ก่อนดิฉันจะไปเยี่ยมแม่ในวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๔ น้องชายคนเล็กซึ่งเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปตั้งแต่วันที่ ๑๔ โทรศัพท์มาแจ้งว่าแม่ไม่สบาย ติดหวัดจากน้องสาว และเป็นไข้ ตอนนั้นไม่คิดว่าแม่จะเป็นอะไรมากเพราะยังคุยโทรศัพท์ได้ จึงบอกให้กินยาลดไข้และดื่มน้ำเยอะๆ
สายๆ วันที่ ๑๕ เมื่อไปถึงบ้านที่นครนายก พบว่าแม่นั่งหลับตาอยู่บนรถเข็น ดูซีดๆ ถามว่าเหนื่อยหรือเปล่า แม่ก็บอกว่าเหนื่อยตามธรรมดา เราจึงให้แม่นอนพัก คลำตัวดูก็ไม่ร้อน ไอเล็กน้อย มีเสียงเสมหะบ้าง จึงกระตุ้นให้ดื่มน้ำบ่อยๆ แม่กินอาหารได้แต่ต้องมีคนป้อน น้องๆ บอกว่าเมื่อคืนแม่ละเมอเสียงดัง เราก็พากันคิดว่าแม่คงนอนหลับไม่เพียงพอ
เช้าวันที่ ๑๖ พี่สาวคนโตที่อยู่ที่บ้านแม่โทรศัพท์มาบอกดิฉันว่าแม่เหนื่อยมากขึ้น จึงพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลนครนายก ดิฉันรีบบอกให้พี่สาวที่งามวงศ์วานไปดูแม่ก่อน ส่วนดิฉันอยู่ที่กรุงเทพฯ รอฟังข่าวอยู่ว่าจะต้องพาแม่มากรุงเทพฯ หรือเปล่า ระหว่างนั้นก็รีบเอางานที่ต้องทำมาจัดการให้แล้วเสร็จ เผื่อว่ามีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น งานจะได้ไม่ค้าง
ดิฉันเตรียมการเรื่องพาแม่มารักษาที่กรุงเทพฯ เริ่มจากโทรศัพท์หา พญ.อารยา ทองผิว แกนนำเครือข่ายเบาหวานคนสำคัญ ซึ่งประจำอยู่ ณ โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล พหลโยธิน ขอให้จัดการเรื่องรถ Ambulance เตรียมไว้เผื่อจำเป็นต้องใช้ (ดิฉันเคยใช้บริการรถของโรงพยาบาลนี้เมื่อพาแม่มารักษาภาวะหัวใจล้มเหลวเมื่อปี ๒๕๔๖) และโทรศัพท์หา รศ.นพ.ศุภชัย ถนอมทรัพย์ หัวหน้าหน่วยโรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา อาจารย์ศุภชัยเป็นแพทย์เจ้าของไข้ของแม่ด้วย เพื่อหาเตียงให้แม่
เมื่อปี ๒๕๔๖ แม่มีภาวะหัวใจล้มเหลว ต้องใส่ ET tube และ on respirator แพทย์ที่รักษาวินิจฉัยว่าเกิดจากความดันโลหิตสูง แต่อาจารย์ศุภชัยคนนี้เป็นคนตรวจได้ว่าเกิดจากลิ้นหัวใจ aortic ตีบ แม่จึงได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจใหม่ ตอนนั้นใครๆ ก็ว่าดิฉันน่าจะเพี้ยนไปแล้วที่ให้ทำผ่าตัดแม่ที่มีอายุมากถึง ๙๑ ปี แต่นับว่าการตัดสินใจในครั้งนั้นไม่ผิด เพราะหลังจากผ่าตัดแล้วแม่สบายดีมาตลอด จนหลังๆ แพทย์นัดตรวจปีละ ๑ ครั้ง
เมื่อสอบถามไปที่ รพ.นครนายก ทราบว่าผล X-ray พบว่าแม่มีปอดอักเสบ แต่พอน้องสาวบอกแพทย์ว่าจะพาแม่ไปรักษาที่กรุงเทพฯ แพทย์ก็ไม่ทำอะไรต่อ เลือดที่เจาะไว้ก็ไม่ส่งตรวจ ดิฉันจึงบอกหลานที่ทำงานเป็นพนักงานผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยอยู่ที่นั่นว่าให้ส่งเลือดตรวจด้วย หากไม่ให้การดูแลรักษาถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้น ดิฉันจะเอาเรื่องแน่นอน
อาจารย์ศุภชัยบอกให้เอาแม่มาเข้ารับการรักษาที่ รพ.รามาธิบดีได้ จัดเตียงที่หน่วย CCU ไว้ให้ มาถึงเมื่อไหร่ก็ให้ขึ้นไปที่หน่วยนี้ได้เลย ระหว่างนี้ก็ให้ รพ.นครนายก Fax EKG ให้ด้วย
