แม่ก็มีความเชื่อและใช้ความเชื่อนั้นเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ แม้จะมีอายุมากใกล้ ๑๐๐ แต่เมื่อเจ็บป่วยแม่ก็ยังสู้และอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป

ตอนที่ ๑

วันรุ่งขึ้น (๑๗ เมษายน ๒๕๕๔) แม่มีอาการดีขึ้น ไข้ลดลง พยายามพูดบอกลูกๆ และทุกคนที่ไปเยี่ยมว่าให้พากลับบ้าน เราไม่รู้สาเหตุเพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง เนื่องจากแม่ยัง on ET Tube และ respirator อยู่ แม่เขียนหนังสือไม่ได้ เราก็อ่านปากของแม่ไม่ออก

ขณะที่แม่รักษาอยู่ที่ CCU มีอาจารย์ เพื่อนๆ น้องๆ ของดิฉันแวะเวียนกันไปเยี่ยมและโทรศัพท์ส่งข่าวให้ดิฉันรู้ความก้าวหน้าของแม่เป็นระยะ อาการดีขึ้นจนเอา respirator และ ET tube ออกได้ แต่ยังคงใส่ NG tube อยู่เพื่อให้อาหารปั่น บางครั้งก็ยังต้องดูดเสมหะผ่าน orophalyngeal airway เพราะยังมีเสมหะมากอยู่

คืนวันหนึ่ง เมื่อเวลาประมาณสามทุ่มกว่าเกือบสี่ทุ่ม มีโทรศัพท์ถึงดิฉันถามว่าเป็นญาติของแม่ที่รักษาอยู่ที่รามาฯ หรือเปล่า พอบอกว่าใช่ เสียงในสายก็บอกให้โทรกลับเบอร์ที่ขึ้นหน้าจอ ดิฉันตกใจมาก เกรงว่าแม่จะมีอาการแย่ลง รีบโทรกลับไปที่เบอร์นั้นปรากฏว่าเป็นศูนย์ข้อมูลผู้ป่วยของโรงพยาบาลและไม่มีคนรับ แต่เป็นระบบตอบรับอัตโนมัติ จึงโทรไปที่ CCU แทน พยาบาลแจ้งว่าแพทย์จะย้ายแม่ออกจาก CCU ไปอยู่ที่ศูนย์การแพทย์สิริกิตติ์ ซึ่งต้องมีญาติไปเฝ้า ไม่อย่างนั้นต้องจ้างพยาบาลเฝ้า

ดิฉันถามว่าทำไมจึงไม่โทรศัพท์ถึงญาติเอง ศูนย์ข้อมูลโทรติดต่อแล้วไม่แจ้งว่ามีเรื่องอะไรทำให้ญาติตกใจมาก เป็นการติดต่อญาติที่ไม่ดีเลยและหน่วยดูแลผู้ป่วยหนักไม่ควรติดต่อญาติผู้ป่วยแบบนี้ พยาบาลบอกว่าเพราะเบอร์โทรที่เราให้ไว้เป็นเบอร์มือถือ เขาไม่สามารถโทรจากเครื่องของโรงพยาบาลได้

ดิฉันแจ้งว่าเรื่องการย้ายแม่ออกจาก CCU ก็แล้วแต่จะดำเนินการ แต่ให้โทรแจ้งก่อนเวลาที่จะย้ายสักพัก เพื่อน้องสาวจะได้เดินทางไปถึงโรงพยาบาลได้ทัน คืนนั้นเรารอจนถึงเกือบเที่ยงคืนก็ไม่มีโทรศัพท์จากโรงพยาบาล ไม่มีการย้ายแม่เกิดขึ้น แม่ยังคงนอนอยู่ที่ CCU อีกหลายวัน 

เมื่อพูดได้แม่ก็ฟ้องพวกเราและคนที่มาเยี่ยมว่าโดนแกล้ง มีคนเอาลวดมาแยง หยิกแขน ทุบตัว เรารู้ว่าแม่รับรู้ผิดไป การดูดเสมหะคงทำให้แม่เจ็บ (แรกๆ เสมหะเยอะมากต้องดูดเกือบทุกชั่วโมง) เลยคิดว่าถูกเอาลวดมาแยง ระหว่างดูดเสมหะก็มีการเคาะหน้าอกบ้าง แม่จึงคิดว่าถูกทุบ ส่วนการหยิกคงจะเป็นการแทง IV fluid การเจาะเลือด ความเชื่อนี้ฝังใจแม่ แม่เล่าให้คนอื่นๆ ฟังไม่เลิก บอกว่าคนทำเป็นเด็กรุ่นๆ แม่เหลือจะทนจึงสู้โดยแตะ/ถีบเอาบ้าง

