วันนี้ จันทร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ผู้เขียนได้เข้าร่วมเวทีเสวนา : จังหวัดจัดการตนเอง ณ เทศบาลตำบลท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา มีผู้เข้าร่วมเสวนาในหลากหลายอาชีพ โดยมีนายนิมิต วันไชยธนวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธาน
ท่านรองผู้ว่าฯ เป็นคนรุ่นใหม่ มีวิสัยทัศน์ดี และพูดเชิงหยอกเล่นว่า "พวกท่านที่มาคุยกันวันนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ เป็นพวกคอมมิวนิสต์ ต้องจับให้หมด"
แนวความคิดนี้ได้มาจากคณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ โดยมีการต่อยอดความคิดโดยสถาบันการจัดการทางสังคม โดยมีความสอดคล้องกับคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ที่ว่า "ลดอำนาจรัฐ และเพิ่มอำนาจประชาชน"
จากคู่มือเปลี่ยนประเทศไทย ให้จังหวัดจัดการตนเอง ของสถาบันการจัดการทางสังคม ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาแก้ไม่ตก เกิดความวุ่นวาย เกิดควมขัดแย้งทางการเมือง เนื่องมาจาก ๒ สาเหตุ คือ
๑,การรวมศูนย์อำนาจของภาครัฐ
๒,การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม
การรวมศูนย์อำนาจนี้เอง จึงเกิดอำนาจบังคับบัญชาในแนวดิ่ง คือสั่งการจากบนลงล่าง จนเป็นสาเหตุให้เกิดการแย่งชิงกันเข้าไปยึดกุมอำนาจรัฐ หากพรรคไหนชนะการเลือกตั้งและเข้าไปยึดอำนาจส่วนกลางได้ ก็สามารถบังคับบัญชา สั่งการประเทศได้ทั้งหมด จึงทำให้อำนาจไปกระจุกตัวเพียงไม่กี่คน ซึ่งอำนาจนี้เองที่ทำให้เอื้อประโยชน์ สามารถครอบครองทรัพยากรและทุนเอาไว้ แต่การดูแลประชาชนกลับไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
จนส่วนกลางสามารถมีพลังดูดเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากท้องถิ่น เช่น อัตรากำลัง, ตำแหน่งบุคลากร, ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม, คนที่เป็นมันสมอง, แรงงาน, อำนาจการตัดสินใจ ฯลฯ เจ้าของพื้นที่จริง ๆ กลับไม่ได้มีส่วนร่วม เพราะส่วนกลางได้สั่งการมาแล้ว ฯลฯ น่าอนาถ
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ จังหวัดต่าง ๆ ที่ไม่มีส่วนร่วมของประชาชน เช่น จังหวัดลำพูนมีอายุมากกว่าหนึ่งพันสามร้อยปี มีวัดกว่า ๑๓๗ วัด และโบราณสถานในเขตเมืองอีกจำนวนมาก มีประวัติศาสตร์ที่ควรแก่การอนุรักษ์ น่าจะกำหนดให้เป็นมรดกโลก แต่กลับถูกกำหนดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม ฯลฯ อะไรกำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย ประชาชนท้องถิ่นมีสิทธิ์ และเสียงดังมากน้อยแค่ไหน?
ในประเด็นการรวมศูนย์นี้เอง ส่งผลกระทบมากมาย เช่น วัฒนธรรมท้องถิ่นหายไป อักษรล้านนาหายไป อำนาจในมือประชาชนหายไป โดยยกตัวอย่างว่าในสหรัฐอเมริกาชนเผ่าหนึ่งมีคนแค่ ๓ คน รัฐบาลทุ่มเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่ออนุรักษ์ไว้ แต่ประเทศไทยกลับพยายามทำให้ชนเผ่าต่าง ๆ หายไปคงเหลือแต่เอกลักษณ์อันเป็นไทยหนึ่งเดียว เป็นเพราะอะไร?
ในประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมา ในที่ประชุมได้ถกปัญหา และแสวงหาแนวทาง โดยมีเป้าหมายคือ "ธรรมนูญจังหวัดพะเยา" ซึ่งในที่ประชุมมีทั้งคนเก่าที่เข้าใจแล้ว และคนมาใหม่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ตลอดจนถึงคนที่พยายามจะเข้าใจ จึงเป็นการอุ่นเครื่องที่ค่อนข้างนานหน่อยในตอนเช้า
ในประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมา ผู้เขียน เสนอว่า ตอนนี้เราเหมือนคนนอนอยู่ช่วงตีห้า หลับก็ไม่หลับ จะลุกขึ้นมาก็ยังขี้เกียจอยู่ ถ้าแกนนำคนพะเยากำลังลังเลอยู่งานก็ช้าไปอีก ตอนนี้อาตมาขอปลุกลุกขึ้นมาทำได้แล้ว เนื่องจากประเด็นปัญหาที่ถกกันมามากพอแล้ว เหลือแต่การลงมือทำ ดังนั้น จึงขอใช้คำว่า "ลุกขึ้นมา-ลงมือทำทันที-และให้ดีที่สุด" ส่วนผลจะออกมาอย่างไรก็ค่อยปรับแก้ไขต่อไปในอนาคต
โดยผู้เขียนได้เสนอโรดแมป ใน ๖ ขั้นตอน ดังนี้
๑.จังหวัดจัดการตนเอง เมื่อพูดแล้วกว้างมาก และเป็นกังวลว่าใครจะร่วมหรือไม่ร่วมมือ ภาครัฐเองจะเอาด้วยไหม? ดังนั้น เราต้องลงมือจัดการงานในหน้าที่ของตนเองก่อน ว่าใครทำอะไรที่ไหน อย่างไร? ให้เป็นรูปธรรม แล้วก็ขยายสู่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัดต่อไป
๒.นำเอารูปธรรมที่แต่ละท่านทำนั้น มาเป็นรูปแบบ เช่น ครูมุกดา มีรูปแบบเรื่องสวัสดิการชุมชน โกโด่ง มีรูปแบบครอบครัวเข้มแข็ง คุณชัยวัฒน์ มีรูปแบบเครือข่ายสื่อ คุณสุภาพร มีรูปแบบการพัฒนาองค์รวม ฯลฯ ก็เอารูปแบบเหล่านี้มาเป็นแนวในการนำทางก่อน โดยนำมาโชว์ก่อนสัก ๒-๓ ประเด็น
๓.เมื่อแต่ละท่านมีแบบแล้วก็ขยายจากแบบไปสู่แนวร่วม ใครมีลักษณะการทำงานแบบไหน ใกล้เคียงกับใครก็ไปหาเครือข่ายมา ดึงเข้ามาร่วมงาน เมื่อเครือข่ายเหล่านั้นเข้ามาแล้วคนในหลากหลายอาชีพก็จะเข้ามาร่วมเอง จากนั้นก็ไปสู่การทำประชาวิจารณ์ หรือวิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน
๔.จากนั้นก็นำรูปแบบต่าง ๆ มาขยุ่มร่วมกันให้เป็นหนึ่งเดียว จนสามารถสร้างปรากฏการณ์แห่งเมืองพะเยา หรือพะเยาแบนด์, พะเยาโมเดล ฯลฯ ก็แล้วแต่จะเรียกกัน
๕.เมื่อได้พะเยาแบนด์แล้ว ก็ให้สื่อมวลชนนำเสนอต่อสาธารณะที่กว้างขึ้น เนื่องจากการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญ นี้ขนาดแกนนำมานั่งตรงนี้ ๒๐ ท่าน บางประเด็นยังมีความเข้าใจที่แตกต่างกัน นั้นหมายความว่าเราต้องสื่อสาร หรือให้ข้อมูลต่อสาธารณะให้มากยิ่งขึ้น โดยการทำงานหนักขึ้นเป็นเงาตามตัว
๖.หลังจากนั้น นำเอาความคิดเห็นของสาธารณะที่ตกผลึกแล้ว ไปเป็นนโยบาย หรือธรรมนูญจังหวัดพะเยา ที่สามารถออกกฏระเบียบ ข้อบังคับ หรือแม้แต่กฏหมายรองรับได้
ประเด็นทั้งหมด ก็คือยุทธศาสตร์การทำงานที่คณะทำงานได้วางเอาไว้แล้ว คือ พื้นที่รูปธรรม พื้นที่ทางสังคม และพื้นที่นโยบาย โดยสามารถสรุปลงได้ ดังนี้
แนวทางที่ ๑-๓ เป็นพื้นที่รูปธรรมในชุมชนต่าง ๆ หมายถึงรูปแบบการทำงานจังหวัดจัดการตนเองในระดับล่าง ๆ ที่พยายามผลักดันขึ้นไปข้างบน หรือจากล่างสู่บน
แนวทางที่ ๔-๕ เป็นพื้นที่ทางสังคม หมายถึงการสื่อสารกับสังคมในแง่มุมต่าง ๆ ให้รับรู้ ให้เข้าใจ ประเด็นปัญหาที่คุยกันไว้แล้ว และ
แนวทางที่ ๖ เป็นพื้นที่นโยบาย หมายถึงการผลักดันกฏหมาย อย่างเป็นรูปธรรมในทุกระดับต่อไป
การระดมความคิดครั้งนี้ ผู้เขียนสังเกตแล้ว น่าเหนื่อยใจแทนคนทำงาน หรือหน่วยกล้าตายเหล่านี้จริง ๆ ที่ต้องฟันผ่าอุปสรรค์และขวากหนามมากมาย แต่ "หนทางย่อมพิสูจน์ม้า กาลเวลาก็ต้องพิสูจน์คนต่อไป" หากดูโดยภาพรวมแล้ว คณะผู้ก่อการฯ เหล่านี้ ล้วนแล้วกระทำเพื่อเมืองพะเยาอย่างแท้จริง และแต่ละคนก็ใจสิงห์-ใจเพชรน่าดู สู้ไม่มีถอย เห็นแล้วขอสาธุดัง ๆ สักครั้งเถิด. สาธุ