วัดศรีโคมคำ วัดแห่งนี้มีชื่อเรียกขานถึง ๔ ชื่อ ๑) ที่ชื่อว่า วัดพระเจ้าตนหลวง เพราะมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่สูง ๓๒ ศอก นามว่าพระเจ้าตนหลวง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปเชียงแสน ๒) ที่ชื่อว่า วัดหนองเอี้ยง เพราะคติโบราณได้ชื่อตามตำนานว่าพระโพธิสัตว์เป็นนกเอี้ยงมาดื่มน้ำ ณ หนองน้ำแห่งนี้ได้ถูกเหยี่ยวจิกตีตาย ณ ที่ดังกล่าว จึงได้ชื่อรวมกันว่า พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา ๓) ที่ชื่อว่า วัดหลวงนอก เพราะเป็นพระอารามหลวง ซึ่งมีความหมายว่าอยู่นอกเวียง หรืออีกประการหนึ่งเพื่อให้พ้องกับวัดหลวงราชสัณฐาน (วัดหลวงใน) ซึ่งเป็นวัดในเวียง และตามประวัติเป็นที่ประทับแห่งพระสังฆราชเมืองพะเยา ๔) ที่ชื่อว่า วัดศรีโคมคำ เพราะมีการบันทึกไว้ในตำนาน

๑.ชื่อบ้าน-ภูมิเมืองอำเภอพะเยา

                อำเภอเมือง เป็นจุดศูนย์รวมของหน่วยงานราชการต่างๆ ของจังหวัดพะเยา ปัจจุบันมีเขตการปกครองจำนวน ๑๓ ตำบล ๑๗๙ หมู่บ้าน ประกอบด้วย ตำบลเวียง ตำบลแม่ต๋ำ ตำบลจำป่าหวาย ตำบลบ้านใหม่ ตำบลแม่ใส ตำบลแม่นาเรือ ตำบลบ้านตุ่น ตำบลบ้านต้ำ ตำบลต๋อม ตำบลท่าจำปี ตำบลแม่ปืม ตำบลแม่กา และตำบลบ้านสาง มีรายละเอียดดังนี้

 

๑.๑. ตำบลเวียง           

     ตำบลเวียง ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองพะเยา โดยมี อาณาเขตดังนี้ ทิศเหนือ ติดกับตำบลท่าวังทองและตำบลบ้านต๋อม ทิศใต้ ติดกับตำบลแม่กา ทิศตะวันออก ติดกับตำบลจำป่าหวาย ทิศตะวันตก ติดกับตำบลสันป่าม่วง ตำบลสาง และตำบลตุ่น  ตำบลเวียงรวมกับตำบลแม่ต๋ำเป็นเขตเทศบาลเมืองพะเยา และได้แบ่งออกเป็นทั้งหมด ๑๓ ชุมชน โดยตำบลเวียงรับผิดชอบ ๗ ชุมชน ตำบลแม่ต๋ำรับผิดชอบ ๖ ชุมชน

     ดังนั้น ชุมชนที่มีที่มาของชื่อบ้าน-ภูมิเมืองและน่าสนใจ มีดังนี้

  • ชุมชนวัดศรีอุโมงค์คำ        เดิมชื่อชุมชนวัดสูง เพราะตั้งอยู่บนเนินที่สูง

เป็นสง่าในใจกลางเมืองพะเยา คำว่า “ศรี” มาจาก สิริ ซึ่งถือว่าเป็นมงคล ส่วนคำว่า อุโมงค์ เพราะใต้ฐานพระวิหารเคยเป็นอุโมงค์ ในเรื่องดังกล่าวนี้มี ๒ ทัศนะว่าสามารถเดินทะลุถึงกว้านพะเยาได้ประการหนึ่ง เป็นหลุมหลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒  ประการหนึ่ง ปัจจุบันทางวัดได้ปิดทางเข้าเพื่อป้องกันเหตุหลายๆ ประการ ส่วน คำ หมายถึง ทองคำ เมื่อรวมกันแล้วจะมีความหมายว่า อุโมงค์แห่งทองคำที่เป็นสิริมงคล นั้นเอง

