ความไม่เสมอภาค: พุทธวิพากษ์
(Inequality: Buddhist Critique)
โดย เกริ่นนำ นิ่มอนงค์
ความหมายของคำว่า เสมอภาค ตามพจนานุกรมคอลลินส์ โคบิลด์ (Collins cobuilt English Language Dictionary) หมายถึง ความมีสถานภาพที่เสมอกัน ความมีสิทธิ์หน้าที่เท่าเทียมกันและรวมถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนพลเมืองของสังคมใดสังคมหนึ่ง ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับคำว่าความไม่เสมอภาค อันหมายถึง การมีสถานภาพที่แตกต่างกันทางสังคม เศรษฐกิจ และโอกาส เป็นต้น ระหว่างคน 2 คนหรือมากกว่านั้น
แนวความคิดเรื่องความเสมอภาค (equality) และไม่เสมอภาค (inequality) เป็นแนวความคิดทางสังคม เกี่ยวข้องกับคนในสังคม เรื่องการศึกษาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้นเมื่อพูดถึงความเสมอภาคหรือความไม่เสมอภาคทางการศึกษา ย่อมมีความหมายรวมถึงความเป็นมาของแนวคิดนี้ในทางปรัชญาสังคมและการเมืองด้วย วิทย์ วิศทเวทย์กล่าวว่า “การเสนอปรัชญาการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับปรัชญาสังคมนั้นเสนอได้ แต่คงไม่มีใครนำไปปฏิบัติ และปรัชญาการศึกษาที่ดีจะต้องสอดคล้องกับปรัชญาชีวิตของบุคคลด้วย” (2531,20) ในปรัชญาสังคมและการเมือง นักปรัชญา 2 ค่ายคือค่ายเสรีนิยมและอเสรีนิยม ยังคงโต้เถียงกันเรื่องอะไรคือความเสมอภาคและความไม่เสมอภาค เมื่อกล่าวถึงแนวความคิดโดยรวมแล้ว คำว่า ความเสมอภาค ย่อมหมายถึงความเสมอภาคในเรื่องต่อไปนี้[1]
1. ความเสมอภาคที่จะได้รับการปกป้องสิทธิและเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน (equality of right and liberty) อย่างเช่น เมื่อ นาย ก. ได้รับการปกป้องสิทธิแห่งทรัพย์สินและเสรีภาพในการนับถือพุทธศาสนาตามที่ตนศรัทธาจากรัฐเช่นใด นาย ข. ก็ย่อมได้รับการปกป้องสิทธิและเสรีภาพเช่นว่านั้นเหมือนกัน การที่ทั้งสองได้รับการปกป้องสิทธิและเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกันเช่นนี้เรียกว่าความเสมอภาค
1. ความเสมอภาคที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันจากรัฐในฐานะที่เป็นพลเมือง โดยไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นพิเศษ (equality of citizenship) อย่างเช่น นาย ก. ได้รับการปฏิบัติเช่นใดจากรัฐในฐานะที่นาย ก. เป็นราษฎร นาย ข. ซึ่งเป็นราษฎรเช่นเดียวกัน ย่อมจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันนั้นจากรัฐ ตัวอย่างเช่น ถ้าสามเณรแก้วได้รับการปฏิบัติเช่นใดจากเจ้าอาวาสในฐานะสามเณรแก้วเป็นสามเณรลูกวัด สามเณรช้างซึ่งเป็นลูกวัดเหมือนกันก็ย่อมจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันนั้นจากเจ้าอาวาสด้วย
2. ความเสมอภาคในทางโอกาส (equality of opportunity) หมายถึง ความเสมอภาคที่จะเข้าแข่งขันในทุกเรื่อง เช่น เรื่องการศึกษา การเศรษฐกิจ การค้า การสมัครงานเป็นต้น เช่น สามเณรแก้ว มีสิทธิสมัครสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสงฆ์หลังจากจบบาลีเตรียมอุดมศึกษา หรือ มัธยมศึกษาแล้ว สามเณรช้าง ก็สามารถทำได้ เพราะมีความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกัน