ผมมาถึงเกาหลีใต้เวลา 6 โมงเช้า และลอยเรือไป 'เกาะนามิ' ที่สุดสวยและประทับใจ ประมาณเกือบจะเที่ยงกลับมาที่รถ ช่างเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นมากของผม เพราะเวลาใกล้เที่ยง แต่ยังมีควันออกจากปากและจมูกอยู่เมื่อเวลาสัมผัสอากาศภายนอกรถ อุณหภูมิน่าจะอยู่ราว 12 องศา
จากนั้นได้เดินทาง เพื่อไปร้านอาหารมื้อเที่ยง นับเป็นการลิ้มลองรสชาติอาหารเกาหลีครั้งแรกของผม ภายในรถ เมื่อมองออกจาหน้าต่าง จะเห็นภูเขาขนาดย่อม ๆ ไม่มีสีเขียวให้ปรากฎ เพราะหิมะได้ปกคลุมทุกอย่างแม้หระทั้งต้นหญ้า คงมีแต่ต้นสนที่ผมสามารถสัมผัสใบเขียว ๆ ของมันได้
เส้นทางที่ผ่านไม่ค่อยเห็นบ้านเรือนของผู้คนเลย มีแต่โรงงานอุตสาหกรรม และตึกสำนักงานมากมาย และที่แปลกมาก คือ จะมีอุโมงค์เยอะแยะ ยาวนาว จนสัมผัสความมืดมิดในอุโมงค์ได้เป็นอย่างดี บางแห่งจะมีโคมไฟเป็นระยะ ๆ แต่ก็มีบางแห่งที่มืดสนิท จนต้องเปิดไฟรถให้มองเห็นทาง
นอกจากอุโมงแล้ว จะพบเสาไฟมากมายเรียงรายสองข้างสอง ซึ่งไม่แตกต่างกับบ้านเรามากนัก แต่ที่แตกต่าง คือ การจราจรไม่ติดขัดเลย รถยนต์แล่นผ่านไปมาก็เป็นระเบียบเรียบร้อยและเคารพกฎจราจร
และที่สัมผัสถึงความอาลัย และความหดหู่ คือ บริเวณเขาเตี้ย ๆ จะมีสุสานมากมายเรียงราย จนมองเผิน ๆ นึกว่า สถานที่ท่องเที่ยว ยิ่งมองภาพสุสาน และหญ้าแห้ง ๆ กับหิมะสุดท้ายของปี รู้สึกถึงความเงียบเหงาวังเวงมากมาย
ผมนั่งอยู่ในรถราวประมาณเกือบ 30 นาที ก็ถึงแล้ว ผมรู้สึกหนาวมากกว่าหิว คงเป็นช่วงที่ปรับอุณหภูมิ ผสมกับความตื่นเต้นความแปลกใหม่ของเกาหลี ร้านอาหารตั้งอยู่ในที่ตั้งมีรถจอดสบาย ๆ เที่ยงนี้ นอกจากคณะผมแล้ว ก็พบว่า มีแขกประมาณ 2-3 โต๊ะเองครับ
ข้างหลังร้านอาหารจะมองเห็นแม่น้ำและภูเขา ผมรีบกระโจนเข้าไปในร้านอาหาร เพราะถอดเสื้อกันหนาว และหมวกออก เพราะกลัวกลิ่นอาหารมื้อนี้ จะติดเสื้อและหมวก .... สายลมวูบมาที่ไร มันจะโจนให้หนาวเหน็บมากเท่านั้น
ร้านอาหารที่สังเกตมีคนทำอาหารและเด็กเสริฟ์ไม่มากเพียง 4-5 คน น่าจะเป็นร้านอาหารที่ทำกันเองภายในครอบครัว พวกเราทักทายและยิ้มแย้ม ผมยิ้มเพราะเป็นสิ่งเดียวที่ผมสื่อสารได้ และแล้วอาหารมื้อแรกของผม ก็ตั้งรอให้ผมจัดการแล้ว
เมนูทัลคาลบิ Tukkabi