  • บ้านท่า   เป็นบ้านที่อยู่ในชุมชนวัดศรีอุโมงค์คำ คำว่า บ้านท่า หมายถึงท่า

น้ำที่ชาวบ้านใช้ขึ้นมาจากกว๊านพะเยาเพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ขึ้นท่ามาหลังจากหาปลา หรือสาหร่ายมาขาย เป็นท่าเรือที่ชาวบ้านอีกฟากกว๊านหนึ่งใช้สัญจรและขึ้นท่าเพื่อทำธุระและค้าขายในตัวเมือง

  • ชุมชนวัดศรีโคมคำ วัดแห่งนี้มีชื่อเรียกขานถึง ๔ ชื่อ ๑) ที่ชื่อว่า วัดพระเจ้าตนหลวง เพราะมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่สูง ๓๒ ศอก นามว่าพระเจ้าตนหลวง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปเชียงแสน  ๒) ที่ชื่อว่า วัดหนองเอี้ยง เพราะคติโบราณได้ชื่อตามตำนานว่าพระโพธิสัตว์เป็นนกเอี้ยงมาดื่มน้ำ ณ หนองน้ำแห่งนี้ได้ถูกเหยี่ยวจิกตีตาย ณ ที่ดังกล่าว จึงได้ชื่อรวมกันว่า พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา ๓) ที่ชื่อว่า วัดหลวงนอก เพราะเป็นพระอารามหลวง ซึ่งมีความหมายว่าอยู่นอกเวียง หรืออีกประการหนึ่งเพื่อให้พ้องกับวัดหลวงราชสัณฐาน (วัดหลวงใน)  ซึ่งเป็นวัดในเวียง และตามประวัติเป็นที่ประทับแห่งพระสังฆราชเมืองพะเยา ๔) ที่ชื่อว่า วัดศรีโคมคำ เพราะมีการบันทึกไว้ในตำนาน [1]  บางมติก็ว่าให้แปลความหมายตามตัวได้ว่า ศรี มาจากสิริ โคม คือโคมไฟ ส่วน คำ คือทองคำ เมื่อรวมกันแล้วจะมีความหมายว่า  โคมทองอันเป็นมิ่งมงคล หรืออีกชื่อหนึ่งว่า บ้านวัดหลวง     สมัยพระเจ้าเมืองแก้วพระเจ้าเมืองตู้ ได้มอบให้คนดูแลพระเจ้าตนหลวงหลังจากสร้างเสร็จ ฝ่ายละ ๑๐ ครอบครัว ต่อมาได้ถูกต้อนไปใน ๕  หัวเมือง และผู้คนเหล่านั้นกลัวว่าประวัติพระเจ้าตนหลวงจะสูญหายจึงได้ส่งประวัติมาจาก   เวียงจันทร์ ประเทศลาว
  • ชุมชนหลวงราชสัณฐาน มาจากการที่เป็นพระอารามที่กษัตริย์ในสมัยนั้น

ได้สร้างขึ้น ประกอบกับแต่เดิมพระสังฆราชเมืองพะเยาทรงประทับอยู่ ณ วัดแห่งนี้ 

  • วัดหลวงราชสัณฐาน (วัดหลวงใน) กับวัดไชยอาวาส (วัดประตูเหล็ก) ถือ

ว่าเป็นวัดพี่-วัดน้อง มีเรื่องเล่าว่าหลังพะเยาผ่านยุคเมืองร้าง ๕๖ ปี ชาวบ้านปงสนุกใต้กับชาวบ้านปงสนุกเหนือ จากจังหวัดลำปางอพยพมาอยู่ ซึ่งมีพระเถระ ๒ พี่น้องได้อพยพมาด้วยแล้วแยกกันครองวัด (ไม่ปรากฏว่าวัดไหนเป็นวัดพี่วัดไหนเป็นวัดน้อง) แต่มีประเพณีมาช้านานที่ว่า เมื่อถึงวันพระ วันสงกรานต์ หรือเทศกาลวันสำคัญทางศาสนาวัดทั้งสองจะแลกซ้าบาตรกัน (ภาษาถิ่น) หมายถึงการแลกเปลี่ยนของใส่บาตรอาจจะเป็นตระกร้าหรือถาดก็ได้ นัยว่าเพื่อรักษาความเป็นพี่น้องต่อกัน

