การบัญญัติสิกขาบท,ความเจริญ-เสื่อมของศาสนา

          วันนี้ได้นั่งทบทวนคัมภีร์มหาวิภังค์ ตอนว่าด้วยพระสารีบุตรทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท เพื่อให้พระธรรมวินัยเกิดความมั่นคง และดำรงอยู่ได้นาน

          ฉากเริ่มต้นด้วยการที่พระสารีบุตรทูลถามถึงเหตุผลว่า ทำไมศาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จึงดำรงอยู่ได้นานแตกต่างกัน เช่น ศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี และพระพุทธเจ้าพระนามว่าเวสสภูดำรงอยู่ไม่นาน ขณะที่ศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ, โกนาคมนะ และกัสสปะ กลับดำรงอยู่ได้นาน

          เหตุผลที่ทรงยกขึ้นแสดงแก่พระสารีบุตรสรุปความได้ว่า การที่พระศาสนาจะดำรงอยู่ได้นานหรือไม่นานนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ศาสดาว่า

          ๑. จะทรงสนพระทัยในการแจกแจง แสดงธรรมให้เกิดความแจ่มแจ้งแก่เหล่าพระสาวกทั้งในส่วนของสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละหรือไม่เพียงใด

          ๒. จะทรงสนพระทัยในการบัญญัติสิกขาบท เพื่อเป็นแบบแผนให้สาวกชั้นหลัง ๆ ซึ่งต่างชื่อ ต่างโคตร ต่างชาติ ต่างวรรณะ ต่างตระกูลได้ประพฤติปฏิบัติให้เป็นแนวทางอันเดียวกัน จนเกิดความเป็นระเบียบ เรียบร้อย ดีงามหรือไม่เพียงใด

          พระสารีบุตรได้ยินเหตุผลเช่นนั้น จึงได้ทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท เพราะเวลานั้น พระธรรมที่ทรงแสดงถือว่าได้แผ่ขยาย และทรงแจกแจงไว้ดีแล้ว ยังคงเหลือแต่ในส่วนของพระวินัยเท่านั้น ที่ยังไม่มีการบัญญัติ

          ครานั้น พระพุทธเจ้าทรงทัดทานพระสารีบุตรไว้ด้วยเหตุผลเพียงว่า “ยังไม่ถึงเวลา”

          แม้พระสารีบุตรจะไม่ได้ทูลถามเงื่อนไขของเวลาที่ทรงระบุถึง แต่ก็ทรงแจกแจงให้พระสารีบุตรได้รับทราบ โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

          ก. เงื่อนไขหลัก

          เงื่อนไขที่ ๑ หมู่สงฆ์ยังจำนวนน้อย

          เงื่อนไขที่ ๒ ปัญหาที่เป็นความไม่ดี ไม่งาม ยังไม่เกิดขึ้น

          เงื่อนไขทั้งสองประการนี้ เมื่อพิจารณาให้ดี ๆ จะเห็นว่า มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้ง

          อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่า หมู่คณะ ยิ่งมีจำนวนมากเท่าไร ปัญหาก็จะเพิ่มขึ้นตามตัว ยิ่งมีหมู่มาก และแต่ละหมู่แต่ละคณะก็อยู่กระจัดกระจายต่างถิ่น ต่างท้องที่ ปัญหาก็จะยิ่งซับซ้อน

          ข.เงื่อนไขตาม

          เงื่อนไขที่ ๑ ลาภสักการะ

          เงื่อนไขที่ ๒ ความเป็นพหูสูต

          เดิมทีเดียว พระสงฆ์ที่บวชเข้ามา ส่วนใหญ่มุ่งแสวงหาทางหลุดพ้นเป็นหลัก เจตนารมณ์ของการบวชจึงมีเพียงแค่“เพื่อออกจากทุกข์ทั้งปวง และเพื่อกระทำให้แจ้งพระนิพพาน” เท่านั้น ไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากนี้

          หลักการดังกล่าวแม้จะได้รับการยืนยันมาถึงปัจจุบัน แต่ในเชิงปฏิบัติแล้ว ก็ยัง “ตึง” มี “หย่อน” ให้เห็นกันอยู่โดยทั่วไป

          และนี่คือที่มาของปัญหาของคณะสงฆ์

          ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ  ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่ดีไม่งามในวงการสงฆ์ที่ตรัสไว้ในที่นี้ทรงระบุถึง ลาภสักการะ และความเป็นพหูสูต

ข้อนี้มีประเด็นที่ควรพิจารณา

ประเด็นแรก คงไม่ต้องแจกแจงให้มากนัก เพราะเป็นที่ประจักษ์แจ้งว่า ลาภสักการะมีส่วนสำคัญให้เกิด “ปัญหา” ในวงการสงฆ์ อย่างน้อยประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช สามารถเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี

ครานั้น พระสงฆ์ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ไม่ได้บวช “เพื่อออกจากทุกข์ทั้งปวง และเพื่อกระทำให้แจ้งพระนิพพาน” หากแต่บวชเพื่อ “ลาภและสักการะ” ทั้งนี้เพราะพระเจ้าอโศกเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์เป็นอย่างดี จึงทำให้พวก “หัวใส” แสวงหาทางเลี้ยงชีวิตด้วยการบวช ยุคนั้นจึงมีคนปลอมบวชเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องมีการ “สังคายนา”  และจับพระสึกกันเป็นจำนวนนับหมื่นกันทีเดียว

พวกที่บวชเข้ามาเพื่ออาศัยลาภสักการะ จึงนับเป็นภัยอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนา เพราะผู้เข้ามาบวชเพื่อจุดมุ่งหมายดังกล่าว ย่อมไม่สนใจ หรือไยดีกับพระธรรมวินัย สามารถก่อเรื่องเสียหายให้กลายเป็นที่เสื่อมศรัทธาได้เนือง ๆ

ประเด็นที่สอง อันนี้น่าวิเคราะห์ เพราะเท่าที่เราทราบ ในมงคลสูตร ทรงยกย่องความเป็นพหูสูตว่าเป็นมงคลสูงสุด แต่ในบาลีบทนี้ กลับตรัสตรงกันข้ามว่า ความเป็นพหูสูตนั้นเป็น “ตัวบั่นทอน” ให้พระธรรมวินัยของพระองค์นั้นดำรงอยู่ไม่นาน

          จะเป็นไปได้อย่างไร ?

