(๑)
การจัดกระบวนการเรียนรู้ในเวทีแต่ละครั้ง ผมชอบท้าทายกับตัวเองเสมอว่าจะทำอะไร และจะกระตุ้นให้ผู้ร่วมกระบวนการมีปฏิกิริยาแห่งการเรียนรู้ร่วมกับผมในทำนองใดบ้าง
ยิ่งในระยะหลังๆ ผมมักหยิบเอากิจกรรม “รู้จักฉันรู้จักเธอ” มาใช้อยู่เนืองๆ เปิดเปลือยด้วยบทกลอนที่ผมเขียนขึ้นเอง โดยมีภาพถ่ายหลากอารมณ์เป็นส่วนประกอบในการชูโรงให้ดูน่าสนใจ ซึ่งภาพที่ว่านั้น ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นภาพที่ผมลั่นชัตเตอร์เองแทบทั้งสิ้น
หากเป็นกลุ่มที่ทำงานแล้ว ผมก็จะเลือกบทกลอนที่มีความหมายเกี่ยวกับการตั้งคำถามว่า “ในโลกแห่งการงานและชีวิตนั้น เราต่างรักและเข้าใจเพื่อนร่วมงานกันกี่มากน้อย”
ตรงกันข้าม หากเป็นกลุ่มคนที่ยังละอ่อน สวยใสเหมือนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสีฟ้า ผมก็จะใช้บทกลอนในทำนอง “ทบทวนตัวเองในวันว่าง” เพื่อสะกิดให้แต่ละคนหันกลับไปท่องเล่นในพื้นที่ชีวิตของตนเองในทำนองว่า “ผ่านพบอะไรมาบ้าง..”
และเกือบทุกครั้ง ผมก็มักชวนให้ผู้ร่วมกระบวนการในเวทีนั้นๆ ได้อ่านบทกลอนร่วมกัน

จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมาก ผมเพียงแต่หลงรักบรรยากาศสมัยตอนเป็นเด็กนักเรียนเท่านั้นเองครับ, ผมหลงรักบรรยากาศของการได้อ่านร้อยกรอง ท่องสูตรคูณ ร้องเพลงชาติ อ่านหนังสือทีละบรรทัดๆ หรือแม้แต่ทีละคำ ทีละประโยคร่วมกับเพื่อนๆ – สิ่งเหล่านี้ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามันเป็น “สรรพเสียงที่มีชีวิต” มันเป็นเสียงแห่ง “ความผูกพัน” ของผมกับเพื่อนๆ ....
เช่นเดียวกันนี้ บางทียังเป็นเสมือนกระบวนการของการสะท้อนภาพให้เห็นว่าเราต่างได้ใช้ “หัวใจ” ขับขานสิ่งนั้นร่วมกับเพื่อนสักกี่มากน้อย...
ดูได้จาก- บางทีเมื่อดวงใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เราต่างก็สามารถขับขานถ้อยเสียงนั้นได้อย่างกึกก้อง เพลิดเพลิน ตรงกันข้ามในบางครั้ง หากมีใครสักคนคนเป็นอื่นไปจากนิยามเดิมที่ใช้ร่วมกัน เช่นกินแรงเพื่อน หรือแม้แต่เหนื่อยล้าเกินบอกใครได้ สรรพเสียงที่ว่านั้นก็อาจแผ่วบาง ไร้พลัง ชวนสงสัยให้แต่ละคนต้องรีบหันกลับไปดูแล “หัวใจ” ของกันและกัน
สิ่งเหล่านั้น ผมไม่รู้ว่าคือความเป็นเพื่อน หรือความเป็นทีมหรือเปล่า
ผมรู้แต่เพียงว่ากิจกรรมทำนองนั้น ผมหลงรักอย่างไม่รู้ลืมสืบมาจนบัดนี้
(๒)
แน่นอนครับ, การชักชวนให้คนที่ผ่านพ้นวัยเด็กมาแล้วต้องมาอ่านกลอนร่วมกันเช่นนั้น อาจดู “เฉิ่มเชย” อยู่มาก แต่สำหรับผมแล้ว ผมก็ไม่เคยถอดใจที่จะนำพาให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ได้อ่านร่วมกันอ่านกลอนที่ผมเขียนอยู่ดี...
