หลังจากที่พี่สาวคนโตคลอดลูกคนที่ 2 แม่จะเป็นคนดูแลอยู่ที่บ้านอย่างใกล้ชิด ส่วนพวกเราและพี่เขยก็จะออกไปทำไร่ไถนากันตามปกติ

 

   อาการป่วยของพี่เขยมีแต่"ทรง"กับ"ทรุด"แต่ก็ไม่ยอมหยุดงานยังคงช่วยน้องๆทำงานตามสภาพ ถ้าเหนื่อยมากจะนั่งพัก นางมองดูพี่บ่อยครั้งเพราะความเป็นห่วง

 

       เนื่องจากเริ่มหัดถอนกล้าทำให้นางรู้สึกปวดเมื่อยตามตัวเลยหยุดพักบ่อย สายลมพัดมาเอื่อยๆสัมผัสกับผิวหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ นางใช้แขนเสื้อซับเบาๆพร้อมกับบิดตัวไปมา

 

     พี่สาวทั้งสามคนยังคงจดจ่ออยู่กับงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  ฟังวิทยุไปด้วย คุยกันไปด้วยอย่างออกรส ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องหนุ่มๆที่เข้ามาจีบนั่นเอง

 

     พี่ยิ้มเงยหน้าขึ้นมาเจอนางบิดขี้เกียจพอดี ก็ยิ้มให้สมกับชื่อเค๊านั่นแหละ 

 

     " อยากเมือบ้านแม่นบ่ ไปก่อนเอื้อยกะได้เด้อ"

 

      นางวางมัดกล้าในมือพร้อมกับมองไปทางด้านทิศตะวันตก ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า แสงสีส้มอ่อนๆทอดยาวอยู่ระดับแนวป่า ฝูงนกบินกลับรังทีละกลุ่มเป็นช่วงๆ บางกลุ่มก็ทอดยาวเป็นสาย

 

    นางยืนนิ่งเพราะรู้สึกแปลกๆ จะว่าสังหรณ์ใจก็ไม่ใช่ แต่เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันเหงาๆ หวิวๆยังไงก็ไม่ทราบ  พี่เขยยังคงไอเป็นระยะๆ  นางจึงพูดขึ้นว่า 

 

    " เมือนำกันเหมิดทุกคนโลดป๊ะ " 

 

     พี่ๆมองหน้ากันและวางมัดกล้าลงอย่างว่าง่าย แล้วทุกคนก็ช่วยกันเก็บข้าวของใส่ตะกร้า พี่คนรองไปต้อนควายนำหน้า พี่สาวคนกลางหาบตะกร้าสัมภาระ นางกับพี่เขยเดินตาม ส่วนพี่ยิ้มถือวิทยุเดินรั้งท้ายเพราะเป็นคนที่ทำอะไรเชื่องช้าที่สุด

 

    ขณะที่เดินคุยกันไปเรื่อยๆนั้นพี่เขยไอและหยุดยืนใช้มือเกาะรั้วที่เราล้อมกั้นเขตแดนที่นาไว้ ทุกคนหยุดตามแล้วก็ต้องชะงักเพราะตกใจกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า พี่หายใจถี่ขึ้น ไอติดกันเป็นชุดและมีเลือดสีแดงสดออกมาด้วย

 

    นางร้องไห้โฮเพราะตกใจสุดขีด นั่งลงกอดขาพี่ไว้ ส่วนคนอื่นๆก็เข้ามารุมล้อม   พี่เขยเข้มแข็งและมีความอดทนมากจริงๆ

 

      หลังจากที่เช็ดเลือดออกหมดแล้วพี่ก็ยิ้มให้กับทุกคนพร้อมกับพูดว่า 

 

     " อ้ายเซาเมือยแล่ว" (พี่หายเหนื่อยแล้ว)

 

      ทุกคนยังมีสีหน้ากังวลแต่ก็เดินกลับบ้านแต่โดยดี ไม่มีเสียงพูดคุยกันอีก นางจับแขนพี่เขยเดินไปช้าๆจนถึงบ้าน โชคดีที่นาเราอยู่ใกล้บ้าน พอแม่รู้เรื่องก็เอ็ดเบาๆว่า 

 

    " แมบอกแล่ว วาบ่ให่ไปกะบ่ฟัง ต่อไปหนี่ ห่ามเด็ดขาดเด้อ"

 

    จากวันนั้นอาการของพี่ก็ทรุดลงเรื่อยๆ ในที่สุดมัจจุราชก็พรากพี่เขยไปจากพวกเราจนได้ ความเศร้าแผ่คลุมไปทุกพื้นที่ของบ้าน ถึงพี่จะไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่ก็มาอยู่กับครอบครัวเราตั้งแต่นางยังไม่เกิด จำความได้นางก็เห็นหน้าพี่แล้วจนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพี่ชายจริงๆ ความรักความผูกพันจึงมีมาก พี่เป็นวีรบุรุษในสายตาของนาง เพราะเป็นคนขยัน พูดน้อย ใจดีด้วย

 

     หลังจากพบกับความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ บรรยากาศที่บ้านก็เปลี่ยนไป ไม่มีเสียงแซวและหยอกล้อกันเล่นเช่นที่ผ่านมา ความที่เป็นคนร่าเริงและขี้เล่นของนางก็หายไปด้วย แต่ละวันจะนั่งเฝ้าน้องและร้องไห้ด้วยความสงสารเมื่อนำมาเปรียบกับตัวเองที่เกิดมาแค่ 2 เดือนพ่อก็ล้มป่วยและจากไปก่อนวัยอันควร เวลาแม่กับพี่มาปลอบ จะยิ่งร้องหนักขึ้น นางบอกกับทุกคนว่าขอเวลาทำใจสักระยะทุกอย่างน่าจะดีขึ้น

 

    แต่เวลาช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยความทรมานเหลือเกิน..... 

 

      หลังจากงานศพผ่านไปพวกเราก็ช่วยกันปัดกวาดบ้านและเก็บของให้เข้าที่แล้วแม่ก็เรียกพวกเรามารวมกัน แม่กวาดสายตามองลูกทุกคนอย่างอ่อนโยน  และสุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่นางพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า.......