อาหารเลื่องชื่อของเกาหลี....โดยนำไก่บาร์บีคิว ผักต่างๆ ผัดร่วมกับซอสบาร์บีคิวเกาหลีในกระทะแบน วิธีการทาน ทานแบบเมี่ยงคำไทยโดยผักกาดแก้วเกาหลี เมื่อทานไประยะหนึ่งจะนำข้าวสวย และสาหร่ายแห้งมาผัดรวมกับทัคคาลบี เพื่อให้เกิดอาหารชนิดใหม่ คือทัคคาลบีโปคีม หรือ ข้าวผัก ทัคคาลบีที่ทั้งหอมและน่าทาน เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง เช่น โอเด้ง (ลูกชิ้นปลาปรุงรส) กิมจิ และน้ำซุปประจำวัน
และที่ขาดไม่ได้ คือ กิมจิ (ผักดองปรุงรส) ซึ่งผมไม่กล้าแตะต้องมากครับ ชิมดูเพื่อรู้รสเท่านั้น ถ้าผมเลือกทานได้ ทานผักสด ๆ ดีกว่า ครับ ที่ผมชอบมาก คือ สาหร่ายแผ่นที่นี้ เพราะทานที่เกาหลีทุกร้าน อร่อยทุกร้านครับ ทานไปด้วยจิบน้ำอุ่น อบอุ่นหัวใจไม่น้อยครับ ...ทัลคาลบิ ถ้าทานให้อร่อยต้องนั่งครบ 4 คน ช่วยกันผัด ไม่ให้ติดกะทะ เติมน้ำซุป ถึงไปกินมา เกิดอาการเมาไก่เลยครับ
ทานเสร็จแล้วเดินที่ระเบียง เกือบบ่ายแล้ว ยังอากาศหนาวอยู่ แต่ผมก็พอไว้ครับ ตอนนี้ความรู้สึกคิดถึงบ้านอยู่ครับ อยากให้แม่ ภรรยา ทิมดาบ พี่น้อง และเพื่อนมาด้วยกันครับ
อาหารมื้อแรกของผม รสชาติดีกว่าที่นึกไว้ เพราะนึกว่า จืด ๆ แต่กลับรสชาติอร่อยน่ากิน ส่วนกิมจิ ประเทศของเขาต้องถนอมอาหารไว้ เพราะมีช่วงฤดูหนาวหลายเดือน ผักสดหายาก ไม่เหมือนเมืองไทยของเรา
อดภูมิใจไม่ได้ที่ประเทศของเรา ยังมีอาหารให้เราได้กินตลอดปี และครบตามฤดูกาล
ขอให้ภูมิใจว่า เราเกิดที่เมืองไทย และสามารถเป็นครัวของโลกไม่ยาก และผมหวังไว้สักวันว่า ชาวนา หรือเกษตรกรเมืองไทย จะมีรายได้ดีและร่ำรวยเหมือนเกษตรกรเกาหลีครับ
....วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554....
สวัสดีค่ะ
"....อดภูมิใจไม่ได้ที่ประเทศของเรา ยังมีอาหารให้เราได้กินตลอดปี และครบตามฤดูกาล ..."
ไปที่ไหนก็ไม่เหมือนเมืองไทยของเรานะคะ
เกาหลีเขาจะให้ความสำคัญกับผักปลอดภัย ไม่มีสารพิษใช่ไหมคะ
เห็นเพื่อนที่ไปมาเขาเล่าให้ฟังค่ะ ลำดวนไม่เคยไปค่ะ
ผมเริ่มชอบเกาหลีตอนดูละครเรื่องแดจังกึม
หลงไหลจนต้องซื้อหนังสือ 4 เล่ม ยกชุดมาอ่าน
บันทึกไว้ ในบล็อกนี่ด้วย ชื่อเท่หน่อย
ว่า "หลักธรรมคำคมข้อคิดชีวิตรักจากแดจังกึม"
ว่างๆ เชิญคุณหมอ
แวะผ่านๆ เสียหน่อย (แค่นั้นพอแล้ว อ่านมากคงไม่ไหว)
สวัสดีค่ะน้องทิมดาบ
พี่จะรอชมบรรยากาศสวยๆค่ะ
ไปบ้านเมืองอื่น แล้วเราจะรักประเทศไทยมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