ในความหมายของ KM ผู้ปฏิบัติงานทุกคนควรได้เป็น "ผู้นำ" โดยที่ผู้นำควรมีส่วนกำหนด Knowledge Vision ในงานที่ตนมีส่วนรับผิดชอบ ถ้าเราเป็นสมาชิกระดับหน้างาน หรือระดับ ปฏิบัติการ KV ของเราเป็น "หัวปลา" เล็ก ไม่ใช่ "หัวปลา" ของทั้งองค์กร การมีส่วนร่วมใช้ collective creativity ในระดับตัดสินใจและลงมือปฏิบัติ ก็ต้องเน้นตรงส่วนงานย่อยของเรา ไม่ใช่มีส่วนร่วมในภาพใหญ่ของทั้งองค์กร

 

          พื้นที่สำหรับการ ลปรร. (ba) มีความสำคัญยิ่ง ในการใช้ KM เพื่อการสร้างสรรค์ผลงาน ในลักษณะที่มีนวัตกรรม   โดยมีหลักการสำคัญคือสมาชิกขององค์กรทุกคน ควรมีพื้นที่ สำหรับให้ ตนเองมีอิสระในการสร้างสรรค์   จุดสำคัญคือ อิสระที่จะลงมือทำตามความสร้างสรรค์ของตน

          แต่คนไทยมีแนวโน้มที่จะมองเน้นที่อิสระที่จะออกความเห็น   และความเห็นนั้นเน้นพุ่งไปที่ พื้นที่ตรงยอดปิรามิดขององค์กร  หรือตรงส่วนที่เป็นพื้นที่ของหัวหน้า  ไม่มองพื้นที่ตรงหน้าของ ตนเอง ตรงงานที่ตนเองรับผิดชอบ   แทนที่จะต้องการพื้นที่อิสระ เพื่อความเป็นตัวของตัวเอง ณ จุดที่ตนเองรับผิดชอบ   กลับไปต้องการพื้นที่ที่คนอื่นรับผิดชอบ

          ผมมีความเห็นว่า ณ พื้นที่ที่หัวหน้าหรือผู้บริหารรับผิดชอบ  หากลูกน้องเสนอความเห็น หัวหน้าควรรับฟัง  แต่เมื่อฟังแล้ว ย่อมเป็นวิจารณญาณของหัวหน้าที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้   ลูกน้องต้องเคารพสิทธินั้นของหัวหน้า   เพราะหัวหน้าอาจมีข้อมูลมากกว่าลูกน้อง

          ในความหมายของ KM   ผู้ปฏิบัติงานทุกคนควรได้เป็น "ผู้นำ"  โดยที่ผู้นำควรมีส่วนกำหนด Knowledge  Vision ในงานที่ตนมีส่วนรับผิดชอบ   ถ้าเราเป็นสมาชิกระดับหน้างาน หรือระดับ ปฏิบัติการ KV ของเราเป็น "หัวปลา" เล็ก  ไม่ใช่ "หัวปลา" ของทั้งองค์กร   การมีส่วนร่วมใช้ collective creativity ในระดับตัดสินใจและลงมือปฏิบัติ ก็ต้องเน้นตรงส่วนงานย่อยของเรา  ไม่ใช่มีส่วนร่วมในภาพใหญ่ของทั้งองค์กร

          "ผู้นำ" ในความหมายของ KM คือผู้กล้าหาญที่จะลงมือปฏิบัติ โดยใช้ความรู้ชุดใหม่ที่ แตกต่างจากเดิม เพื่อเป้าหมายผลงานที่ดีกว่าเดิม

          การ ลปรร. โดยไม่นำไปสู่การปฏิบัติ ไม่มีความหมายในมุมมองของ KM   ความรู้ที่เอาไว้ แสดงภูมิรู้แสดงความเห็น ไม่มีความหมายในมุมมองของ KM

          กล่าวอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าการ ลปรร. ในมุมที่กว้าง ไม่มีคุณค่าต่อองค์กร   เพราะ ความคิดสร้างสรรค์ของคนเรานั้น ไร้ขอบเขต   แต่การ ลปรร. ในมุมกว้างนั้น จะเรียกร้องให้ผู้อื่น ปฏิบัติตามไม่ได้   และไม่ควรเสียใจ หากไม่มีคนเห็นคุณค่าของข้อคิดเห็นนั้น  เพราะความคิดเห็น ในมุมกว้าง ไม่ผูกติดกับเรื่องราว (เรื่องเล่า) ที่มาจากการปฏิบัติ  มีอยู่มากมายในโลกนี้   มีให้เลือกใช้มากล้น   ใครต้องการเสนอเพื่อให้คนเอาไปใช้ ต้องเสนอความรู้ปฏิบัติ ไม่ใช่เสนอความรู้ทั่วไป

          การเสนอความรู้ปฏิบัติ ต้องเสนอผ่านการปฏิบัติ นั่นคือเรื่องเล่าเร้าพลัง (Storytelling) นั่นเอง

          ผมมีความเห็นว่า วิธีสร้างพื้นที่ของการ ลปรร. ที่คึกคัก และมีเป้าหมาย ทำได้โดยประกาศ ให้รางวัล "นักต่อยอดความรู้" คือเมื่อมีคนเอา SS มาเล่า   แล้วมีคนเอาความรู้จาก SS นั้นไปปรับใช้ เกิด SS ใหม่ ในต่างบริบท หรือได้ผลงานที่ดีขึ้นกว่าเดิม  แล้วเอา SS นั้นมาเล่าในโอกาสใดก็ได้ ที่เป็นการ ลปรร. อย่างกว้างขวางในองค์กร และทำให้คณะกรรมการตัดสินรับรู้   ทั้งเจ้าของความรู้เดิม และผู้ต่อยอด จะได้รับรางวัล   โดยทั้งคู่จะได้รับเกียรติให้เล่าเรื่องในโอกาสพิเศษ เช่นในการประชุม ผู้บริหาร ในจดหมายข่าวขององค์กร   หรือได้รับคัดเลือกส่งไปนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ในโอกาส พิเศษในประเทศ หรือต่างประเทศ

          นี่คือเทคนิคหนึ่งในการสร้าง "พื้นที่" เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานได้แสดงตัวตน  เพื่อการบรรลุ เป้าหมายขององค์กร

 

 

วิจารณ์ พานิช
๙ ก.พ. ๕๔
    เดอะไทด์ รีสอร์ท. บางแสน