สรุปเวทีโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียน : กรณีองค์กรสร้างสุข คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ismile
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
บันทึกสรุปผลการดำเำนินงานโรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันที่ 26 มกราึคม 2554

 

เริ่มต้นด้วยชี้แจงวัตถุประสงค์ -พิธีเปิดแบบเรียบง่าย   

อาจารย์ทันตแพทย์ณัฐวุธ แก้วสุทธา ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข ระดับคณะฯ กล่าวถึงที่มาที่ไปและความคาดหวังของการเวทีครั้งนี้ ว่า คณะทันตแพทยศาสตร์ มศว. เข้าสู่โครงการโรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข ตั้งแต่ปี 2547 สมควรแก่เวลาที่จะสกัดแนวทางการดำเนินงานออกมาเป็นเนื้อหาถ่ายทอดให้คนอื่นได้เรียนรู้ด้วย สำหรับวัตถุประสงค์อีกประการที่ซ่อนไว้คือการสร้างสัมพันธ์และสร้างพลังในองค์กรเพื่อสร้างความสุขสืบไป

รศ. ทพ. ดร.ณรงค์ศักดิ์  เหล่าศรีสิน คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวเปิดงานและอวยพรให้บรรลุวัตถุประสงค์การจัดเวทีครั้งนี้ (ภาคผนวก 1) พร้อมทั้งแนะนำวิทยากรผู้ถอดบทเรียนได้แก่ รศ.อรทัย อาจอ่ำ และ น.สพ.ปกรณ์ สุวรรณประภา   

รศ.อรทัย อาจอ่ำ ขอให้ผู้เข้าร่วมแนะนำตัวและพูดถึงความสุขในการทำงานในองค์กร ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่มีความสุขเล็กน้อยถึงปานกลาง เนื่องจากภาระงานที่หนักอึ้ง แต่พบว่าความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการก็เป็นวิธีผ่อนคลายอย่างหนึ่ง และพบว่าบางฝ่ายก็ยังไม่ได้ร่วมในโครงการฯ (ภาคผนวก 2)  

 จากนั้น น.สพ.ปกรณ์ สุวรรณประภา ทำหน้าที่วิทยากรฯ โดยเริ่มอธิบายความหมายระหว่าง ถอดบทเรียน กับ สรุปบทเรียน

สรุปบทเรียน เป็นพินิจพิเคราะห์และหาทางทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายของกิจกรรมนั้นๆ ขององค์กรดีกว่าเดิม ส่วนใหญ่จะจบลงด้วยสูตรสำเร็จ คือ การเพิ่ม 4 M (man material money management) และออกไปลงมือทำหนักขึ้น เร็วขึ้น ตามปัจจัยที่มีในแต่ละช่วงเวลาเพื่อได้ผลลัพธ์แบบเดิม

ถอดบทเรียน เป็นกระบวนการเอื้อให้แต่ละคนมองโลกผ่านตัวตนและผ่านกิจกรรมที่ตนมีส่วนที่ทำให้ปรากฏออกมา ไม่มีตอนจบ  มีแต่... รู้ได้เองว่าควรลงมือทำอะไรเสียแต่บัดนี้ รู้ได้เองว่าควรมองหาใครที่พอจะช่วยให้การลงมือทำบรรลุผลมากขึ้น รู้ได้เองว่าอะไรควรลด ควรเลิกอะไร อะไรควรเป็นแนวทางของทุกคนในองค์กร การมีส่วนร่วมจะเกิดขึ้นจากการผลักดันจากภายในตัวตน ถอดบทเรียน เป็นการมองตัวเราที่กระทำอยู่ด้านหลัง ลึกลงไปกว่าความเชื่อ แต่ทะลุทะลวงถึงความเป็นตัวตนที่แท้ เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ สมบูรณ์แบบและอยู่กับเราตลอดทุกลมหายใจ “ตัวตน” ในที่นี้หมายถึง self  (ไม่ใช่  EGO หรือ อัตตา)  อาจเปรียบกับการถอดเสื้อผ้าออกก็ได้ เพื่อเห็นตัวตน ที่ผ่านมาหลายคนมีชีวิตอยู่กลางลูกตุ้มแกว่งไปมาระหว่างทางในกับทางนอก ระหว่างโทษว่า โลกภายนอกโหดร้ายเกินไปกับโทษตัวเองว่ายังไม่ดีพอ ต้องลงมือทำให้หนักขึ้น เร็วขึ้น แต่วันเวลาผ่านไป ชักเริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำลงไปในทุกเมื่อเชื่อวันนั้น...“ใช่หรือเปล่า!” ความรู้สึกว่า “ยังไม่ดีพอ” “แค่นี้เองหรือ” “ชีวิตเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง” ยังก้องอยู่ข้างในตัวเราเสมอ มันยังมีอะไรบางอย่างเรียกร้องเราอยู่เสมอ