ความไม่เสมอภาคจะเกิดขึ้นทันทีในกรณีที่สามเณรแก้วมีโอกาสแต่สามเณรช้างไม่มีโอกาสหรือไม่มีสิทธิทั้งๆ ที่มีคุณสมบัติพร้อม แต่เนื่องจากสามเณรแก้วไปสังกัดอยู่ในวัดพุทธพานิช ซึ่งเจ้าอาวาสไม่มีนโยบายส่งเสริมการศึกษา ถามว่าเจ้าอาวาสมีสิทธิ์แค่ไหน การที่สามเณรแก้วไปเรียนในสถานศึกษาที่คณะสงฆ์รับรองในกรณีที่เจ้าอาวาสไม่อนุญาตเพราะถือว่าหนีงานไม่ช่วยกันทำกิจกรรมในวัดนั้นถือว่าละเมิดคำสั่งเจ้าอาวาสหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะกล่าวต่อไปในการวิจัยนี้
3. ความเสมอภาคระหว่างบุคคล (equality of persons) เช่นในเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจ และความสามารถทางด้านต่างๆ ของปัจเจกบุคคล เป็นต้น
ทัศนะ 3 ประการแรกเป็นทัศนะที่เน้นมากในฝ่ายของนักคิดเสรีนิยม ส่วนทัศนะประการที่สี่สุดท้ายเป็นแนวความคิดที่เน้นมากในฝ่ายของพวกสังคมนิยม โดยเฉพาะคอมมิวนิสต์ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยอมรับแนวความคิดเรื่องความเสมอภาคทั้ง 4 นั้นเหมือนกันเพียงแต่ในข้อที่ทั้งสองฝ่ายไม่เน้นนั้นเพราะมีเหตุผลต่างกันในรายละเอียด เหตุผลที่ต่างกันที่ทำให้ทั้งสองสำนักไม่เน้นในแต่ละข้อดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานเรื่อง ความเสมอภาคกันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการถ่ายโอนมรดก เราจำเป็นต้องพูดถึงปัญหาความเสมอภาคและความไม่เสมอภาคทางสังคมเศรษฐกิจด้วย เพราะปัญหาความไม่เสมอภาคทางการศึกษามาจากความไม่เสมอภาคทางสังคมนั่นเอง ตามทัศนะของเสรีนิยมทุกคนมีความเสมอภาคกัน เพราะความเสมอภาคคือความยุติธรรม คนขยันทำงานย่อมรวยกว่าคนขี้เกียจ คนเรียนเก่งย่อมมีโอกาสมากกว่าคนเรียนไม่เก่ง แต่ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน นาย ก. อาจมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า นาย ข. ได้เพราะพ่อแม่นาย ก. มอบมรดกให้ มันเป็นสิทธิอันชอบธรรมของเขา ทัศนะนี้พวกสังคมนิยมโดยเฉพาะมาร์กซ์ไม่เห็นด้วย พวกสังคมนิยมจะบอกว่าเราอาจจะมีความเท่าเทียมในเรื่องกฎหมายหรือศีลธรรม แต่เรื่องเศรษฐกิจเราไม่เคยจะเสมอภาคกันเลย และถ้าจะทำให้เกิดความเสมอภาค รัฐต้องช่วยจัดการให้เกิดความยุติธรรมขึ้น มาร์กซ์ให้เหตุผลว่า สิทธิเสรีภาพและความยุติธรรมในระบบทุนนิยมเป็นไปไม่ได้ มันเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของระบบเสรีนิยม ที่ต้องการปกปิดความไม่เสมอภาคของตนเองเท่านั้น (Marx,1976,212-224) ตามทัศนะของมาร์กซ์ ต้นตอของความไม่เสมอภาคในสังคมมาจากการอนุญาตให้ปัจเจกบุคคลมีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว วิธีแก้ความไม่เสมอภาคเรื่องนี้มีอยู่ทางเดียวคือต้องยกเลิกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพย์สินส่วนที่เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เช่นที่ดิน โรงงาน เป็นต้น ทรัพย์สินเหล่านี้จะต้องเป็นสมบัติของสังคมส่วนรวม เมื่อทุกคนมีโอกาสใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำมาหากินเสมอกัน ทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพเสรีภาพอย่างเต็มที่ที่จะทำมาหากินให้เกิดประโยชน์อย่างไรก็ได้ (สมภาร,2538,151) วิทย์ วิศทเวทย์เปรียบเทียบเสรีนิยมว่า เป็นปัจเจกนิยมที่เน้นเสรีภาพเป็นหลัก และเปรียบเทียบสังคมนิยมว่าเป็นสหนิยมที่เน้นความเสมอภาคเป็นหลัก ทั้งสองสำนักน่าจะเลือกดุลยภาพของทั้งเสรีภาพและความเสมอภาคจึงจะถูก (2531,14-20)
ในฐานะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธและเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งท่านเสนอปรัชญาสังคมเรื่องความเสมอภาคแนวพุทธไว้อย่างน่าฟังว่า พุทธธรรมเน้นธรรมาธิปไตย คือความสมดุลย์ระหว่างปัจเจกนิยมกับสหนิยม ระหว่างความเสมอภาคและเสรีภาพ การพึ่งตนเอง และการบริโภคระดับกลาง (หน้า 33) ในทัศนะของวิทย์ วิศทเวทย์ ทุนนิยมไม่ขัดกับศาสนาพุทธถ้าตัดเรื่องบูชาวัตถุออกไปและ ท่านไม่คิดว่าการบูชาวัตถุเป็นแก่นสารของระบบทุนนิยมอย่างที่คนทั่วไปคิด พุทธศาสนาเน้นศีลธรรมมากกว่ากฎหมาย เพราะกฎหมายซึ่งเท่ากับตัวศีลจะควบคุมได้แค่กายและวาจา แต่ธรรมจะช่วยควบคุมจิตใจ ในกรณีคนรวยคนจน พระพุทธศาสนามองว่า เป็นเพียงสมมติ ทุกอย่างมีสาเหตุ เป็นไปไม่ได้อยู่ๆ จะรวยขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้แต่ถูกลอตเตอรี่หรือคนที่ได้มรดกก็มีสาเหตุมาจากการที่เขาคนนั้นได้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว แต่คนเหล่านั้นต้องทำความดีต่อไปต้องบริจาคเผื่อแผ่แบ่งปัน ถามว่าไม่ทำการบริจาคได้ไหม ตอบว่าคุณมีสิทธิไม่บริจาคได้ แต่การกระทำเช่นนั้นไม่ค่อยชอบด้วยคุณธรรมนัก ชาวพุทธถือว่าความรวยประเภทนี้ไม่จีรัง ถ้าคุณไม่ทำบุญต่อไป ไม่รู้จักหาเพิ่ม ความร่ำรวยนั้นก็มีแต่หมดไป (อง.ทสก.24/91/188)
คำว่าพุทธธรรมเน้นการบริโภคระดับกลางหรือทุนนิยมแบบมัชฌิมาปฏิปทาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันตรัสเรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีความหมายแค่ไหน คำว่าระดับกลางในทางพระพุทธศาสนาหมายถึงปัญญาหรือเหตุผล การบริโภคระดับกลางคือบริโภคระดับที่พอดีมีเหตุผล ดังพระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต, 2518, 249) กล่าวว่า “ทางสายกลางมีฐานอยู่ที่ปัญญาคือสัมมาทิฏฐิ” อาจกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาอยู่ตรงกลางระหว่างเสรีนิยมที่เน้นความเสมอภาคทางสิทธิและเสรีภาพและสังคมนิยมที่เน้นความเสมอภาคทางโอกาสและความเสมอภาคระหว่างบุคคล ในแง่ที่พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญทั้งสองประเด็นเท่าๆ กันอย่างมีเหตุผล การจะเข้าใจเรื่องนี้ดีน่าจะได้เข้าใจเรื่องความเสมอภาคตามทัศนะของพระพุทธศาสนาก่อน
แนวความคิดเรื่องความเสมอภาคในพระพุทธศาสนา
หลักความเสมอภาคที่แท้จริงในพระพุทธศาสนาคือหลักแห่งความไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน (Non-ego centric mind) ที่รู้จักกันดีในนามว่า อนัตตา การเห็นตามความเป็นจริงคือการเห็นอนัตตา เมื่อเห็นความจริงแล้วควรจะอยู่กับความจริงคืออยู่อย่างปราศจากตัวตน[1] คนที่อยู่อย่างปราศจากตัวตนย่อมมีความสมดุลย์ในชีวิต และย่อมมองทุกอย่างสมดุลย์คือมีความเสมอภาคกัน ตราบใดที่ยังมีอัตตาตราบนั้นยังไม่มีความเสมอภาคที่แท้จริง เพราะอัตตาจะทำให้คนอยู่ด้วยการแข่งขันและทำลายกันและเอาเปรียบกัน ดูประวัติของพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง พระองค์อยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยอหังการตามลัทธิพราหมณ์ ถือชั้น ชาติ ศักดิ์และตระกูล อันเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกในสังคม พระองค์ทรงประกาศความเสมอภาคของมนุษย์และรับรองเสรีภาพของมนุษย์ว่า “กำเนิดชาติตระกูลมิได้ทำให้บุคคลเป็นพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์หรือพ่อค้า แต่ความประพฤติของบุคคลเป็นเครื่องกำหนดความแตกต่างระหว่างบุคคล” (ธรรมบท) ความประพฤติในที่นี้หมายถึงหลักกรรม ดังพุทธพจน์ว่า “บุคคลไม่ได้เป็นคนชั่ว ไม่ได้เป็นคนดีเพราะชาติ หากเป็นเพราะการกระทำ บุคคลเป็นชาวนา เป็นศิลปิน เป็นพ่อค้า เป็นคนรับใช้ เป็นโจร เป็นทหาร เป็นผู้บูชายัญ เป็นพระราชา ก็เพราะการกระทำ โลกเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายผูกพันอยู่กับกรรม เหมือนกับลิ่มสลักเป็นเครื่องยึดรถที่แล่นไปฉะนั้น”(วาเสฏฐสูตร) พระพุทธเจ้าทรงก่อตั้งสังฆมณฑลขึ้นอันเป็นตัวอย่างแห่งชุมชนที่อยู่กันอย่างเสมอภาคไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมาจากไหน พระพุทธเจ้าทรงประกาศหลักภราดรภาพซึ่งอยู่บนฐานแห่งพรหมวิหารธรรม ดังพุทธพจน์ว่า ผู้ที่ไม่เคยเป็นบิดามารดาเป็นบุตรธิดาและเป็นพี่น้องกันมาก่อนเลยไม่มี (16/451-455/187-189)
พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลแรกที่ยกย่องสตรีว่ามีความสามารถเท่าบุรุษ “ใช่ว่า บุรุษจะเป็นบัณฑิตในทุกสถาน แม้สตรีผู้มีปัญญาดีก็เป็นบัณฑิตในสถานที่นั้นๆ ได้เช่นกัน (ขุ.อป. 33/31/357). ทรงปฏิเสธข้อที่มีผู้กล่าวหาว่า หญิงไม่สามารถบรรพชาอุปสมบทได้ และไม่สามารถบรรลุธรรมพิเศษได้ ดังพระพุทธพจน์ว่า “เพศสตรีจะเป็นอุปสรรคอันใด สำหรับเธอ ผู้เห็นแจ้งธรรมอย่างถูกต้อง ในเมื่อจิตก็ตั้งมั่นแล้ว ญาณคือปัญญาชั้นสูงก็ดำเนินไปอยู่” (สํ.ส.15/163/155). พระพุทธศาสนายกย่องสตรีผู้เป็นภรรยาว่าเป็นเพื่อนที่ประเสริฐสุดของสามี ภรรยาไม่ใช่ทาส สตรีทุกคนได้รับยกย่องจากพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นแม่ที่บุรุษทุกคนต้องบูชาเหมือนแม่จริงๆ[2] เพราะผู้หญิงทุกคนมีความดีอยู่ในตัว คนเก่งคนดีถ้าไม่มีแม่จะเก่งดีมาได้อย่างไร ดังพระพุทธพจน์ว่า “มหาบพิตร ที่จริงแม้สตรีบางคนมีกิริยามารยาทเรียบร้อย มีสติปัญญาเคารพนับถือพ่อแม่สามีเหมือนเทวดา และปรนนิบัติสามีดีก็ประเสริฐยิ่ง ขอมหาบพิตรจงเลี้ยง (ธิดาคนนั้น) ให้ดี ลูกชายซึ่งสตรีเช่นนั้นให้กำเนิดมา ย่อมเป็นบุรุษผู้กล้าหาญ ปกครองราชอาณาจักร เป็นใหญ่ในทุกทิศได้” (สู.ส. 15/127/103).
ดังนั้น อำนวย ยัสโยธา (2542, 42-61) วิจารณ์ว่า แนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคแบบตะวันตกอยู่บนฐานวัตถุนิยมและอุดมคติแบบสุขนิยม มันจึงนำไปสู่ทุนนิยมและบริโภคนิยมแบบเสรีนิยมซึ่งตรงข้ามกับพุทธศาสนาที่มีฐานอยู่ที่จิตนิยมและมีอุดมคติแบบวิมุตตินิยม พระพุทธศาสนาต่อต้านบริโภคนิยม ลดการแข่งขัน สร้างความเห็นอกเห็นใจ สร้างความร่วมมือกันอันจะนำไปสู่สันติภาพในที่สุด นัยนี้ตรงกับแนวความคิดเรื่องพุทธศาสนาเป็นปัจเจกนิยมทางจิตของ วิทย์ วิศทเวทย์.
