วันแรกของการจัดค่าย  วันที่ ๓  ของการเดินทาง (บางคน) ปักษ์ใต้รอเธอ  เป็นความคาดหวังของพวกเราแบบสำคัญผิดว่า "เรามีความสำคัญที่มีคนรอเราอยู่"  นั่นคือนักเรียน  เช้าวันใหม่เรายังมีความมั่นใจว่าใครจะรอเราอยู่  

 

          ลุงวอพักที่บ้านพักครู  ชั้นล่างหน้าห้องน้ำกับเด็กหนุ่มนักจิตอาสาชาวปัตตานีอีก ๒ คน  ส่วน ๕ คนพักห้องข้างบน  และคุณพยาบาลจากยะลาและปัตตานี ๓ ท่านพักอีกห้องหนึ่งของบ้านพักครู  สุภาษิตไทยยังมีความหมายต่อสถานการณ์นี้ดีมาก "คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก" น่าภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย  เมื่อคราวคับขันก็ยังมีสิ่งเตือนใจ

 

           ฉันและหนานเกียรติได้รับความอนุเคราะห์ให้พักบ้านภารโรง  ดูดีและสะดวกกว่าเพื่อน  ความจริงก็อยากจะล่มหัวจมท้าย  ไปด้วยกันมาด้วยกัน  แต่สถานการณ์บังคับให้ต้องเลือกเป็นแบบนี้

 

            

        อาหารเช้าดูเหมือนทุกคนจะกระเสือกกระสนช่วยตัวเอง เพื่อให้ท้องอุ่น ๆ ไว้ก่อน  พวกเรา ๓ คนต้องรีบจัดการกับกาแฟ  ขนมคุ๊กกี้หลายรสจาก คุณหนูรี   ที่บ้านภารโรง  ออกไปพบกับคณะที่ร้านอาหาร  ท่ามกลางฝนตก  มีกระดาษแข็งหรือเศษโฟมคลุมหัวนิดหน่อย

 

 

                ร้านอาหารมีแห่งเดียวอยู่ด้านหน้าโรงเรียนเกาะหมากน้อย  คณะทั้ง  ๑๐  คน  รวมตัวกันนั่งทานอาหารเช้าแบบเปียกชุ่ม  เพราะฝนตก  อาหารส่วนเป็นแบบมุสลิมทั้งหมด

 

        

           พวกเราไปรวมตัวกันที่ใต้ถุนอาคาร  แต่ยังไม่พบใครเลย  และพื้นอาคารเปียกไปด้วยน้ำฝน  เนื่องจากฝนตกทั้งคืนและตอนเช้า

           "บีม" เยาวชนอาสาสมัครจากอำเภอกะพ้อ ปัตตานี  และเพื่อน ๆ ช่วยกันนำข้าวของ สัมภาระส่วนที่เป็นรางวัลและอุปกรณ์  มาที่อาคารชั้นล่างของโรงเรียน  เพื่อเตรียมจัดกิจกรรม

 

 

  

           "วิรัชรา  หรือคุณระ"  พยาบาลจากอำเภอรามัน  จังหวัดยะลา  ทำหน้าที่รับมอบขนมจากคุณหนูรี   และพวกเราช่วยกันจัดสถานที่  จัดโต๊ะวางของ และเก็บกวาด  ทำความสะอาดพื้นที่  

 

 

          กล้วยฉาบกรอบ มัน  ไร้หวาน  คุ๊กกี้รสชาติหลากหลายที่มาจากฝีมือของคุณหนูรี   กาแฟสำเร็จรูป  ข้าวธัญพืช  ลูกพรุน และขนมนมเนยอีกหลายอย่าง  ถูกบรรจุมาในกล่องขนาดใหญ่  และนำไปส่งกับลุงวอที่หาดใหญ่ล่วงหน้ามาหลายวันแล้ว

 

 

         ระหว่าง "รอเธอ"  พวกเรานัดหมายกันมาก่อนแล้ว  แต่บางแผนจำเป็นต้องเปลี่ยนไปตามสถานการณ์  "เพลงเธอวันนี้"  น่าจะมีความหมายสำหรับวันแรกที่พบกัน  หลังจากสร้างความคุ้นเคยแล้ว

 

 

          อาการ "รอ"  การรอของพวกเรา  มีความหมายมาก  ที่พวกเราไม่ท้อ  ไม่มีการแสดงความหวั่นไหวในเรื่องใด  ต่างคนช่วยกันจับโน่น หยิบนี่  ฝึกเพลงรอ ไม่มีคนกล่มก็กล่อมตัวเองเพื่อ...รอ  และหามุขดี ๆ มาให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

 

    

          ลุงวอกล่าวทักทายและแนะนำตัว  "ทำไมจึงเลือกจะรอเธออยู่ที่นี่" นักเรียนผู้ที่เรารอ  ยังนั่งนิ่ง  ฟังแบบ "งงจัด" แต่ประทับใจที่ทุกคนเป็น "มุสลิม" ทั้งหมด  การแต่งกายสุภาพโดยเฉพาะนักเรียนหญิง  ทำให้มองเห็นความเป็นหญิงเต็มร้อย

 

        ความเป็นมาและชื่อค่ายที่ยาวมาก  "ยัดเยียด" ให้เด็กได้รับรางวัล  เพื่อให้เด็กตอบโจทย์ของการงง  ที่เกิดขึ้น  บอกชื่อค่่ายและความเป็นมาแล้ว  ให้เด็กตอบรอบแรกยังจำไม่ได้  ต้องให้ท่องถึงหลายครั้งก็ยังไม่ได้  สุดท้ายให้จับคู่กันตอบ  ยัดเยียดรางวัลให้ไป  เมื่อส่งไมค์ให้เด็กพูดให้เพื่อน ๆ ฟัง "กลับเบือนหน้า"  ไม่กล้าพูด  เด็กที่นี่ขี้อายและไม่กล้าแสดงออก  เพราะสภาพแวดล้อมที่ปิดกั้น และวัฒนธรรมทางศาสนาที่ต้องรักษาและปฏิบัติตาม

 

 

           "สองสาวมุสลิม"  คุณมะลิและคุณกัลยา นักจิตวิทยาจากโรงพยาบาลกะพ้อ  ปัตตานี  ที่นำอาสาสมัครเยาวชนมาร่วมถึง ๗ คน  ได้ทำหน้าที่นันทนาการ  ให้กับเด็ก ๆ แม้ว่าเด็กจะร่วมมือในการทำทุกกิจกรรม   แต่ข้อที่ไม่อาจทำได้ดีคือ  การแสดงออกอย่างมั่นใจ  ไม่กล้าพูด ไม่กล้าตอบ 

 

          เมื่อเห็นว่า "การรอ"  ของเรามาถึงแล้วทั้งสองฝ่าย  ใครจะคอยใครไม่สำคัญอีกแล้ว  เมื่อเธอไม่อยากตอบ  ครูเกียรติศักดิ์บอกว่า "ฉันก็จะให้เธอหาคำตอบ"  กิจกรรมการเรียนรู้ได้เริ่มขึ้น  ตามกระบวนการที่พวกเราเตรียมไว้  แต่อาจเปลี่ยนทิศทางไปบ้าง  ตามบริบท 

        นักเรียนที่มาร่วมกิจกรรม ๕๐  คนเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึง ๓ และพวกเราอีก ๑๓  รวมเป็น ๖๓   คน  ปราศจากการแอบแฝงจากกลุ่มอื่นนอกเหนือจากนี้  กิจกรรมเป็นไปตามที่เราอยากให้เป็น