  • ชุมชนวัดหัวข่วงแก้ว (วัดคุ้ม) คำว่า ข่วง คือลาน หรือ ข่วงแก้วอารามอัน

เป็นที่ประดิษฐานของพระรัตนตรัย คำว่า คุ้ม หลวงพ่อพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เล่าให้ฟังว่า ห่างไปประมาณ ๑๐๐ วาเป็นสำนักงานของเจ้าเมืองสองแคว (เจ้าเมืองพะเยา) จึงเป็นที่มาของคำว่าคุ้ม (เจ้าเมือง)  อีกประการหนึ่งบริเวณดังกล่าวมีวัดติดกันอยู่สองวัดคือ    วัดหัวข่วง กับ วัดคุ้ม จึงรวมเป็นวัดเดียวกัน

 

๑.๒. ตำบลแม่ต๋ำ

                คำว่า แม่ต๋ำ มีความหมายใน ๒ ทัศนะ คือเป็นชื่อ น้ำแม่ต๋ำ ซึ่งไหลมาจากดอยแม่ต๋ำ ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ในเขตตำบลแม่กา จังหวัดพะเยากับอำเภองาว จังหวัดลำปาง อีกความหมายหนึ่งคือ เป็นกิริยาที่ลำห้วยสายนี้ไหลมาชนลำน้ำแม่อิง จุดที่ลำน้ำทั้งสองสายมาชนกันนั้นเอง เป็นกิริยาที่ภาษาถิ่นเรียกว่า ต๋ำ หรือ ชนกัน จึงเรียกว่า แม่ต๋ำ  ตำบลแม่ต๋ำตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเนื่องจากเทศบาลเมืองพะเยาได้ขยายเขตออกไปรวมทั้งตำบลเวียงและตำบลแม่ต๋ำเข้าด้วยกัน

  • ชุมชนวัดศรีจอมเรือง คำว่า “จอม” เป็นภาษาไทยใหญ่ หมายถึงที่อยู่ที่

อาศัยหรือวัดเมื่อรวมเข้ากับคำว่า “เรือง” ที่มีความหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองแล้วก็คือที่อยู่อาศัยหรือวัดที่เจริญรุ่งเรือง อีกทัศนะหนึ่งเล่าว่า คำว่า “จอม” หมายถึงยอดส่วนบน เช่น จอมทอง จอมขวัญ จอมทัพ เมื่อรวมเข้ากับคำว่า “เรือง” จึงหมายถึงสุดยอดแห่งความรุ่งเรือง วัดแห่งนี้เป็นที่รู้กันว่าเป็นวัดพม่า หรือวัดเงี้ยว อีกชื่อหนึ่งคือไทยใหญ่ เหตุเพราะคนไทยเชื้อสายพม่าเข้ามาอยู่อาศัยและสร้างวัดแห่งนี้ขึ้น

  • ชุมชนวัดป่าลานคำ เดิมชุมชนแห่งนี้มี ต้นลาน ซึ่งมีลักษณะคล้ายต้นตาล

มีสีออกเหลืองๆ เต็มไปหมด กล่าวคือมีสีเหลืองดังทองคำ ดังนั้นคนจึงเรียกรวมกันว่า ป่าลานคำ นั่นเอง

  • ชุมชนวัดลี  คำว่า ลี เป็นภาษาท้องถิ่น บ้างก็ว่าเป็นภาษาพม่าซึ่งแต่ละ

ทัศนะก็เป็นไปได้ทั้งนั้นด้วยเหตุผล ๓ ประการ ๑) พะเยาเป็นกลุ่มเมืองล้านนาที่เคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลพม่ามากกว่า ๒๐๐ ปี  ๒) พะเยาเคยถูกพม่ารุกรานจนเป็นเมืองร้างอีก ๕๖ ปี  ๓) คำศัพท์หลายคำมาจากภาษาพม่า เช่น คำว่า สล่า ที่หมายถึง ช่าง เป็นต้น  ดังนั้น คำว่าลีมักจะใช้คู่กับคำว่า กาด แปลว่า ย่าน ตลาด แต่เดิมชุมชนดังกล่าวอยู่ท่ามกลางชุมชน บางทัศนะก็บอกว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่หลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

