แล้วพามาหยุดยืนตรงจุดชมวิว ซึ่งเป็นมุมค่อนข้างสุง

คืนหนึ่งที่สวนธรรมถ้ำพุหวาย4

โสภณ เปียสนิท

.......................................


พระอาจารย์พาผมเดินชมจุดนั้น จุดนี้ แล้วพามาหยุดยืนตรงจุดชมวิว ซึ่งเป็นมุมค่อนข้างสูง เห็นบริเวณถ้ำกว้างใหญ่กว่า 16 เมตร รอบบริเวณ หลายเหลี่ยม หลายมุม หลายรูปทรงตามจินตนาการ พระอาจารย์บรรยายต่อ “นี่คือจุดสูงสุดภายในถ้ำสำหรับชมวิว เห็นเป็นรูปได้หลายหลาก นั่นรูปทรงเสาหิน ตุ๊กตาเฝ้าถ้ำ โน่นวิหารเทวา ที่นี่กว้างที่สุดของถ้ำ เคยมีพระอาจารย์รูปหนึ่งเดินทางพักปฏิบัติธรรมที่นี่ ท่านชอบแสวงหาหินอัญมณีมีค่า และบอกใบ้หวย ชาวบ้านถูกหวยรวยเบอร์กันมาก บรรดานักเล่นหวยทราบเรื่อง แห่กันมาหาท่าน เจ้ามือชักเริ่มไม่ชอบใจ


หลวงพ่อรูปนี้ที่ถูกยิงมรณภาพภายในถ้ำ แห่งนี้เอง

 


ในที่สุดท่านถูกยิงจนมรณภาพในถ้ำแห่งนี้” “ใครยิ่งครับ” “ไม่มีใครรู้เรื่องเลย” ท่านชี้มือไปที่รูปหล่อสีทององค์หนึ่งกลางเวิ้งถ้ำ “นั่น องค์นั้นแหละ” “ใครหล่อรูปท่านให้ละครับ” “คงเป็นพวกศรัทธาที่ถูกหวยกระมัง” “ไม่ใช่พวกที่ยิ่งท่านนะ สร้างเพื่อขอขมาโทษ” “เอ้ย..ไม่น่าจะใช่หรอก”  มุมถ้ำมีเตียงนอนผุพังตั้งอยู่ในซอกหลืบด้านใน มีก้อนหินเรียงซ้อนเป็นเครื่องบังมุมเป็นสัดส่วนที่พักจำวัด ผมยกมือไหว้รูปหล่อหลวงพ่อ แถมแอบอธิษฐานขอหวยท่านในใจว่า “สาธุพระคุณเจ้า ขอหวยให้กระผมบ้างนะขอรับ สักสองตัวก็ยังดี” ท่านนั่งนิ่งเหมือนไม่ได้ยินคำขอ หรือว่าผมอาจขอเบาเกินไป พระอาจารย์คงเกรงว่าผมจะขอมากเกินไปจึงชวนผมออกมาข้างนอก


ถ้ำนี้เคยมีงูยักษ์อาศัย ตอนนี้ปล่อยรกร้าง ไม่มีการท่องเที่ยว

 


เดินต่อบนทางลาดริมเขามาอีกราวเกือบ 100 เมตร ผ่านปากถ้ำรกร้างมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม “ถ้ำนี้เมื่อก่อนเข้าไปเที่ยวได้ แต่มีงูยักษ์อาศัยอยู่ ตอนหลังหินพังลงปิดทางเข้า เจ้าหน้าที่เลยปล่อยไว้อย่างนี้ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว” เราเดินลงเขาช้าๆ มองลอดไม้ใหญ่ออกไปลานกว้างใหญ่ซึ่งเป็นแปลงเกษตรของชาวบ้านแทรกตัวอยู่ระหว่างแนวสันเขา พระคุณเจ้าลื่นเซสองครั้งซ้อน ผมแกล้งรำพึงเบาๆ “เอ...งวดนี้น่าจะออกสองศูนย์” “ทำไม่หรือ” “เห็นพระอาจารย์เซสองครั้ง” ท่านหัวเราะและว่า “ยังไม่ใช่หรอก เพราะไม่ได้ล้ม” กลับมาถึงที่ทำการของวนอุทยานอย่างปลอดภัย คืนไฟฉายเสร็จเร่งเดินกลับสำนักเพราะใกล้เที่ยง ผมประเคนอาหารที่มีศิษย์ข้างสำนักมาถวายไว้ตั้งแต่ตอนเช้า พร้อมเปิดอาหารกระป๋องถวายพระคุณเจ้าอีก 1 กระป๋อง

 

ขณะท่านกำลังฉันภัตตาหาร ผมขอตัวไปกุฏิรับรองเตรียมสัมภาระ เตรียมตัวเดินทางไกลกว่า 160 กิโลเมตรสู่เมืองกาญจนบุรี ด้วยรถบัสประจำทางด่านช้าง-กาญจนบุรี

 

ราวบ่ายโมงผมกราบลาพระประธานเดินทางออกจากสำนักสงฆ์ พระอาจารย์เรียกคุณสมปอง เจ้าหน้าที่วนอุทยานมาทำหน้าที่สารถี ท่านเดินทางมาส่งผมที่ท่ารถเมล์ด้วยตัวท่านเอง ถึงท่ารถผมยกมือไหว้ลาพระคุณเจ้าอีกครั้ง ท่านกล่าวคำอวยพรให้เดินทางโดยปลอดภัย

 

14.40 น. รถบัสคันเก่า รุ่นราวคราวเดียวกันกับพนักงานขับรถ ค่อยๆ ขับเคลื่อนออกจากท่ารถมุ่งหน้าผ่านป่าดง แปลงเกษตร ไร่ยูคาลิปตัสของชาวบ้าน ผ่านหนองปรือ หนองรี บ้านหนองขาว พนมทวนถึงลาดหญ้า เมืองกาญจน์ราว 16.30 น. ราวหกโมงเย็นกว่าๆ กลับถึงบ้านท่ามะนาวโดยสวัสดี


 

                                       เดินทางโดยรถคันนี้แหละครับ