... เพราะไม่เพราะก็ต้องอ่าน พร้อมไม่พร้อมก็ต้องอ่าน จะลงแรงพลังเสียง หรือพลังใจสักกี่มากน้อยผมก็ไม่ว่า แต่พอกิจกรรมยุติลง ผมก็จะเปรยทิ้งเป็น “ความนัยแห่งชีวิต” ไว้เสมอว่า “นานหรือยังที่เราไม่เคยได้อ่านกลอนพร้อมกับเพื่อนๆ...หรือนานหรือยังที่เราไม่ได้ใช้หัวใจทำอะไรๆ กับคนที่เรารักและผูกพัน”
ครับ, ฟังดูเป็นคำถามแน่ๆ หากแต่เป็นคำถามที่ผมไม่ต้องการคำตอบ แต่ถ้าจะมีสักคนที่จะตอบ ผมก็ขอให้เขาได้ตอบกับ “ตัวเอง” เป็นที่ตั้ง
(๓)
โดยส่วนใหญ่กิจกรรมรู้จักฉันรู้จักเธอที่ผมจัดขึ้นนั้น ผมมักชูประเด็นของการเชื้อเชิญให้ทุกคนหวนคิดถึงเรื่องราวอันเป็น “ความสุข” ของตัวเองเป็นหลักสำคัญ พร้อมๆ กับการย้ำให้ทบทวนเรื่องความสุขที่ว่านั้นว่าเกิดขึ้นตอนไหน มีสาเหตุจากอะไร มีใครมาเกี่ยวข้องบ้าง ความสุขที่ว่านั้นทำให้ชีวิตของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างไร โดยให้ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดและจับเข่านั่งเล่าให้เพื่อนฟัง
กระบวนการที่ว่านี้ ผมถือว่าเป็นการชวนให้ทุกคน “เผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเอง,สำรวจพื้นที่แห่งความสุขและเข้าไปอาบแช่อยู่ในความงดงามของตัวเอง” ...ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นการปลุกพลังให้กับตัวเองได้อย่างง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องรบกวน หรือเป็นภาระของใครอื่นให้มากความ !
กระบวนการที่ว่านี้เป็นการปลุกพลังด้วยเรื่องราวสร้างสรรค์เชิงบวก ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่าตั้งแต่เล็กจนโตใหญ่ เราต่างก็ล้วนแล้วแต่ถูกสอนให้ใช้ชีวิตในมุมบวก หรือมองโลกในแง่ดีด้วยกันนั้น เพราะวิธีคิดดังกล่าวเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมพลังให้ชีวิตไม่ต้องจ่อมจมอยู่กับความหดหู่ หวาดหวั่น และสิ้นหวัง จนไร้เรี่ยวแรงที่จะเดินทางไปสู่อนาคต
แต่ในทางกลับกัน ผมกับเรียนรู้ว่าการมองโลกในมุมบวกนั้น ไม่จำเป็นต้องมองผ่านเรื่องราวอันเป็นความสุขเสมอไป หากแต่บางทีชีวิตก็จำต้องกล้าหาญที่จะเรียนรู้ชีวิตผ่านความผิดพลาดของตนเองบ้าง เพราะความเจ็บปวด มักเป็นครูที่ดีกว่าความสุขสำราญ ...
