จับความจาก Teaching Outside the Box : How to Grab Your Students by Their Brains เขียนโดย LouAnne Johnson
หนังสือเล่มนี้ บทที่ ๔ ว่าด้วยวิธีทำสัปดาห์แรกให้เป็นสัปดาห์แห่งความประทับใจของนักเรียน โดยที่สภาพห้องเรียนในโรงเรียนอเมริกันอาจจะยังไม่นิ่ง ยังมีนักเรียนเข้าออก และมีเหตุการณ์รบกวนสมาธิของนักเรียนและครูบ่อยๆ
เริ่มวันแรกด้วยรอยยิ้ม วันแรกควรเป็นวันเบาๆ ในเรื่องบทเรียนวิชา แต่เป็นวันที่นักเรียนและครูทำความรู้จักกัน โดยการที่นักเรียนได้ลงมือทำกิจกรรม เพื่อจะได้มีสมาธิ ไม่ถูกรบกวนจากความโกลาหลต่างๆ เช่น ให้เขียนนามบัตรของตนเอง สำหรับติดไว้ที่โต๊ะ ครูเลาแอนน์ บอกว่า ลักษณะตัวหนังสือ และลวดลายจะช่วยให้ครูรู้นิสัยหรือบุคลิกของเด็กแต่ละคน นอกจากนั้น ควรให้นักเรียนกรอกแบบสอบถาม “ทำความรู้จักกัน” บอกว่าตน ชอบ/ไม่ชอบ อะไรบ้าง ตนมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร มีสไตล์การเรียนอย่างไร
การให้กรอกแบบสอบถาม ช่วยให้นักเรียนมีกิจกรรมทำ เปิดโอกาสให้ครูได้สังเกตหน้าตาท่าทาง การแต่งกาย ทรงผม บุคลิก ท่าทาง ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ฯลฯ และคำตอบจะบอกครูเกี่ยวกับบุคลิก และสไตล์การเรียนของนักเรียนแต่ละคน ดังนั้น ครูต้องออกแบบแบบสอบถามที่มีความหมาย ต่อการช่วยให้ครูรู้จักเด็กแต่ละคนในมิติที่ลึก ในหนังสือมีตัวอย่างของแบบสอบถาม และวิธีแปลผลด้วย
ที่จริงการดำเนินการใน ๗ บันทึกก่อนหน้านี้ ก็เพื่อสร้างความประทับใจแก่ศิษย์ และสร้างแรงบันดาลใจต่อการเรียนรู้ของศิษย์ทั้งสิ้น
หลังจากนั้นครูจึงกล่าวต้อนรับนักเรียนสั้นๆ ตามในบันทึกที่แล้ว
ทีนี้ก็ถึงตอนที่ครูจะเข้าไปนั่งในหัวใจศิษย์ ด้วยการสร้างความประทับใจปนแปลกใจ ด้วยการบอกว่านักเรียนคงจะคาดหวังให้ครูกำหนดกติกาหรือข้อบังคับว่าด้วยเรื่องการทำผิดในชั้นเรียน แต่ครูขอยังไม่พูดเรื่องนี้ แล้วครูเลาแอนน์ก็ฉายสไลด์ หรือคลิปภาพยนตร์สั้นๆ ที่น่าสนใจสำหรับเด็ก หรือฉายสถิติเพื่อช็อกเด็ก ในเรื่องที่มีผลต่ออนาคตของเด็ก หรือเอาแบบฝึกหัดยากๆ มาให้เด็กลองทำเพื่อท้าทาย และสร้างแรงจูงใจในการเรียน
อาจแจกบทความที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่สอน ให้เด็กอ่านและเขียนปฏิกิริยาของตนต่อบทความนั้น ๑ – ๒ ย่อหน้า จะช่วยให้ครูรู้จักพื้นฐานหลากหลายด้านของนักเรียนแต่ละคน เช่นความสามารถในการอ่าน และจับใจความ อัตราเร็วในการอ่าน ทักษะในการเขียน บุคลิก ความมั่นใจที่จะแสดงความคิดเห็นของตน และความร่วมมือกับครู
ผมอ่านตอนนี้แล้ว เกิดความรู้สึกว่า “ครูเพื่อศิษย์” จะคิดหาเครื่องช่วยการสอน/เรียนรู้ จากสิ่งที่อยู่รอบตัว อยู่ตลอดเวลา และนำมาใช้ทำให้การเรียนรู้ของเด็กเป็นเรื่องเชื่อมโยงกับชัวิตจริง สนุกสนาน หรือบางครั้งสะเทือนใจ ช่วยให้การเรียนมีชีวิตชีวา
เลิกทำตัวเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับนักเรียน นี่คือหัวใจของการเป็นครู อย่าใช้หลักการของครูฝึกทหาร ที่ใช้หลักเอาทหารใหม่ไว้ใต้บาทา เพื่อรักษาวินัย ครูต้องใช้ความรักความเมตตานำ แต่เจือด้วยความเด็ดขาด และแม้จะมีนักเรียนบางคนชวนครูทะเลาะ ก็อย่าทะเลาะด้วย ต้องแสดงด้วยการกระทำ (และคำพูด) ให้ประจักษ์ชัดว่านักเรียนกับครูอยู่ฝ่ายเดียวกัน คือฝ่ายรักษาผลประโยชน์ของนักเรียน เมื่อนักเรียนเข้าใจและไว้วางใจครู ครูก็จะไม่ต้องเสียเวลากับการบังคับใช้กฎระเบียบในชั้นเรียน หันมาทุ่มเทกับการเรียนรู้ของศิษย์ได้เต็มที่ ผลการเรียนของเด็กก็จะดี
ความกลัวหลักๆ ๒ อย่างของเด็กนักเรียน คือกลัวไม่มีคนรัก กับกลัวสอบตก ครูต้องจัดการชั้นเรียนให้เด็กปลอดจากความกลัวนี้ และตั้งหน้าเรียนอย่างมั่นใจและสนุกสนาน วิธีจัดการตั้งแต่เริ่มต้น คือบอกเรื่องนี้แก่ศิษย์ในคำกล่าวต้อนรับนักเรียน บอกให้เด็กรู้ว่าความสุขของครูคือการได้เห็นศิษย์เติบโตไปเป็นคนดี มีความสำเร็จในชีวิต และเป็นหน้าที่ของครูที่จะช่วยเด็กให้เรียนรู้ในปีนี้ เพื่อปูพื้นฐานการเรียนในปีต่อๆ ไป และการดำรงชีวิตที่ดีในภายหน้า ครูจะตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อการนี้ แต่ครูไม่สามารถบังคับศิษย์ไม่ว่าคนไหนให้เรียนรู้ และฝึกฝนตนเองได้ นักเรียนแต่ละคนต้องรับผิดชอบตนเอง และเคารพเพื่อนนักเรียนโดยการไม่รบกวนหรือก่อกวนชั้นเรียน
วิธีสร้างบรรยากาศอย่างหนึ่งของครูเลาแอนน์ ต่อศิษย์วัยรุ่น คือบอกว่าประสบการณ์ต่างๆ ที่จะมีการเรียนรู้ ทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน จะมีความสำคัญต่อชีวิตของนักเรียนในภายหน้า รวมทั้งชีวิตรัก นักเรียนจะหัวเราะคิกคัก แต่ก็จะทำให้ตั้งใจเรียน หรือมีแรงจูงใจต่อการเรียนมากขึ้น
วิธีสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนอย่างหนึ่งคือ บอกนักเรียนตั้งแต่วันแรกว่า วิชานี้ครูเริ่มโดยให้เกรดทุกคนเป็น A โดยนักเรียนต้องรับผิดชอบรักษาเกรดนี้ไว้ให้ได้ จะได้หรือไม่ได้ขึ้นกับตนเอง โดยครูจะคอยช่วยเหลือ ใครติดขัดอะไรมาปรึกษาครูได้เสมอ
สร้างความประทับใจด้วยการสอบตนเอง ในการจำชื่อศิษย์เป็นรายคน นี่คือไม้เด็ดของครูเลาแอนน์ ที่ครูฝึกฝนจนสามารถเอามาเล่นกับเด็กได้ โดยบอกเด็กว่า ครูต้องการรู้จักและเอาใจใส่เด็กเป็นรายคน จึงต้องจำชื่อเด็กให้ได้หมดทุกคนในวันนี้ ลองมาดูกันว่าบทเรียนนี้ครูจะได้เกรด A หรือไม่ โดยบอกเด็กว่าเมื่อครูขานชื่อให้ยกมือขึ้น ถ้าครูขานชื่อเพี้ยน ให้แจ้งแก้ไข หรือถ้าต้องการให้เรียกชื่อเล่นก็ให้บอก เมื่อเด็กยกมือครูเลาแอนน์จะสังเกตหน้าตาท่าทางหรือลักษณะพิเศษ เมื่อจบรอบแรก ครูเลาแอนน์ จะอ่านรายชื่อรอบ ๒ แล้วจึงแจกกระดาษ index card ขนาด 3x5 นิ้ว ให้เด็กแต่ละคนเขียน ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ วันเกิด ชื่อบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ID ของนักเรียน
ระหว่างที่นักเรียนง่วนกับการเขียนใน card ครูเลาแอนน์จะถือแผ่นกระดาษรายชื่อนักเรียนเดินผ่านแต่ละคน ทบทวนว่าตนจำชื่อได้ไหม ถ้าไม่แน่ใจก้ชะโงกดูใน card ที่นักเรียนกำลังเขียน สำหรับเด็กที่ขาดเรียน ครูจะเอาดินสอเขียนชื่อ เก็บไว้ให้เด็กเขียนวันหลัง