- แม้ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่มียุคไหนที่เรามีความพร้อมภายนอกและสุขสบายเท่านี้ แทนที่จะมีเราจะพบความสุขมากขึ้น แต่กลายเป็นว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่นำความทุกข์พุ่งตรงมาทิ่มแทงเราง่ายขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทั่วดลกก็คือ ทำงานหนักขึ้น เร็วขึ้น แต่จบลงที่เดิมซ้ำแล้วว้ำเล่า

วิทยากรฯ ต้องการจะย้ำว่า กระบวนการถอดบทเรียนจะเน้นการให้อยู่กับตนเอง กลับสู่ความสงบและความสุขจากภายใน เป็นกระบวนการที่ ช้า สงบ เย็น คุยด้วยหัวใจ เพื่อให้ “ฟังเสียงหัวใจของตนเอง” เป็นหลัก โดยฉาย Clip vdo ของนักไวโอลินระดับโลกชื่อ โจชัว เบลล์ (Joshua Bell) บรรเลงไวโอลินท่ามกลางความโกลาหลของชั่วโมงเร่งด่วนบริเวณสถานีรถไฟใต้ดิน แต่ไม่มีใครหยุดฟังเสียงบรรเลงที่ไพเราะ

 

กติกา คือ “คำตอบที่ถูกต้องมีหลายคำตอบ หากสามารถอธิบายได้ ดังนั้นในคำถามหนึ่งมีหลายคำตอบ”

 

 

จากนั้นวิทยากรฯ เริ่มด้วยคำถาม “อะไรคือแรงขับจากภายใน/ไฟในตัว ที่ทำให้ตนเองมาถึงจุดนี้ ทำงานในองค์กรนี้?” โดยให้จับคู่และแลกเปลี่ยนกับคนที่รู้จักน้อยที่สุด จากนั้นจับกลุ่มละ 2 คู่ แลกเปลี่ยนพูดคุย (ภาคผนวก 3)

           

จากนั้นวิทยากรฯ เอื้อให้ผู้เข้าร่วมสะท้อนตนเองจากกิจกรรมดังกล่าว โดยตั้งคำถาม “1. ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในระหว่างทำกิจกรรม? 2. แง่คิด/รู้อะไรเพิ่มเติม? 3.มีข้อสงสัยหรือคำถามอะไรเกิดขึ้นในระหว่างทำกิจกรรม?”

วิทยากรฯ แลกเปลี่ยน...

- น่าสนใจที่เล่าว่านึกถึงวัยเด็ก เป็นไปได้ไหมว่าตอนเป็นเด็ก เรามีประสบการณ์มากกว่าตอนโต ช่วงวัยเด็ก เรามองทุกอย่างสดใหม่ เราจึงอยู่กับประสบการณ์ในทุกวัน ตอนโตเป็นผู้ใหญ่ เรามีความเชื่อบดบัง แม้มีการงานที่ต้องรับผิดชอบมากมาย แต่เรากลับไม่พบประสบการณ์มากเท่าวัยเด็ก ยกตัวอย่างเช่น เรามักมองไม่เห็นดอกกุหลาบดอกนี้ (ดอกหนึ่งที่อยู่หน้าเวที) แต่เราจะเห็นภาพของกุหลาบดอกที่อยู่ในหัวของเรา เป็นต้น

- เรามักตีความตามประสบการณ์เดิมหรือเข้าใจเอาเองและตอบโต้ออกไปตามนั้น พิสูจน์ยืนยันจากการให้ผู้เข้าร่วมวาดภาพ (ดังรูป) โดยให้เวลา 2 นาที จะทำอะไรกับรูปนี้?”ปรากฏว่าส่วนใหญ่เห็นเส้นสองเส้นนี้เป็น “ภูเขา” จึงพรวดพราดวาดภาพวิวอื่นๆ ลงไป ซึ่งทำให้พลาดการมองเห็นเส้นโค้งนี้อย่างที่มันเป็น