การรับรู้ของแม่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารการปฏิบัติการดูแลต่างๆ ให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าจะทำอะไร เพื่ออะไร อย่างไร โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่สายตาฝ้าฟางและไม่มีความรู้เรื่องวิธีการดูแลเหล่านั้น รวมทั้งควรปฏิบัติการดูแลต่างๆ อย่างนุ่มนวล ตอนที่ไปเยี่ยมแม่ดิฉันก็ได้เห็นว่าน้องพยาบาลที่ CCU ให้การดูแลแม่ดีมาก เรียกคุณยายบ้าง ทวดบ้าง เวลาดูดเสมหะก็ทำอย่างเบามือ ไม่รุนแรง ไม่รู้ประสบการณ์ในครั้งใด จากคนใด ที่ทำให้แม่รับรู้ผิดไป

คืนหนึ่งเมื่อ CCU จำเป็นต้องใช้เตียง ก็มีการย้ายแม่ไปที่หอผู้ป่วยสามัญ 7SE ซึ่งดิฉันเคยเป็นพยาบาลรุ่นบุกเบิกของที่นี่มาก่อน เราไม่ห่วงเพราะสอบถามแล้วว่าเตียงของแม่จะอยู่ใกล้เคาน์เตอร์ของพยาบาล ตอนเช้าเมื่อน้องสาวไปเยี่ยม แม่บ่นว่าไม่มีใครอยู่ด้วย ถ้าใครมาเอาแม่ไปทิ้งไว้กลางป่าเขาจะทำอย่างไร

ดิฉันทำงานอยู่ไกล ใช้วิธีเยี่ยมแม่ทางโทรศัพท์ ไม่รู้เรื่องราวอะไรมากนัก พี่สาวเล่าให้ฟังว่าแม่อยู่ที่หอผู้ป่วยสามัญคงไม่มีความสุขนัก ดึง NG tube ออก ผศ.ชวลี แย้มวงษ์ อาจารย์รุ่นน้องที่เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุและเป็นคนที่คอยดูแลแม่มาตลอดตั้งแต่การผ่าตัดเมื่อหลายปีก่อน บอกว่าเห็นแม่แล้วเครียด จึงประสานกับหอผู้ป่วยอายุรกรรมพิเศษหาห้องพิเศษเดี่ยวให้แม่อยู่ หลังจากได้ย้ายมาอยู่ห้องพิเศษเดี่ยวโดยมีน้องสาวเฝ้าอยู่ด้วย แม่ก็ดีขึ้น คงเป็นเพราะสบายใจที่มีลูกอยู่ด้วย (ตามปกติแม่ต้องมีคนคอยอยู่ด้วยใกล้ๆ ตลอดเวลา)

แม่มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับจนออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๔ รวมเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล ๒๐ วัน แม่เล่าให้ฟังว่าระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลได้บนให้ยาย (แม่ของแม่) มาช่วย “ให้ตลอดรอดฝั่ง” จึงอยากแก้บน แสดงให้เห็นว่าแม่ก็มีความเชื่อและใช้ความเชื่อนั้นเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ แม้จะมีอายุมากใกล้ ๑๐๐ แต่เมื่อเจ็บป่วยแม่ก็ยังสู้และอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป แพทย์ พยาบาล จึงไม่ควรตัดสินใจจากตัวเลขของอายุเพียงอย่างเดียว

เหตุการณ์ความเจ็บป่วยของแม่ ทำให้ดิฉันมองเห็นว่าการบริการสุขภาพ ณ โรงพยาบาลในต่างจังหวัด ยังมีโอกาสในการพัฒนาอีกมาก ตั้งแต่การนำผู้ป่วยจากบ้านในชนบทไปโรงพยาบาลในจังหวัด สภาพแวดล้อมของ ER การบริการ รวมทั้งการดูแลเอาใจใส่ของแพทย์และพยาบาล ฯลฯ และการพัฒนานั้นต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย

การดูแลรักษาในหน่วย CCU คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มีความพร้อมทั้งบุคลากร เครื่องมือเครื่องใช้ ความใกล้ชิดในการดูแล ทำให้ญาติอุ่นใจได้มาก ดิฉันได้เห็นอุปกรณ์เครื่องใช้ที่แตกต่างและดีกว่าสมัยที่ดิฉันทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ ก็ยิ่งสะท้อนว่าบรรดาครูอาจารย์ที่สอนนักศึกษาพยาบาล จำเป็นต้อง update ตัวเองให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้การสอนของตนไม่ตกยุค

ขอบคุณหลายๆ คนที่ได้ให้ความช่วยเหลือในการจัดการกับความเจ็บป่วยของแม่ในครั้งนี้ คำว่าเพื่อน พี่ น้อง และเครือข่าย มีความหมายดีๆ อย่างนี้เอง

วัลลา ตันตโยทัย