เมื่อเด็กเขียนเสร็จ ก็บอกให้คว่ำกระดาษ แล้วบอกให้เขียนบอกครู ว่าเพื่อให้ครูเป็นครูที่ดีสำหรับตน ต้องการให้ครูเข้าใจตนในเรื่องใดบ้าง เช่นบางคนติดอ่าง บางคนเป็นโรคลมชัก หรือตนอยากทำอะไรในชั้นเรียน ขอให้บอกครู สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือขอให้เขียนหมายเลขโทรศัพท์จริง ที่จะโทรถึงนักเรียนหรือผู้ปกครองได้ และขอทำความเข้าใจว่าโทรศัพท์ถึงผู้ปกครองเกือบทั้งหมดจะเป็นเรื่องดีๆ ที่น่าชื่นชม เรื่องปัญหานั้นครูจะโทรถึงนักเรียนก่อน เพราะครูถือว่านักเรียนเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบตนเองได้แล้ว
ครูเลาแอนน์ ให้เวลาเด็กเขียนด้านหลังบัตรอีกครู่หนึ่ง และใช้เวลานั้นทบทวนชื่อนักเรียนไปด้วย แล้วจึงเดินไปเก็บบัตรด้วยตนเอง (ไม่ให้เด็กส่งผ่านต่อๆ กัน) เมื่อรับบัตรใบใดก็กล่าวคำขอบคุณและขานชื่อดังๆ
เมื่อได้รับบัตรครบ ครูเดินไปที่หน้าห้อง อ่านชื่อและทบทวนหน้าตาทีละชื่อ ชื่อไหนนึกหน้าไม่ออกก็อ่านชื่อดังๆ และบอกให้เด็กยกมือ เมื่อจบก็ถึงบททดสอบตนเอง โดยครูบอกนักเรียนว่าครูต้องการรู้จักศิษย์เป็นรายคน เพราะศิษย์แต่ละคนเป็นคนสำคัญสำหรับครู จึงต้องจำชื่อได้ทุกคนตั้งแต่วันนี้ และต่อไปนี้เป็นการทดสอบว่าครูจำได้ทุกคนไหม ถ้าครูจำได้หมด ครูชนะ หากครูจำผิดแม้เพียงคนเดียว นักเรียนชนะและจะได้คะแนนทดสอบครั้งแรกในวันนี้เป็น A ทุกคน (ที่จริงครูไม่ได้เตรียมบททดสอบนักเรียนในวันแรก) จะก่อความตื่นเต้นแก่นักเรียน ว่าครูจะจำได้ทั้งหมดไหม ในบางชั้น นักเรียนถามครูว่า หากครูชนะครูจะได้อะไร คือตอบคือ “ได้ทุกอย่าง” ครูเลาแอนน์ ยังไม่เคยแพ้เลย
แต่เมื่อจบชั้นเรียน ครูอาจลืมบางชื่อไปแล้ว และในวันรุ่งขึ้นเมื่อครูจำชื่อผิด หรือลืม เด็กจะไม่ถือสา กลับเป็นที่เฮฮา และเด็กก็ได้เรียนรู้ว่าการทำผิดเล็กๆ น้อยๆ เป็นเรื่องปกติในชีวิตจริง
วิจารณ์ พานิช
๑๕ เม.ย. ๕๔
สวัสดีค่ะ
เป็นบันทึกที่เป็นประโยชน์ต่อครูอาจารย์ที่ปฏิบัติการสอนในทุกระดับการศึกษามากค่ะท่าน อยากให้ครูอาจารย์ทุกท่านได้อ่านและนำไปประยุกต์ใช้ ซึ่งจะช่วยให้ครูอาจารย์รู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล มีสัมพันธภาพ (Relationship) ที่ดีกับผู้เรียน และทำให้ผู้เรียนมีเจตคติ (Attitude) ที่ดีต่อครูอาจารย์ผู้สอนและการเรียนในรายวิชานั้นๆ ซึ่งผลการวิจัยมากมายที่พบว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในทุกระดับการศึกษา
ขอบพระคุณค่ะที่มอบบันทึกทรงคุณค่าต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของชาติ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้จากผลการทดสอบ ONET ทั้งระดับ ป.6, ม.ย, และ ม.6 ที่ผ่านมา พบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนเกือบทุกกลุ่มสาระ ในทุกระดับต่ำกว่า 50 % โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสาระภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์