ งานเสร็จ ดำเนินกิจกรรมครบครัน แต่ตัวรายงานที่เขียนส่งไป คนอ่านหาจุดที่เป็น par ไม่เจอ เลยต้องเอากลับมาปรับใหม่ เขียนใหม่ ชนิดที่ว่ารื้อยกเล่ม แล้วนั้นคือที่มาที่ทำให้ผมรักที่จะวิจัยแนวๆ นี้ครับ

ผมมักจะได้ยินเสียงบ่นจากคนให้ทุนว่า งานวิจัยแนวนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ค่อยชอบทำ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเช่นนั้นครับ ด้วยหลายเหตุผล เช่น

- งานวิจัยแบบนี้มันต้องเอาตัวไปคลุกอยู่ภาคสนามจริงๆ แล้วไม่ใช่คลุกอย่างเดียวครับ เพราะถ้าคลุกเพื่อสังเกต เก็บข้อมูลเงียบๆ ก็ไม่ใช่ par ครับ แต่การคลุกแบบนี้ต้องไปกระตุ้นให้คนที่เราไปคลุกอยู่ด้วยเกิดอยากทำในสิ่งที่เรา (นักวิจัยต้องการ) ดังนั้นอย่างแรกของความสำเร็จคือ ต้องเอาทั้งตัวและหัวใจไปทำ ไปให้กับเป้าหมายของเราครับ ไม่งั้นเกือบจะบอกได้ว่าไม่เห็นความสำเร็จแน่ๆ งานวิจัยแนวนี้ชิ้นแรกของผมพยายามคลำหาจุดแรกที่จะเป็นเงื่อนไขความสำเร็จอันนี้ค่อนข้างนานพอสมควรครับ อันเนื่องจากประเด็นที่จะทำวิจัยมันมองผลกระทบได้หลายแง่ครับ ผมใช้กระบวนการเยอะในขั้นตอนนี้ ทั้งเวทีคุย คุยแบบตัวต่อตัว เอานักวิชาการมาคุย และที่สำคัญเราต้องตาไวครับ เล็งจะจับคนที่เรามั่นใจว่าเขาจะขับเคลื่อนกลุ่มทั้งกลุ่มไปยังเป้าหมายของเราได้ นักวิจัยต้องสร้างความเชื่อมั่น ความไว้วางใจให้กับกลุ่มเป้าหมายให้ได้ครับ ด้วยแค่เงื่อนไขนี้อาจารย์ที่มีงานสอนและงานอื่นๆ ก็อ่อนใจแล้วครับ

- อย่างต่อมา หลายคน (นักวิชาการ) ตั้งคำถามว่า การวิจัยอย่างนี้เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ตรงไหน อันนี้ผมเคยได้ยินการแลกเปลี่ยนในหลายเวทีครับ ซึ่งส่วนตัวเลยมั่นใจมากว่า งานวิจัยแนวนี้เป็นก่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ที่ครอบคลุมครับ ต่างจากงานวิจัยที่ศึกษาบางประเด็นแล้วสรุปเอา เพียงแต่คนทำวิจัยต้องไม่ละทิ้งกระบวนการวิจัยที่ยืนอยู่บนฐานงานวิชาการก่อนครับ การสร้างงาน สร้างกิจกรรมต้องสร้างจากฐานความรู้มาก่อนครับ จุดสำคัญการอธิบายปรากฏการณ์ที่ปรากฏได้ด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการ เป็นสำคัญ

ผมกลับมองสองประเด็นข้างต้นเป็นความน่าสนใจครับ เพราะถ้าได้สองอย่างนั้นมาแล้ว งานวิจัยดังกล่าวน่าสนใจมากขึ้น ที่สำคัญตัวนักวิจัยเองจะได้ทุนทางสังคม ได้พื้นที่ของการวิจัยมากขึ้นครับ ผมได้กำลังใจ ได้พลังในการทำงานมากขึ้นทุกครั้งที่ผมลงพื้นที่ทำวิจัย และเราจะรับรู้ได้ทันทีที่เราเริ่มงานครับว่า งานวิจัยของเรามีความสำคัญเพียงใด แค่นี้มันก็ทำให้งานวิจัยแนวนี้ผูกใจผมไว้ได้ตลอดมาครับ