- อีกตัวอย่างหนึ่ง “เรื่องพ่อลูกบนรถไฟฟ้า” พ่อขึ้นมานั่งหลับปล่อยให้ลูกชายวัยเฮี้ยววิ่งซนทั่วทั้งรถไฟฟ้า เรามักมองว่า “ชายคนนี้ไม่มีความรับผิดชอบ” แต่พอเราถามเขา ก็รู้ว่า “เขาเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลและเพิ่งสูญเสียภรรยาไปสักครู่นี้เอง” ในวินาทีนั้นความรู้สึกของเราที่มีต่อเขาก็จะเปลี่ยนไป เช่นเดียวกันเรื่องอื่นๆ ในชีวิต แต่เรารู้จักกันมากขึ้น ความเห็นอกเห็นใจก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ความอยากช่วยเหลือค้ำจุนกันก็ตามมา โลกทัศน์ที่เปลี่ยนไปไม่ได้เกิดจากการสอน แต่เกิดจากการรู้จักกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้นเช่นวันนี้  

- มีคนหนึ่งพูดว่า “ได้พักสมอง” นั่นก็เพราะสมองทำหน้าที่ ตีความ-ตอบโต้ แต่กระบวนการวันนี้ใช้หัวใจหรือตัวตน ใจนั้น...ทะลุทะลวง-เป็นหนึ่งเดียวกัน วิทยาศาสตร์ใหม่บอกแล้วว่าจุดกำเนิดของทุกสิ่งในจักรวาลเกิดจากจุดเล็กๆ เท่าปลายดินสอที่เรียกว่า บิ๊กแบงส์ เราทุกคนเกิดมาจากจุดเดียวกัน แม้กายของเราดูเหมือนจะเป็นเอกเทศ แต่หัวใจของเราเชื่อมโยงกับทุกสรรพสิ่ง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกคนในโลก ไม่ว่า วัยใด เชื้อชาติใด ก็สามารถรับรู้ความรู้สึกได้ตรงกัน เช่น “ความรัก” “ทุกข์” “หิวโหย” “ปิติสุข”  

จากนั้นวิทยากรฯ แจกแต้มถามว่า “ปัจจุบันท่านพึงพอใจในชีวิตในระดับใด?” โดยให้แต่ละคนนำสติกเกอร์สีแดงมาติดที่กระดาษ (ตามรูป) จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมแบ่งเป็นกลุ่มเฉพาะ โดยให้คนที่ติดระดับเดียวกันอยู่กลุ่มเดียวกัน วิทยากรฯ ถามว่า “1.ความหมายของระดับที่เลือกคืออะไร? 2.ระดับสูงสุดคืออะไร? และ 3.ทำอย่างไรให้ไปถึงระดับสูงสุดหรือระดับที่สูงขึ้น?” (ภาคผนวก 4)

ความพึงพอใจระดับสูงสุดหรือระดับ 5 หมายถึง... ก้าวไปถึงจุดหมาย ความอยากมี/ทำ/เวลา หมดห่วง รับใช้สมอง มีกิจกรรมของตน พอใจ/อยู่กับปัจจุบัน มีความหวัง “ขาดบางอย่าง” ความสมบูรณ์ ความสุข และอิสรภาพ ความถึงพร้อมจับต้องได้ ความภาคภูมิใจในตนเอง การยอมรับ คนรู้ใจ !!

วิทยากรฯ ให้ทำใบงาน ข้อคิดในประเด็นวิสัยทัศน์แห่งชีวิต คล้ายตัวบ่งชี้เป้าหมายระหว่างทาง (Mile Stone) อยู่ในเส้นทางแห่งชีวิตเรา เป็นการชี้วัดการประเมินตนเองว่ากำลังมาถูกทิศถูกทาง หรือไม่

วิทยากรฯ ฉาย Clip VDO ชาร์ลี แชปริน โดยให้ผู้เข้าร่วมสะท้อนการเรียนรู้สำคัญ คือ การมุ่งที่“พฤติกรรม” ที่การกระทำซ้ำๆ และความเครียดจากการกระทำย้ำคิดย้ำทำ Overload ระบบการทำงาน สื่อถึงการเสียดสีสังคม โดยการเปรียบเปรยชีวิตมนุษย์คล้ายกับเป็นเครื่องจักรในระบบโรงงาน ซึ่งในระบบองค์กรต่างๆ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ย่อมพบอุปสรรคการทำงานเป็นเรื่องปกติ