          ในอดีต มีตัวอย่างประเภท ต่างคนก็ต่างเก่ง และอ้างว่าตนได้ฟังมาจากพระศาสดาอย่างไรก็จะถืออย่างนั้น ทำให้เกิดการแตกนิกายในพระพุทธศาสนาหลายนิกาย บางนิกายก็มีปราชญ์ที่จัดอยู่ในประเภท “พหูสูต” ได้อรรถาธิบายพระธรรมวินัยตามใจของตน ทำให้พระพุทธศาสนาสูญเสียสารัตถะเดิมแท้ไป กลายเป็นอื่นไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็มี

          ยิ่งปัจจุบัน เรามีเครื่องมือที่เรียกว่า “ศาสตร์แห่งการตีความ” ฟังดูชื่อแล้วชวนให้ชื่นชมยินดี พวกเหล่าปราชญ์ทั้งหลายก็มักใช้เครื่องมือนี้ในการชำแหละคำสอน ศรัทธา หรือจารีตทางศาสนากันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนปรารถนา สุดท้ายก็เดินจากไปพร้อม ๆ กับรอยแผลเป็นที่ฝากฝังเอาไว้เป็นอนุสรณ์

          ขออนุญาตยกตัวอย่าง

          เมื่อต้นเดือนก่อน ที่วิทยาลัยได้มีการปฐมนิเทศนิสิตปฏิบัติศาสนกิจ ช่วงระยะเวลา ๓ วันที่ทำกิจกรรม ได้มีการนิมนต์/เชิญวิทยากรมาให้แนวทางในการปฏิบัติศาสนกิจ และการบริการสังคมแด่พระนิสิตทั้งที่เป็นพระภิกษุ และคฤหัสถ์

          ผู้เขียนได้นั่งฟังวิทยากรรับเชิญท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ และมีประสบการณ์ในการทำงานบริการสังคมเป็นที่ยอมรับ

          วันนั้นท่านกำลังแจกแจงงานเชิงปฏิบัติ พร้อมเชื่อมโยงกับทฤษฎี เหมือนกำลังต้องการจะบอกว่า พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดูเหมือนเจตนาดี แต่สิ่งที่กระทำลงไป กลับกลายเป็นการ “บิดเบือน” คำสอนโดยไม่รู้ตัว

          ประเด็นคือท่านพยายามอธิบายเรื่องการบริการสาธารณะเทียบเคียงกับหลักไตรสิกขา แล้วไปอธิบาย สมาธิว่า หมายถึง ความมีจิตอาสา หรือมีจิตสาธารณะ

          เห็นเพาเวอร์พ้อยท์ขึ้นจอ ประกอบคำอธิบายของวิทยากรคนดังกล่าวแล้ว เพื่อนอาจารย์ที่นั่งอยู่ด้วยกันคงจะอดไม่ไหว เลยเขียนโน้ตสั้น ๆ เชิงเป็นคำถามส่งมาให้ผู้เขียนเพื่อขอความเห็น

          ขณะที่ผู้เขียนกำลังหันไปสนทนาเรื่องนี้กับอาจารย์เจ้าของโน้ต อาจารย์อีกท่านหนึ่งที่นั่งถัดไป ก็เปรยมาทางผู้เขียนทำนอง “นี่มัน....สัทธธรรมปฏิรูป”

          เป็นอันว่า ประเด็นนี้เราเห็นตรงกันว่า การอธิบายลักษณะเช่นนี้ “สุ่มเสียง” มาก และไม่อาจปล่อยเลยตามเลยได้

          สมมติว่า คำอธิบายตามมตินี้ได้รับการยอมรับ และอ้างอิงไปเรื่อย ๆ อะไรจะเกิดขึ้นกับความหมายที่แท้จริงของคำว่า “สมาธิ” ที่ปรากฏในคำสอนเรื่องไตรสิกขา

          นี่เป็นปัญหาสำหรับความเป็น “พหูสูต”

          เป็นปัญหาที่เกิดจากการได้ศึกษาเรียนรู้มาก ๆ ได้ฟังมามาก แล้วก็ตีความ เชื่อมโยงหลักโน้นหลักนี้กันจนเพลิน บางครั้งลืมกลับไปดูรากฐานเดิม ตรงนี้ก็จะกลายเป็นปัญหาทำให้เกิดความเสียหาย และถือเป็นตัว “บั่นทอน” พระศาสนาได้เช่นเดียวกัน

          หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นข้อสังเกตไว้เพื่อพิจารณา เพราะโดยปกติเวลาพูดถึงความเสื่อมของพระศาสนา เราก็มักจะพูดถึงเฉพาะประเด็นอื่น ๆ  วันนี้เพิ่มเติมอีกสักประเด็น คงไม่เป็นไรกระมัง?