 

๑.๓. ตำบลจำป่าหวาย

                ตำบลจำป่าหวาย แยกมาจากตำบลแม่กา คำว่า  “จำป่าหวาย”  หมายความว่าบริเวณนี้มีป่าหวายขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก และมีน้ำชุ่มตลอดปี มีอาณาเขตดังนี้ ทิศเหนือ ติดกับตำบลเวียง ตำบลแม่ต๋ำและตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง ทิศใต้ ติดกับตำบลแม่กา อำเภอเมือง ทิศตะวันออก ติดกับตำบลดอกคำใต้ ตำบลบุญเกิด ตำบลคือเวียง อำเภอดอกคำใต้ ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลแม่กา อำเภอเมือง ปัจจุบันมี ๑๓ หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านดาวเรือง  บ้านดอนมูล  บ้านจำป่าหวายเหนือ  บ้านสันดอนงาม   บ้านหล่ายฮ่อง  บ้านร่องเข็ม  บ้านบุญเรือง   บ้านสันกลาง  บ้านร่องครกใต้  บ้านร่องขุย  บ้านจำป่าหวายทุ่ง  บ้านร่องครกเหนือ  บ้านใหม่ริมบึง

๑.๔. ตำบลแม่ใส

คำว่า “แม่ใส” เป็นชื่อลำน้ำแม่ใสที่ไหลผ่านหมู่บ้าน

            ตำบลแม่ใส มีอาณาเขตดังนี้ ทิศเหนือ ติดกับกว๊านพะเยา  ทิศใต้ ติดกับตำบลแม่นาเรือและตำบลแม่กา อำเภอเมือง ทิศตะวันออก ติดกับตำบลแม่กา อำเภอเมือง ทิศตะวันตก ติดกับตำบลตุ่น และตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมือง 

                คำขวัญตำบลแม่ใส

แห่ไม้ค้ำศรี ประเพณีโบราณ เชียวชาญตีมีด ปั้นอิฐสินค้าออก

ส่งขายนอกผักตบชวาจักรสานนำหน้า พัฒนาตำบลแม่ใส

 

มีหมู่บ้านที่มีที่มาและน่าสนใจ ดังนี้

  • บ้านร่องไฮ คำว่า ไฮ มาจากคำว่า ต้นไฮ มีลักษณะลำต้นคล้ายๆ ต้นโพธิ์

ขึ้นอยู่กับต้นไม้อื่น เป็นกาฝากต้นไม้ชนิดอื่น บางมติก็เล่าเป็นนิทานพื้นบ้านที่พ่อขุนรามแปลงร่างกลายเป็นตัวไรเพื่อหนีจากการไล่ล่าของพ่อขุนงำเมือง คำว่า  “ไร”  ภาษาถิ่นออกเสียงว่า  “ไฮ

  • บ้านแม่ใสทุ่ง บริเวณดังกล่าวมีหนองน้ำชื่อหนองวัวแดง สมัยพ่อขุนรามฯ

หนีการจับกุมของพ่อขุนงำเมืองได้แปลงกายเป็นวัวแดงไปติดหล่มบริเวณหนองน้ำดังกล่าว[2]

  • บ้านแม่ใสเหล่า คำว่า เหล่า คือป่าละเมาะ เมื่อมีการแยกหมู่บ้านขึ้นใหม่จึง

ใช้ชื่อว่าแม่ใสเหล่าตามสถานที่ตั้งหมู่บ้าน

  • บ้านบ่อแฮ้ว คำว่า “แฮ้ว” หมายถึงเครื่องมือตักน้ำจากบ่อเพื่อช่วยผ่อนแรง  

มีเรื่องเล่าว่าเดิมคนจากจังหวัดลำปางอพยพมาอยู่ ทำน้ำทุ้ง (ภาษาถิ่น-หมายถึงภาชนะสำหรับตักน้ำ) ไว้ใช้กับแฮ้วตักน้ำ จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน

  • บ้านสันป่าถ่อน คำว่า สัน คือเนินเตี้ย ๆ คำว่า ถ่อน มาจากคำว่า ไม้ถ่อน มี

ลักษณะใบคล้ายกับใบมะขามแต่มีขนาดใหญ่กว่า  ไม้ชนิดนี้ใช้เป็นสมุนไพรได้เมื่อรวมกันแล้วจึงหมายความว่าเนินของป่าไม้ถ่อน

  • บ้านหัวขัว คำว่า “ขัว”  เป็นภาษาพื้นบ้านหมายถึงสะพาน อันเนื่องมาจาก

บ้านแห่งนี้อยู่บริเวณตรงหัวสะพานข้ามพอดี จึงได้ชื่อว่าบ้านหัวขัว

 

๑.๕. ตำบลบ้านตุ่น

            คำว่า “ตุ่น”  เป็นชื่อของลำน้ำแม่ตุ่น มีเรื่องเล่าว่าพ่อขุนรามฯ ได้แปลงร่างเป็นตุ่นขุนรูหนีจากการไล่ล่าของพ่อขุนงำเมือง ที่เอาเสียมขุดหาตัวตุ่น  จนเป็นร่องในที่สุดก็กลายมาเป็นลำห้วยแม่ตุ่น[3]

     ตำบลตุ่น มีอาณาเขตดังนี้ ทิศเหนือ ติดตำบลสาง อำเภอเมือง ทิศใต้ติดตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมือง ทิศตะวันออกติดตำบลแม่ใส อำเภอเมือง ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง

     ปัจจุบันตำบลตุ่นประกอบไปด้วย ๑๑ หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านตุ่นใต้ บ้านตุ่นกลาง บ้านบัว บ้านห้วยหม้อ บ้านห้วยลึก บ้านสันกว๊าน บ้านเหล่า บ้านทุ่งกิ่ว (เฉพาะบ้านตุ่นมีอยู่ ๔ บ้าน คือตุ่นใต้ ๒ หมู่บ้าน ตุ่นกลาง ๒ หมู่บ้าน)

 

๑.๖. ตำบลบ้านต๊ำ

            คำว่า “ต๊ำ” มีความเป็นมาที่น่าศึกษาอยู่ ๒ แนวคิดคือ แนวคิดที่หนึ่งเป็นแนวคิดเชิงธรรมชาติ มีน้ำขุนต๊ำไหลผ่านจึงได้นามตามขุนน้ำนั้นว่าบ้านต๊ำ  แนวคิดที่สองเป็นแนวคิดเชิงนิทานพื้นบ้าน คือมาจากขะตั๊ม  (ภาษาท้องถิ่น-หมายถึงเครื่องมือดักสัตว์ชนิดหนึ่ง มีเรื่องเล่าว่าพ่อขุนงำเมืองไล่จับพ่อขุนราม ฯ ที่แปลงกลายเป็นเสือไปติดกับดัก ณ บริเวณนี้ ดังนั้นบริเวณดังกล่าวจึงได้ชื่อว่าบ้านขะตั้ม ต่อมาเพี้ยนเป็นต๊ำ หรือบ้านต๊ำนั้นเอง)

ตำบลบ้านต๊ำ มีคำขวัญว่า

จำปาทองน้ำตกแสนสวย   ร่ำรวยจักสานผักตบชวา   แหล่งเลี้ยงปลานิลเลิศรส สวยสดผักปลอดสารพิษ  งามวิจิตรเจียระไนพลอย  รสอร่อยเต้าเจี้ยวหมู่สิบสอง  ที่พักผ่อนอ่างเก็บน้ำพระแล  งดงามแท้ศูนย์ศึกษาป่าขุนต๊ำ

 

     ตำบลบ้านต๊ำ ห่างจากอำเภอเมือง ๑๑ กิโลเมตร มีอาณาเขตดังนี้ ทิศเหนือ ติดกับตำบลท่าจำปี และอำเภอเมือง ทิศใต้ ติดกับตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมือง ทิศตะวันออก ติดกับตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง และตำบลห้วยแก้ว อำเภอภูกามยาว ทิศตะวันตก ติดกับอำเภอ วังเหนือ จังหวัดลำปาง ปัจจุบันมี ๑๓ หมู่บ้าน มีหมู่บ้านที่มีที่มาและน่าสนใจ  ดังนี้