กรณีดังกล่าวนั้น ในระยะหลังผมเริ่มปรากฏพบเรื่องราวในทำนองนี้บ่อยครั้ง ถึงแม้จะให้โจทย์เกี่ยวกับ “ความสุข” ของชีวิตก็เถอะ แต่ทุกเวทีก็มักจะมีใครบางคน หรือมากกว่าหนึ่งคนวาดรูปเรื่องราวอันเป็นความทุกข์โศกของชีวิตให้พบเห็นเสมอ
ในเวลาอันจำกัดนั้น ผมไม่สามารถเปิดเวทีให้แต่ละคนแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ว่านั้นได้ครบทุกคน แต่จะให้แต่ละคนนำภาพที่ตนวาดไปแปะติดไว้มุมใดมุมหนึ่งร่วมกัน ซึ่งผมจะปลีกตัวไปดูภาพทุกภาพอย่างไม่ตกหล่น
และทุกครั้ง ผมก็จะพบเรื่องราวอันเป็นความ “ทุกข์โศก” ของชีวิตปนมาเสมอ ซึ่งยิ่งตอกย้ำให้ผมเชื่อว่ากิจกรรม “รู้จักฉันรู้จักเธอ” ไม่เพียงทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวของตัวเองไปสู่คนอื่นเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเสมือนเครื่องมือในการ “เยียวยา” ชีวิตของคนต้นเรื่องนั้นไปในตัว
ที่สำคัญเลยก็คือ ภาพเหล่านั้นต่างสื่อสารในทำนองเดียวกันว่า “ในความทุกข์โศกเหล่านั้น ล้วนเป็นเรื่องราวที่แต่ละคนก้าวข้ามพ้นออกมาแล้วทั้งสิ้น” และนั่นก็หมายถึงว่าการเติบโตของชีวิต ส่วนหนึ่งก็เติบโตและงอกงามมาจากบทเรียนอันเจ็บปวดด้วยเหมือนกัน
ยกตัวอย่างเช่น
- บางคนวาดภาพที่ตนเองต้องเผชิญกับภาวะที่ครอบครัวหย่าร้าง แต่ก็เข้าใจพ่อกับแม่ จึงอดทนและสู้กับภาวะเช่นนั้นอย่างมีสติ และเข้มแข็งได้จนปัจจุบัน
- บางคนวาดรูปเรื่องราวของตัวเองที่เกิดมามีอวัยวะไม่ครบส่วน แต่ก็ไม่ถือว่านั่นคือปมด้อย ตรงกันข้ามกลับถือเป็นแรงกระตุ้นให้พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อน
- บางคนวาดรูปเรื่องราวที่ถูกแม่เฆี่ยนตี แต่ก็ไม่ถือโกรธแม่เลยสักนิด มีบ้างที่น้อยใจ แต่ที่สุดแล้วก็เข้าใจว่าแม่รักและปรารถนาดีจึงสั่งสอนผ่านวิธีเช่นนั้น
- บางคนวาดรูปเรื่องราวของการเป็นลูกเลี้ยง ถูกสับโขกและรังแกจากแม่เลี้ยง แต่ก็ไม่จมปลักกับสิ่งนั้น ตรงกันข้ามกลับมองว่าเป็นบทพิสูจน์ที่จะทำดีให้ชนะใจแม่เลี้ยง จนในที่สุดก็เป็นที่รักของแม่เลี้ยง
- บางคนวาดรูปเรื่องราวการถูกสังคมประณามว่าขี้เหล้าเมามาย แต่ไม่เคยรู้เลยว่าในวงเหล้านั้น บางทีก็มีเรื่องดีๆ เยียวยากันและกันอย่างสร้างสรรค์เหมือนกัน
นี่คือส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ผมพบเจอในเวทีกิจกรรม “รู้จักฉันรู้จักเธอ” และผมมักเข้าพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา หรือผู้บริหารที่รับผิดชอบเวทีเรียนรู้ดังกล่าว เพื่อฝากให้มีการติดตามและให้กำลังใจแก่นิสิตนักศึกษาเหล่านั้นให้ใกล้ชิด เพื่อป้องกันมิให้พวกเขาถูกกัดกร่อนจากเรื่องร้ายๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งบางทีเขาอาจอ่อนไหวและพ่ายพับอีกรอบก็เป็นได้
อย่างไรก็ดี ก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้อยู่ดีว่าทำไมผู้เข้าร่วมกระบวนการถึงต้องสื่อสารเรื่องราวในทำนองนี้ เพราะจริงๆ แล้วโจทย์ที่ให้ไปนั้น ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าให้วาดรูปเรื่องราวอันเป็น “ความสุข” ของชีวิต