- ระบบองค์กรหรือระบบต่างๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นระบบปิด เพราะเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิธีคิดแบบโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระบบปิด มีเป้าหมายในการก่อตั้งไว้ชัดเจน ใครเข้ามาในนี้อีกไม่นานก็จะมีพฤติกรรมแบบนี้ เราเป็นเพียงฟันเฟืองหรือกลไกหนึ่งของระบบปิด ทำได้เพียงดัดปั้นตนเองเพื่อเป็นฟันเฟืองที่มีประสิทธิภาพและตรงวัตถุประสงค์ของงานมากขึ้น เพื่อจะได้อยู่ในระบบต่อไปได้ มิฉะนั้นเขาก็จะเปลี่ยนอะไหล่เข้ามาแทนที่เรา ในขณะที่ Organization หรือ องค์กร มีรากศัพท์เดียวกับคำว่า Organism แปลว่า สิ่งที่มีชีวิตซึ่งเป็นระบบเปิด คำถามที่ท้าทายก็คือ “เราจะใช้ระบบปิดเอื้อต่อการพัฒนาชีวิตที่เป็นระบบเปิดได้อย่างไร?” หากขืนยังใช้ระบบปิดเป็นศูนย์กลางและเราแต่ละคนก็ทำงานหนักขึ้น เร็วขึ้น ท้ายสุดเราเองก็ไปต่อไม่ไหว องค์กรเองก็จะไปต่อไม่ไหว ข้อเสนอก็คือ ถึงเวลาที่ต้องกลับมาที่จุดเริ่มต้น...มองชีวิต ใช้ชีวิตเป็นตัวตั้งและใช้ระบบโครงสร้างภายนอกมาเอื้อต่อการเติบโต ต่อการพัฒนาชีวิต  

จากนั้นวิทยากรฯ ให้ทำใบงาน ข้อคิดประเด็น Win-Win เพื่อให้แต่ละคนทบทวนกิจกรรมต่างๆในชีวิตอีกครั้ง   

จากนั้น รศ.อรทัย อาจอ่ำ นำกระบวนการสะท้อนความรู้สึก-ถอดบทเรียน-วิธีคิดจากการดำเนินงานโรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข สามารถสรุปได้ว่า การเรียนรู้สำคัญๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านการดำเนินกิจกรรมโรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข (ภาคผนวก 5) พบว่า การเรียนรู้ที่สำคัญๆ จากกระบวนการดำเนินงานโครงการต่างๆ ภายใต้การสนับสนุนของโรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุขที่มีแหล่งสนับสนุนอย่าง สสส. นั้น เพื่อให้สังคมเกิดสุขภาวะ จากการทำงานที่ผ่านการสร้างสุขภาวะในโรงเรียนทันตแพทย์ มศว. สะท้อนบทเรียนที่ผ่านการทำงานเสริมสร้างสุขภาพในโรงเรียนทันตแพทย์ อาทิเช่น เกิดการเรียนรู้เพื่อนมนุษย์ผ่านมุมมอง/ สายตา /ทัศนะใหม่ที่ต่างจากเดิม โดยการให้คุณค่าความเป็นมนุษย์มากขึ้นด้วยเรื่องราวอันเป็นภูมิหลังของแต่ละบุคคล ทำให้สังคมโรงเรียนทันตแพทย์ มศว.เกิดความเอื้ออาทร ความรักและความไว้วางใจซึ่งกันและกันยิ่งขึ้น นอกจากนี้การมองเห็นคุณค่าของกันและกัน นับว่าเป็นโอกาสที่เอื้อต่อการเรียนรู้เพื่อรู้จักตนเองและผู้อื่นรอบข้าง 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน i-smile



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

บันทึกการถอดบทเรียน (ต่อ)

การรู้จักตัวตนที่แท้ย่อมสนับสนุนการเป็นองค์กรสร้างสุข เนื่องจากองค์กรมีชีวิต หากต้องการให้องค์กรสร้างสุข จำต้องเกิดจากปิติสุขจากภายใน นั่นคือแต่ละคนอิ่มสุขจากตัวตนที่แท้ ผ่านทักษะ วิธีการ กระบวนงานที่ตนถนัด ทำด้วยความรัก ความสุขย่อมออกมาและยังประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไร ถ้าออกมาจากเนื้อจากตัว ย่อมยังความสวยงามและความสุข

จากนั้นวิทยากรฯ แลกเปลี่ยน...

- น่าสนใจว่าบางคนเคยทำเป้าหมายชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อทำอีกครั้งเป้าหมายเปลี่ยนไป นั่นอาจไม่ใช่เป้าหมายชีวิตก็ได้ แต่มันเป็นแบบแผนหนึ่งของความเชื่อของเรา เช่น เมื่อเราเห็นบางคนประสบความสำเร็จ จึงอยากเป็นแบบเขาบ้าง เป้าหมายของเราจึงเปลี่ยนไปจากเดิมเรื่อยๆ อันที่จริงเป้าหมายชีวิตที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ คือตัวตน คือสิ่งที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์แล้วในตัวเรา แต่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับมันมากนักและยังไม่เปิดโอกาสให้มันเผยตัวออกมา ใบงาน win-win อาจทำให้เราเข้าใจเป้าหมายตนเองมากขึ้น หากโฟกัสไปที่ช่องแรก คือ ฉันได้ประโยชน์และคนอื่นได้ประโยชน์