  • บ้านห้วยเคียนเหนือ เป็นหมู่บ้านที่ตั้งเรียงรายบริเวณลำห้วย ซึ่งปรากฏว่า

ลำห้วยดังกล่าวมีต้นตะเคียนขึ้นอยู่ตลอดแนว

  • บ้านดอนมูล เดิมชื่อว่าบ้านต๊ำใต้ เพราะอยู่ใต้น้ำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นบ้านดอนมูลเพราะที่บริเวณดังกล่าวนี้เป็นที่ลุ่มน้ำและต่อมาได้พัดพาตะกอนหินดินทรายมาทับถมขึ้นๆ จนเกิดเป็นสถานที่ดอนขึ้น (ลักษณะการมูลขึ้นนี้เป็นภาษาท้องถิ่นเรียกว่า “ดอน”)
  • บ้านป่าลาน บริเวณหมู่บ้านนี้มีต้นลานขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก (คนสมัยก่อนใช้ใบลานในการจารหนังสือเหมือน คนในยุคปัจจุบันใช้กระดาษในการเขียนหนังสือ)
  • บ้านท่าช้าง ในอดีตถนนหนทางการคมนาคมไปมาลำบาก ไม่สะดวกเหมือนในยุคปัจจุบัน จึงใช้ช้างในการชักลาก หรือเป็นพาหนะในการสัญจรไปมาและบริเวณดังกล่าวเป็นทางขึ้นลงและข้ามลำน้ำแม่ตั๊มของช้าง  จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน
  • บ้านต๊ำน้ำล้อม สภาพของหมู่บ้านที่ประชาชนพากันปลูกบ้านในบริเวณสถานที่อันเป็นที่มีลำน้ำล้อมรอบหมู่บ้านไว้ จึงได้ชื่อว่าต๊ำนำล้อม
  • บ้านต๊ำม่อน ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่เนินสูง คำว่า “ม่อน” เป็นภาษาถิ่นลักษณะเป็นเนินสูงขึ้นไป ประกอบกับอยู่ในกลุ่มบ้านต๊ำ
  • บ้านต๊ำพระแล มีคนเล่าว่าในอดีตมีพระพุทธรูปที่สวยงามมากตั้งเด่นเป็นที่สนใจของผู้คนที่เดินทางสัญจรไปมา เรียกว่าใครที่ได้ผ่านมาทางนี้ต้องแลดูทุกคน จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน
  • บ้านต๊ำกลาง เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ระหว่างบ้านต๊ำพระแลและบ้านต๊ำใน
  • บ้านต๊ำใน เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณในสุดของตำบล
  • บ้านโป่งขาม บริเวณดังกล่าวมีดินโป่งเป็นจำนวนมาก และอยู่บนจอมปลวกที่มีต้นมะขามขึ้นอยู่ คำว่า “โป่ง” จึงมาจากดินโป่ง ส่วนคำว่า “ขาม” มาจากต้นมะขามนั้นเอง
  • บ้านท่าเรือ เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่อีกฝากหนึ่งของลำน้ำอิง ในสมัยก่อนการสัญจร ผู้คนนิยมใช้เรือ เพราะอยู่บริเวณที่มีท่าเรือขึ้นลงจึงเป็นชื่อของหมู่บ้าน (คำว่าบ้านต้ำ มีอยู่ ๕ บ้านคือ บ้านต้ำน้ำล้อม บ้านต้ำม่อน บ้านต้ำพระแล บ้านต้ำกลาง และบ้านต้ำใน )[4]  

 



[1] พระครูโสภณปริยัติสุธี(ศรีบรรดร  ถิรธมฺโม). แปดเป็ง ประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวงเมืองพะเยา.พิมพ์ครั้งที่ ๒. (พะเยา : นครนิวส์การพิมพ์,๒๕๕๑), หน้า ๗-๘.

[2] ดูรายละเอียด พระมหาศรีบรรดร  ถิรธมโม. นิทานพื้นบ้านเมืองพะเยา. (กอบคำการพิมพ์ : พะเยา,๒๕๔๗), หน้า ๘๕.

[3] เรื่องเดียวกัน.

[4] เรื่องเดียวกัน.