ดิฉันออกจากบ้านไปขึ้นรถ Ambulance ที่ รพ.เปาโล เมโมเรียล พหลโยธิน อาจารย์อารยามาดูแลให้จัดเตรียม IV fluid และยา เช่น Dexamethasone ไปด้วย เราสอบถามไปที่ รพ.นครนายกว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง ได้รับแจ้งว่าไม่มีอะไร แม่ on Oxygen mask ไว้เฉยๆ ดิฉันจึงขอน้องพยาบาลไปด้วย ๑ คน เพราะดิฉันก็เป็นพยาบาลอยู่แล้ว
เราออกจาก รพ.เปาโลฯ ประมาณ ๑๐ น.กว่าเล็กน้อย ยังไม่ทันถึงถนนวิภาวดี พี่สาวก็โทรศัพท์แจ้งว่าแม่เหนื่อยมากขึ้น ต้องใส่ ET tube และใช้เครื่องช่วยหายใจ เราไม่มีเวลาย้อนกลับไปเอาอะไรอีก รีบเดินทางไปกันอย่างเร็ว ระหว่างทางก็โทรศัพท์คุยกับแพทย์ที่ ER รพ.นครนายกสอบถามอาการ รู้ว่าปัญหามีแค่ปอดอักเสบและมีเสมหะเยอะมาก
เมื่อไปถึง รพ.นครนายก พบว่าแม่กระสับกระส่าย on Bird respirator อยู่ ที่แขนมีเข็ม heparin lock แต่ไม่มีการให้ IV fluid ไอมีเสียงเสมหะ ต้องเรียกพยาบาลมาช่วยดูดให้ (ที่นี่ไม่ส่งเสมหะตรวจ) ER ของโรงพยาบาลจังหวัดมีสภาพโทรม ดูไม่สะอาด ผ้าปูผ้าห่มสำหรับคนไข้สีคล้ำหม่น แพทย์หญิงคนหนึ่งเขียนข้อมูลของแม่ส่งให้แล้วถามว่ามีเตียงรับแน่หรือเปล่า “หมอกลัวว่า รามาจะด่าหมอ” แปลกดีหมอไม่ห่วงเลยว่าคนไข้จะเป็นอย่างไร จะปลอดภัยระหว่างการเดินทางหรือไม่ แต่ห่วงกลัวว่าตนเองจะถูกด่า
เรารีบย้ายแม่ขึ้นรถ Ambulance แล้วออกเดินทางโดยด่วน ดิฉันให้พี่สาวมาด้วยอีก ๑ คน ระหว่างทางแม่กระสับกระส่ายตลอด ต้องช่วยกันจับ ดิฉันให้น้องพยาบาล check vital signs ดูเป็นระยะ เสมหะแม่เหนียวมาก จึงโทรศัพท์ปรึกษาอาจารย์อารยาซึ่งสั่งให้ IV fluid เป็น 5% D NSS/2 drip ช้าๆ ฉีด Dexamethasone 8 mg IV
น้องที่ขับรถ พยายามวิ่งอย่างเร็วเท่าที่จะทำได้ เมื่อถึง รพ.รามาธิบดี ถ้าจำไม่ผิด ก็ราวๆ บ่ายสอง เราก็พาแม่ไปที่หน่วย CCU ชั้น ๙ ทันที เมื่อไปถึงพบว่าอาจารย์ศุภชัยรออยู่แล้ว เราขอบคุณน้องๆ ทีมเปาโลทุกคนที่ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่และเต็มใจ
เมื่อแม่มาถึงหน่วย CCU ดิฉันก็หมดห่วงเรื่องความปลอดภัย แม่มีไข้สูงมาก ๓๙ องศา C เมื่อตรวจอะไรและสั่งการรักษากันเรียบร้อย แพทย์ประจำบ้านชายคนหนึ่งก็เรียกดิฉันคุย ถามเรื่อง End of life (ด้วยภาษาที่พูดไม่เป็น) ดิฉันจึงบอกไปว่าเมื่อปี ๒๕๔๖ เคยดุ Resident คนหนึ่งไปแล้วที่มา Informed consent ก่อนผ่าตัดว่า “คุณยายอายุขนาดนี้ ที่อื่นเขาไม่ทำอะไรให้แล้ว” คราวนี้มาเจออีก จึงขอบอกว่าแม่ยังรู้เรื่องดี เป็นคนแก่ (อายุ ๙๘) ที่ยังช่วยตัวเองได้ ไม่ใช่ bed ridden อย่าเอาอายุมาตัดสินการให้การรักษา ดิฉันย้ำอย่างหนักแน่นว่าขอให้รักษาอย่างเต็มที่ แต่ถ้าอาการหนักแล้วมี cardiac arrest ก็ไม่ต้องทำ CPR นั่นแหละเป็นสิ่งที่หมอต้องการให้ดิฉันเซ็นชื่อไว้
การรักษาเดี๋ยวนี้เป็นอะไรไปแล้ว ดิฉันรู้สึกว่าแพทย์พยายามปกป้องตนเองจนทำให้การปฏิบัติดูเหมือนขาดการใช้ใจนำ และเห็นได้ชัดถึงการขาดทักษะในการสื่อสารกับญาติ เรียกว่าพูดไม่เป็นเอาเลย
คืนนั้นดิฉันได้รับ e-mail จาก ผศ.ดร.พรทิพย์ มาลาธรรม ซึ่งสามีคือ ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม อาจารย์แพทย์ด้านโรคติดเชื้อ ดิฉันจึงขอให้ช่วยดูเรื่อง Antibiotic ของแม่ด้วย อาจารย์กำธรก็คุยกับ Resident ให้ทันที ทำให้สบายใจขึ้นมาก
วัลลา ตันตโยทัย