- ดอกไม้ทุกดอก สวยเท่าเทียมกัน แต่ไม่เหมือนกัน ชีวิตของเราเหมือนเมล็ดพันธุ์ มีพิมพ์เขียวของเรา เราควรใช้องค์กรที่สักกัด เอื้อต่อการเจริญเติบโต ใช้มันเป็นเหมือนดินที่ชุ่ม อากาศที่บริสุทธิ์ แสงแดดร่ำไร

- หลายคนเหนื่อยมากและอยากลาออก อยากไปอยู่องค์กรแห่งใหม่ แน่ใจหรือว่าที่นั่นจะไม่มีปัญหา? ท่านสามารถอยู่ที่นี่ รับเงินเดือนจากที่นี่ แต่แสวงหาเรื่องที่สนใจออกไปหาพื้นที่สาธารณะทำกิจกรรมตามเสียงเรียกร้องจากหัวใจร่วมกับคนในองค์กรอื่นๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีกิจกรรมทำนองนี้มากมาย ดูง่ายๆ เช่น ชมรมคนดูนก ทำบ้านดิน เป็นต้น แต่ละคนไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่สนใจประเด็นเดียวกันก็ไปรวมตัวทำกิจกรรมกันได้

จากนั้นวิทยากรฯ ถามว่า “ จากนี้ไปมีกิจกรรมอะไรบ้าง เช่น ที่อยากทำมานาน,เคยทำได้ดีตอนเป็นเด็กๆ ,กิจกรรมที่อดไม่ได้ที่จะทำ ไม่ให้ทำก็จะทางทำ? (อย่างน้อย 3 กิจกรรม)

จากนั้นวิทยากรฯ ถามว่า “ในกิจกรรมเหล่านั้น มีกิจกรรม 1 กิจกรรม ที่สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องรอพึ่งใคร?”

จากนั้น วิทยากรฯ ถามต่อไปว่า “ในกิจกรรมดังกล่าว หากให้ท่านมองหาคนในที่นี้สัก 3 คน ที่อยากชักชวน/อยากขอความร่วมมือ/อยากขอแรงใจ และคิดว่าจะเกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือใครบ้าง?” จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมเดินไปหาบุคคลเป้าหมายและนั่งพูดคุยกันว่าจะร่วมมือกันอย่างไร ปรากฏว่ามีการรวมกลุ่ม 4 กลุ่ม ได้แก่

- กิจกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น จักยาน ฮูล่าฮูบ เป็นต้น

- เสริมบุคลิกภาพ เช่น เทคนิคแต่งหน้า สโมคกี๊อาย ติดขนตายปลอม เป็นต้น

- ช่วยเหลือสังคม เช่น บริจาคเลือด / สอนการบ้านเด็กสอนตาบอด เป็นต้น

- ความคิดเชิงบวก (ร่างโครงการความคิดเชิงบวก)

รศ.อรทัย อาจอ่ำ กล่าวว่า

- บทเรียนที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของตัวเราเอง ยากตรงที่การอยู่กับตัวเราเอง การไม่ใช้ชีวิตที่เร่งด่วน จะเห็นว่ากระบวนการถอดบทเรียนเป็นการทบทวนตนเอง วิทยากรกระบวนการทำหน้าที่เอื้อให้เรา มันเป็นแนวคิดที่ทำให้เราเดินด้วยขาตนเอง นำไปสู่การเป็นองค์กรสร้างสุขด้วยตนเอง กิจกรรมต่างๆ ก็ยั่งยืนด้วยตนเอง

- “เข้าใจเขาอย่างที่เขาเป็น” ไม่ใช่พยายามเปลี่ยนเขาอย่างที่เราอยากให้เป็น ที่ผ่านมาลงทุนไปเยอะ แต่ทุกคนในองค์กรเหนื่อย ทุกข์ เสื่อมเสียสุขภาพ ต้องกลับไปสู่ตัวตนที่แท้ที่เราละเลย แต่กระบวนการให้คนเข้าร่วมเส้นทางนี้เป็นเรื่องยาก เพราะส่วนใหญ่ยังมองว่า “มันไร้สาระ”

จากนั้นวิทยากรฯและผู้เข้าร่วมนั่งล้อมวง เข้าสู่พิธีปิดแบบเรียบง่าย โดยกลั่นคำพูดออกจากความรู้สึกจากหัวใจ

หมายเลขบันทึก

441916

เขียน

02 Jun 2011 @ 12:06
()

แก้ไข

11 Jun 2012 @ 16:39
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก