ขอบคุณ รศ.นิภา ศรีไพโรจน์ อาจารย์ดีเด่นจาก มศว. ที่ถ่ายทอดความรู้เรื่อง "การวิจัยเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้" ทำให้ดร.ปีอป มีแรงบันดาลใจในการพัฒนากิจกรรมบำบัดศึกษา
ประเด็นที่น่าสนใจ สรุปดังนี้
- การปลูกต้นไม้...ทำให้เราหวังผลหลากหลาย...แต่เมื่อไม่ได้ผล...เราควรทบทวนและคิดวิเคราะห์หาวิธีการให้ได้ผล...เช่นเดียวกับอาจารย์หวังผลสัมฤทธิ์นักศึกษาแล้วสอนตามหลักสูตรก็เป็นเพียงสื่อหนึ่งที่เกิดการบรรลุวัตถุประสงค์...แต่นักศึกษามีพื้นฐานและความชอบในการเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา (Active Learning) แตกต่างกัน...ดังนั้นอาจารย์จึงมีหน้าที่หนึ่งในการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อหาวิธีการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้เข้าถึงผู้เรียนอย่างมีประสิทธิผล
- กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนจะค้นหาความจริงเพื่อนำมาแก้ไขปัญหา/พัฒนาการเรียนให้ดีขึ้น แม้ว่าจะรู้ว่ามีแนวโน้มดีขึ้น แต่การวิจัยในชั้นเรียนทำให้อาจารย์รู้ว่า "ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอย่างไร"
- นักศึกษาสามารถบันทึกสาระการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การพับกระดาษที่แบ่งเป็น 8 หน้าที่มีสรุปเนื้อหาและเป็นหนังสือเล่มจิ๋วได้ การให้สรุปเป็น Mind Mapping บทเรียนละ 1 หน้า เป็นต้น
- อาจารย์พูดเร็วส่งผลต่อการเรียนรู้ที่เลวของนักศึกษา...อาจารย์ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง ควรบอกว่า "ไม่ทราบ" และสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลังการค้นคว้าระหว่างอาจารย์และนักศึกษา
- ควรวิจัยในชั้นเรียนทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ แต่ต้องต่อยอดมากกว่าการสำรวจปัญหาคือ การคิดนวัตกรรมเพื่อการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลเชิงทดลองและเชิงสัมภาษณ์ลึก มีตัวแปรต้นหรืออิสระ (เหตุของการให้วิธีการสอนใหม่ๆ) กับตัวแปรตาม (ผลลัพธ์ที่สนใจศึกษา) ในมิติความคิดความเข้าใจ มิติเจตคติ มิติทักษะกระบวนการปฏิบัติ
- ควรมีการทำ Classroom Action Research (CAR) อย่างมีระบบให้ควบคู่กับการเรียนในชั้นเรียนแบบธรรมชาติ โดยรูปแบบที่มีความเหมาะสมที่สุด และไม่ทำลายความคิดของนักศึกษา แต่เป็นกระบวนการที่พัฒนานักศึกษามากที่สุด
- ในทางปฏิบัติ อาจารย์ไม่ควรทำวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่ทางการในรูปการบันทึก "วิจัยหน้าเดียว" แต่ควรเพิ่มรายละเอียดแล้วมีการต่อยอดเผยแพร่ก้บอาจารย์ในหลักสูตร นักศึกษา และผู้สนใจพัฒนาต่อไป
- ควรทำงานวิจัยในชั้นเรียนให้เป็นงานประจำของอาจารย์ในลักษณะ Plan-Do-Check-Act (PDCA) หรือ Plan-Act-Observation-Reflection (PAOR)
- อาจารย์ต้องสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการจัดการเรียนรู้ของตนเองแล้วคิดรูปแบบการสอนเชิงประยุกต์กับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย แล้วพัฒนาเครื่องมือเพื่อหาคำตอบที่แก้ไขปัญหาหรือพัฒนาความรู้ในมิติความคิดความเข้าใจ มิติเจตคติ มิติทักษะกระบวนการปฏิบัติ
ตัวอย่างงานวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนากิจกรรมบำบัดศึกษา
- ผลการฝึกทักษะที่มีต่อความสุขความสามารถของผู้รับบริการสำหรับนักศึกษากิจกรรมบำบัด ชั้นปีที่ 4 คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล
- บทเรียนผ่าน e-learning ในการพัฒนาหลักการทางกิจกรรมบำบัดในการพัฒนาความรู้และความมั่นใจในชั้นเรียน: กรณีศึกษาหลักสูตรกิจกรรมบำบัด ชั้นปีที่ 1-4คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล
- การเปรียบเทียบผลของวิธีสอนแบบจิตตปัญญากับวิธีสอนโดยใช้ปัญญาเป็นหลักที่มีผลต่อคะแนนรายวิชากิจกรรมบำบัดเพื่อสุขภาพจิตของนักศึกษากิจกรรมบำบัด ชั้นปีที่ 3 คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล
- ผลของการจัดการเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวาและกระบวนการวิจัยที่มีต่อทักษะการให้เหตุผลทางคลินิกของนักศึกษากิจกรรมบำบัด ชั้นปีที่ 4 คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล
สวัสดีค่ะ อาจารย์ ดร.ป๊อป
ขอบคุณความคิดเห็นดีๆ จาก อ.ณัฐพัชร์ ครับ