สิ่งเหล่านี้ ผมมองว่าเป็นการจัดการความรู้ในตัวเองอย่างมหัศจรรย์เหมือนกัน
เป็นการถอดบทเรียนชีวิตที่น่าทึ่ง เพราะนั่นคือสภาวะอันเป็นเสมือนความมั่นคงในอารมณ์ (Emotional Stability) ของคนเราด้วยเหมือนกัน
หรือในอีกมุมผมเองก็เชื่อว่านั่นคือ “สุนทรียะ” ...หากแต่เป็น “สุนทรียภาพในทางลบ” (Negative Affectivity) ที่ทำให้คนเราเติบโตและงอกงามได้อย่างทระนง
แน่นอนครับ, มันอาจไม่ได้เริ่มต้นสวยหรู ดูสง่า แต่ผลลัพธ์มันกลับสวยสด และงดงามไม่แพ้กัน ด้วยเหตุนี้กระบวนการผ่านพ้นของคนๆ นั้นต่อเรื่องดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่ายกย่องเป็นอย่างมาก
อะไรๆ ที่ได้มาอย่างแสนยาก ย่อมมีค่าดั่งมหาสมบัติกองโตที่ใช้ไม่รู้หมด ยิ่งใช้ยิ่งออกดอกออกผลไม่รู้สิ้น หรือในอีกมุมหนึ่งก็คือ “สุนทรียภาพในทางลบ” ที่ว่านั้น ก็อาจทำให้ชีวิตของคนเราแข็งแกร่งกว่าสุนทรียะภาพในทางบวกด้วยก็เป็นได้
ฉะนี้แล้ว ชีวิตของคนเรา ก็จำต้องกล้าที่จะเรียนรู้เรื่องราวอันหม่นเศร้าอย่างมีสติบ้าง ไม่ใช่หันหลังให้กับความผิดพลาดโดยไม่มีการ “ถอดบทเรียน” ใดๆ แม้แต่นิดเดียว
(๔)
ครับ, จะเติบโตทั้งที ก็ควรฉลาดพอที่จะเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากภาวะของการมี “สุนทรียภาพในทางลบ” บ้าง เพราะความหม่นเศร้าที่ว่านั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งในสุนทรียะของการใช้ชีวิตของคนเราด้วยเหมือนกัน
ทั้งหลายทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสุนทรียภาพในทางบวกและทางลบ หากเราเรียนรู้และคิดคำนึงถึงอย่างมีสติ ก็ล้วนเป็นกระบวนการของการจัดระเบียบ ชะล้างและสะสางตัวเองทั้งสิ้น
โชคดีครับ
ชื่นชมกระบวนการนี้มากค่ะ..สะท้อนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแง่มุมชีวิตที่เป็นจริงทุกด้านอย่างเปิดใจ..
ชอบกิจกรรมการวาดภาพ ได้เรียนรู้เรื่องทางบวกและลบ ขอบคุณครับ
ดาวอ่านบันทึกนี้แล้วทำให้นึกถึงหนังสือเล่มโปรดค่ะ
"ความทุกข์มาโปรด...ความสุขโปรยปราย"ของท่าน ว.วชิรเมธี
บางที ความสุขและความทุกข์อาจเป็นเรื่องราวเดียวกัน เพียงแต่ต่างมุมมองนะคะ ^v^
สวัสดีค่ะอาจารย์
เป็นกิจกรรมที่ดีค่ะ
ที่โรงเรียนเด็ก ๆ ชอบกิจกรรม มากเลยค่ะไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่และก็สังเกตได้ว่าเด็ก ๆ จะสนุกในการแสดงความคิดเห็น ที่จะตอบครู สนุกในการนำเสนอค่ะ ขอบคุนค่ะอาจารย์
พบมาเช่นกันค่ะว่า วาดรูปสื่อสารจากใจได้เยอะนะค่ะ กะไว้ว่าจะให้นักศึกษาใหม่ปีนี้ลองวาดภาพชีวิตมหาลัยที่ฝันไว้ค่ะ
สวัสดีครับ พี่นงนาท สนธิสุวรรณ
เหมือนที่พี่บอกครับ กิจกรรมนี้ซ่อนแนวคิดของการสอนให้รู้ว่า "ความจริง" ของชีวิตมีทั้งสุขและทุกข์ ทั้งสองส่วนล้วนเป็นกระบวนการเติบโตของชีวิตทั้งสิ้น
การหวนคิดเช่นนั้น คล้ายชวนให้เกิดการชำระด้วยตนเอง และเปิดพื้นที่ให้คนอื่นได้ร่วมชำระเรื่อราวเหล่านั้นไปในที สำคัญคือ เวลาถัดจากนั้น อาจนำพาให้แต่ละคนหันเหหัวใจดูแลกันและกันมากขึ้นก็เป็นได้
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่ขจิต ฝอยทอง
การเขียนภาพ
สวัสดีครับ คุณblue_star
ผมชอบมากครับกับวาทกรรมนี้...
บางที ความสุขและความทุกข์อาจเป็นเรื่องราวเดียวกัน
สวัสดีครับ อ.ปริญากรณ์
การเรียนผ่าน "กิจกรรม" เด็กๆ หรือผู้เรียนจะสนุกอย่างแน่นอนครับ เพราะได้ลงมือทำเอง ได้ร่วมกับเพื่อนๆ และครู เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการลงมือทำ และที่สำคัญก็คือ เขาจะรู้สึกมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ ไม่ใช่สื่อสารทางเดียว เน้นผู้สอนเป็นศูนย์กลาง
กระบวนการที่ว่านั้น จะช่วยให้เด็กๆ ออกแบบชีวิตและการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ค้นพบทักษะ หรือสไตล์ของตัวเองได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ให้กำลังใจนะครับ...
สวัสดีครับ อ.ดร. จันทวรรณ ปิยะวัฒน์
ตอนนี้ผมกำลังประกาศวาระ "บอกรักมหาวิทยาลัย" ผ่านเรื่องเล่าและภาพวาด-ภาพถ่าย
และละครสั้นๆ ผมจะนำเข้าไปสู่การเรียนรู้ในวิชาที่ต้องสอนด้วย
ขอบคุณนะครับที่สร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้ผมเติบโตทีละนิดๆ...
"อะไรๆ ที่ได้มาอย่างแสนยาก
ย่อมมีค่าดั่งมหาสมบัติกองโตที่ใช้ไม่รู้หมด
ยิ่งใช้ยิ่งออกดอกออกผลไม่รู้สิ้น
หรือในอีกมุมหนึ่งก็คือ “สุนทรียภาพในทางลบ” ที่ว่านั้น
ก็อาจทำให้ชีวิตของคนเราแข็งแกร่งกว่าสุนทรียะภาพในทางบวกด้วยก็เป็นได้
ฉะนี้แล้ว ชีวิตของคนเรา ก็จำต้องกล้าที่จะเรียนรู้เรื่องราวอันหม่นเศร้าอย่างมีสติบ้าง
ไม่ใช่หันหลังให้กับความผิดพลาดโดยไม่มีการ “ถอดบทเรียน” ใดๆ แม้แต่นิดเดียว"
.....
ซึ้งใจกับความหมายที่ว่า...มหาสมบัติกองโตค่ะ
ดีใจจัง ที่ได้อ่านบันทึกนี้ ขอบคุณมากค่ะ
อะไรๆ ที่ได้มาอย่างแสนยาก
ย่อมมีค่าดั่งมหาสมบัติกองโตที่ใช้ไม่รู้หมด
ยิ่งใช้ยิ่งออกดอกออกผลไม่รู้สิ้น
หรือในอีกมุมหนึ่งก็คือ “สุนทรียภาพในทางลบ” ที่ว่านั้น
ก็อาจทำให้ชีวิตของคนเราแข็งแกร่งกว่าสุนทรียะภาพในทางบวกด้วยก็เป็นได้
ฉะนี้แล้ว ชีวิตของคนเรา ก็จำต้องกล้าที่จะเรียนรู้เรื่องราวอันหม่นเศร้าอย่างมีสติบ้าง
ไม่ใช่หันหลังให้กับความผิดพลาดโดยไม่มีการ “ถอดบทเรียน” ใดๆ แม้แต่นิดเดียว
.......
จะเติบโตทั้งที...
ก็ควรฉลาดพอที่จะเรียนรู้
และใช้ประโยชน์จากภาวะของการมี “สุนทรียภาพในทางลบ” บ้าง
เพราะความหม่นเศร้าที่ว่านั้น
ก็เป็นส่วนหนึ่งในสุนทรียะของการใช้ชีวิตของคนเราด้วยเหมือนกัน
ทั้งหลายทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสุนทรียภาพในทางบวกและทางลบ
หากเราเรียนรู้และคิดคำนึงถึงอย่างมีสติ
ก็ล้วนเป็นกระบวนการของการจัดระเบียบ ชะล้างและสะสางตัวเองทั้งสิ้น
.....
ซึ้งใจกับความหมายที่ว่า...มหาสมบัติกองโตที่ใช้ไม่รู้หมด
ดีใจ ที่ได้อ่านบันทึกนี้ ขอบคุณมากค่ะ