ทำคะแนน

 

ผู้ตี Batsman

ในส่วนของผู้ตีลูกนั้น ก็มีหน้าที่ที่จะป้องกันไม่ให้ลูกบอลที่ผู้ขว้าง Bowler ของอีกทีมที่ขว้างมาไปโดนไม้ 3 อันข้างหลัง โดยจะต้องใช้ไม้ในมือตีลูกให้ออกพ้นไป อ่านแล้วก็น่าจะง่ายเพราะมีทั้งตัวคนตีทั้งตัวและไม้อยู่ในมือ ไม่เห็นน่าจะยากอะไร

ตรงนี้ต้องบอกว่าก่อนที่ผมจะติดตามชมการแข่งคริกเก็ตจนรู้เรื่อง ผมแทบจะไม่คิดเลยว่าคนขว้างลูกจะสามารถขว้างลูกแล้วเลยไปถูกไม้ 3 อันได้ เพราะมีคนตียืนขวางอยู่ทั้งคน จะเป็นไปได้อย่างไรคนยืนขวางอยู่ทั้งคน แถมมีไม้ตีอยู่ในมือ ทำไมจะตีลูกให้พ้นไปไม่ได้ แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็พบว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากที่คนขว้างลูกที่เก่งๆ มีเทคนิคในการขว้างที่สามารถทำให้คนตีตีไม่ถูกลูกและลูกนั้นผ่านไปโดนไม้ 3 อันข้างหลังได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรียกว่าการทำวิกเก็ต wicket ได้ซึ่งเป็นความตื่นเต้นของผู้ชมอย่างมาก ที่ได้เห็นคนขว้างลูกดีๆ แบบนี้ ถือเป็นการกำจัดผู้ตีของฝ่ายตรงข้ามได้ผลที่สุด ผู้ตีคนนั้นก็จะเดินคอตกออกไปนอกสนาม เพราะนั่นหมายถึงการหมดโอกาสที่จะได้เล่นและทำคะแนนต่อไป ซึ่งก็มีเสมอๆ ที่ผู้ตียังไม่ทันตีครบ 1 โอเวอร์ (6 ลูก) และยังไม่ได้คะแนนเลย ก็ถูกทำวิกเก็ตและปรับออกซะแล้ว ในขณะที่ผู้ตีบางคนก็สามารถยืนยงตีลูกได้มากกว่าสิบโอเวอร์ (เท่ากับ 60 ครั้งของการขว้าง) หรือในบางครั้งสามารถยืนหยัดตีกันเพียง 2 คนแรกในทีมและสามารถตีทำคะแนนได้มากกว่า 100 คะแนน โดยไม่มีใครถูกปรับออกเลย

นักคริกเก็ตส่วนใหญ่อยากเป็นนักตี Batsman มากกว่านักขว้าง เพราะเป็นนักตีสามารถตีทำคะแนน 6 คะแนน(หรือโฮมรันส์ในกีฬาเบสบอล)ได้ ถือเป็นความสุขสุดยอดของนักตีคริกเก็ตเลย ยิ่งถ้าใน 1 โอเวอร์ (ขว้าง 6 ครั้ง) หากสามารถตีทำ 6 หรือ 4 ได้มากเท่าไหร่ ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จที่มีผลต่อประวัติและอนาคตการเล่นคริกเก็ตเท่านั้น

ไม้คริกเก็ตต่างจากไม้เบสบอลเพราะไม่ใช่ไม้กลมๆ แต่ไม้แบนหลังนูน ความยาวไม่เกิน 38 นิ้วและกว้างไม่เกิน 4.25 นิ้ว หนัก 1.1 ถึง 1.4 กก.และต้องทำด้วยไม้สนุน White Willow ไม้คริกเก็ตเป็นเครื่องมือสำคัญในการเล่นคริกเก็ต เช่นเดียวกับไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล น้ำหนักของไม้หรือความแข็งของไม้คริกเก็ตก็เป็นตัวแปรสำหรับผู้ตีที่ต้องการไม้หนักหรือเบา ไม้อ่อนหรือแข็งเพื่อการตีที่ต่างกัน การเป็นผู้ตีในคริกเก็ต ไม่สามารถบอกได้ว่าจะได้ตีนานเพียงใดขึ้นอยู่กับความสามารถในการตีในการแข่งขันนั้น ผู้ตีที่เก่งอาจได้ตีนานและนานมากจนครบโอเวอร์ก็ได้ เช่นอาจตีดีจนได้ตีทั้ง 20 โอเวอร์หรือการขว้างลูก 120 ครั้ง หรืออาจจะได้ตีเพียงไม่กี่ครั้งเพราะถูกปรับออก ตีได้นานก็เหนื่อยหน่อยเพราะต้องทั้งตีและวิ่งแต่ก็เป็นผลงานที่ต้องสร้างสำหรับการเป็นนักคริกเก็ตที่มีอนาคต (*การถูกปรับออกของคริกเก็ตมีถึง 10 รูปแบบ)

การตีนั้นเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ฝึกฝนมากมายเพราะมีวิการตีลูกที่มีรายละเอียดเยอะ ทั้งการยืน การวางเท้า การตีในท่าต่างๆ ซึ่งจะให้ผลที่ต่างกัน การเดาใจของผู้ขว้าง ว่าจะขว้างมาแบบใด สิ่งที่ท้าทายก็คือนักคริกเก็ตทุกคนจะมีสถิติของตนซึ่งคู่ต่อสู้มักจะทราบ ทำให้ต้องวางเกมส์กันตัวต่อตัว เช่นผู้ขว้างที่เก่งจะรู้ว่าผู้ตีถนัดตีแบบใด ก็จะพยายามขว้างลูกที่ให้ผู้ตีตีไม่ถนัด ในขณะที่ผู้ตีก็จะรู้ว่าผู้ขว้างถนัดขว้างลูกแบบใด ก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะตีลูกในแบบนั้น แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเดาใจกันระหว่างผู้ที่เผชิญหน้ากันในลานพิช คือผู้ตีกับผู้ขว้างว่าจะงัดเอาเทคนิคใดมาใช้กัน

ในอินเดียการฝึกเป็นผู้ตีได้รับความนิยมมากจนมีคนหัวใสคิดสร้างสนามซ้อมตีลูกในห้างสรรพสินค้าจะมีการตั้งสนามซ้อมตีสำเร็จรูปให้คนมาเสียเงินฝึกตีลูกคริกเก็ต ลักษณะเป็นเหมือนลานพิชจำลองมีตาข่ายคลุม ที่ปลายหนึ่งมีเครื่องยิงลูกคริกเก็ต(คล้ายเครื่องยิงลูกเทนนิส)ใครสนใจก็ต้องเสียเงิน ก็จะมีไม้ตีให้ 1 โอเวอร์ก็ 6 ลูก มีคนคอยยิงลูกให้....นับเป็นไอเดียหนึ่งที่ดี เคยเห็นคนมาอุดหนุนตลอดเวลา โดยเฉพาะเด็กๆ

ผู้ตีคริกเก็ตที่ดีที่สุดคนหนึ่งของอินเดียและของโลกก็คือซาชิน ทันดูลการ์นั้นเอง ไม่ว่าลูกจะมาแบบไหน ซาชินดูเหมือนจะตีลูกได้เสมอซึ่งเป็นเรืองที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์โดยแท้...สรุปว่าการทำอะไรก็ตาม ต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นสำคัญ