ผมไม่แน่ใจว่าคำนี้จะแปลเปนภาษาไทยว่าอะไร เท่าที่เปิดหาคำแปล ก็ได้ว่า
- จินตนาการ
- อุทธัจ
- อุธัจ
- ความคิดฟุ้งซ่าน
- ความเพ้อฝัน
- เทพสังหรณ์
- การนึกฝัน
ที่ยังไม่ตรงกับความรู้สึกของผมแบบตรงๆ ที่อาจต้องใช้สองสามคำประกอบกันพร้อมการขยายความจึงจะได้ความหมายครอบคลุมพอ
ที่คิดออกอีกคำก็คือ ความฝันใฝ่ ที่ก็ไปคาบเกี่ยวกับ aspiration อีก
จึงขอให้คำเดิมเขาไปก่อน
ผมคิดว่าความคิดแบบ Fantasy นี้ อาจจะเป็นสิ่งจรรโลงจิตใจให้เรารู้สึกแช่มชื่น เป็นเครื่องประดับทางอารมณ์ ที่น่าจะเป็น "กิเลส" อีกแบบหนึ่ง ที่ปุถุชนมักจะมีกันเป็นปกติ
แต่บางคนมีมาก บางคนมีน้อย ที่เป็นความแตกต่างทางความคิดและความชอบของแต่ละคน
จึงเป็นประเด็นว่า
เราควรจะมีมากน้อยเพียงใดจึงจะ "พอดีๆ"
ไม่มากจนไร้สาระ หรือน้อยไปจนชีวิตเคร่งเครียดเกินไป
ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสทบทวนตัวเอง
ได้พบหลักข้อหนึ่งในชีวิตจริงที่พออาจจะเทียบเคียงได้ก็คือ
เหมือนการใช้น้ำหอม หรือของที่มีกลิ่นหอมชะโลม หรือชะล้างร่างกาย
ไม่ว่าจะเป็นสบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม หรือแม้กระทั่งผงซักฟอก ที่ผสมน้ำหอมหรือกลิ่นหอม ให้เรารู้สึกสดชื่นเมื่อใช้ หรือหลังจากใช้
จึงเป็นเรื่องที่แม้จะดูไม่สำคัญนัก แต่ก็อาจมีความหมายต่อการดำรงชีวิตบ้างพอสมควร
ที่ถ้าใครใช้จนกลิ่นอบอวลไปหมด ก็คงจะเริ่มมากเกินไปแล้ว หรือถ้าไม่มีเลยก็คงดูแห้งแล้งเกินไป
นี่คือระดับที่ผมพอจะนึกออกครับ และใช้อยู่ประมาณนี้ครับ
และคิดว่าน่าจะพอเพียงแล้วครับ
อ.แสวงคะ มาติดตามอ่านแนวคิดอาจารย์ค่ะ
อาจารย์เปรียบเทียบกับภาพน้ำหอมได้เห็นชัดมากเลยค่ะ
ขอบคุณมากนะค่ะ ^_^