พุทธปรัชญาเป็นเหตุผลนิยมซึ่งเห็นด้วยกับเสรีนิยมในประเด็นที่ว่าด้วยพื้นฐานธรรมชาติมนุษย์ สมภาร พรมทากล่าวว่า “ระบบเสรีนิยมเชื่อว่าคนเราแม้จะต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งเสมอกันคือความสามารถใช้เหตุผลในฐานะเป็นมนุษย์ ความสามารถนี้ในบางคนอาจไม่แสดงตัว เพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยให้เขาสามารถดึงสิ่งเหล่านี้ออกมาใช้ เช่นเขาอาจเกิดมาจน ทำให้ไม่ได้รับการศึกษาเพียงพอเป็นต้น ถ้าขจัดสภาพเช่นนี้ออกไปได้ทุกคนจะเท่าเทียมกัน….ชาวเสรีนิยมจึงถือว่าคนเราสามารถทำหน้าที่ต่างๆ ในสังคมได้เท่าเทียมกัน…หากว่าเขาได้พัฒนาอย่างเพียงพอ ระบอบการปกครองประชาธิปไตยก็เกิดมาจากพื้นฐานปรัชญาเสรีนิยมนี้” (2538,150). สรุปว่า พระพุทธศาสนาถือว่าการศึกษาคือการพัฒนาคนให้เสมอภาคกันทางความคิดและเหตุผล[3] แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการคณะสงฆ์ไทยในเวลานี้คือความไม่เสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา ปัญญาจึงไม่เกิด ที่เป็นดังนี้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะพื้นฐานแนวความคิดทางปรัชญาต่างกันอยู่บ้าง ดัง อำนวย ให้ทัศนะต่อว่า แนวความคิดแบบตะวันตกมองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในเชิงอัตตา เชิงการแข่งขันดังนั้นจึงมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพกันบ้าง แต่พุทธศาสนามองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในเชิงอนัตตาคือบนฐานแห่งเมตตาและการละอัตตา (2542 หน้า 57) ดังนั้นสิทธิมนุษยชนในความหมายของพระพุทธศาสนาคือการทำตามหน้าที่ของมนุษย์อย่างเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าการเรียกร้องสิทธิทางสังคม (บุญธรรม พูนทรัพย์, 2540, 47-63)
[1]วิทย์ วิศทเวทย์,”อนัตตาในพุทธปรัชญา”, พุทธศาสน์ศึกษา.มกรา-เมษา.2542. Widya Sakyabhinand, “Equality-Why it cannot be achieved?: A Buddhist View,” มนุษยศาสตร์วิชาการ.เล่ม 4. 2539.
[2]ความสำคัญของสตรีปรากฏในพระสูตรเหล่านี้: สตรีบัณฑิต ขุ.อป.33/31/357. ลูกหญิงก็ประเสริฐเช่นกัน สํ.ส.15/127/103. พลังหญิง ขุ.ชา.27/65/203. สำคัญที่ใจมิใช่เพศ. อิตะภาโว กึ กยิรา จิตฺตมฺหิ สุสมาหิเต ญาณมฺหิ วตฺตมานมฺหิสมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต สํ.ส.15/163/155. ดูเพิ่มเติ่มใน พระศรีปริยัติโมลีและคณะ. (2541).สตรีในพระพุทธศาสนา.
[3]หลักเสรีภาพทางความคิดในทางพระพุทธศาสนาคือหลักกาลามสูตร ; หลักความเสมอภาคอาจพิจารณาได้จากเปรียบเทียบความอัศจรรย์ของมหาสมุทร 8 อย่าง (อ.อฏฐก.23/109/2007. หลักภราดรภาพใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ,สารานิยธรรม 6,และหลักอปริหานิยธรรม 7 อย่าง.
[1]สมภาร พรมทา, 2538. ปรัชญาสังคมและการเมือง. (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), หน้า 138-159. ดู B.A.O. Williams, “The Idea of Equality” In Peter Laslett and W.G. Runciman, eds. Philosophy, Politics and Society, Series II, (pp. 110-131) Reprinted by Basil Blackweee, 1962, pp. 116-137.