๘.๒.๔.หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการสงเคราะห์คนในสังคม
หลักธรรมข้อนี้ใช้เพื่อพัฒนาสังคม หรือช่วยสงเคราะห์คนในชุมชน องค์กร ประเทศชาติ หากไม่มีการเกื้อกูลแก่กันและกันประเทศชาติย่อมวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุดเพราะคนมีความลำบากในการแสวงหาปัจจัยพื้นฐานของชีวิต ประกอบไปด้วย สังคหวัตถุ ๔ และราชสังคหวัตถุ ๔ ประการ ดังนี้
๑) หลักสังคหวัตถุ ๔ [1]
หลักสังคหวัตถุ ก็คือหลักแห่งการสงเคราะห์เกื้อกูลกันในสังคมชุมชน ที่มีคนต่างระดับกันไม่ว่าจะเป็นด้านฐานะ ความเป็นอยู่ รูปแบบการดำเนินชีวิต ในสังคมหนึ่งย่อมจะต้องมีความบกพร่องและมีส่วนเกินทางด้านทรัพย์สินและเครื่องดำเนินชีวิตอยู่ไม่มากก็น้อย ดังนี้
๑) ทาน การแบ่งปัน ธรรมะข้อนี้เป็นพื้นฐานของมนุษย์ที่จะมีการเอื้ออาทรต่อกัน คือการหยิบยื่นให้แก่กันและกัน ซึ่งการหยิบยื่นให้กันและกันนั้นอยู่ที่ใจที่จะเสียสละออกไปมากกว่าการถูกบังคับด้วยระบอบทางการเมือง ดังนั้นจะเห็นว่าความละเอียดอ่อนในเรื่องนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ
ระบอบธรรมาธิปไตย มองทานหรือการให้แบ่งปันเป็นเรื่อง ปัจเจกชนที่มองดูที่ใจหรือการเอื้ออาทรต่อกันเป็นหลัก
ระบอบประชาธิปไตย มองทานที่การเฉลี่ยผลประโยชน์ทางด้านภาษีที่เก็บได้ในแต่ละปี
ระบอบสังคมนิยม มองทานที่การบังคับใช้ทางกฎหมาย หรือการยึดจากปัจเจกชนมาเป็นของรัฐหรือส่วนรวม (ระบบคอมมูน) เป็นต้น
๒) ปิยวาจา การพูดด้วยคำอันเป็นที่รัก ธรรมะข้อนี้มุ่งไปที่การสื่อสารกันในระดับต่าง ๆ เพื่อมีความเข้าใจร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว เพราะการอยู่ร่วมกันในสังคมหากไม่มีปิยวาจาที่มีองค์ประกอบเหล่านี้คือ ไม่พูดเท็จ - ไม่พูดส่อเสียด - ไม่พูดคำหยาบ -ไม่พูดเพ้อเจ้อต่อกัน สังคมนั้นก็จะไม่มีความหวาดระแวงต่อกันเป็นต้น
๓) อัตถจริยา การประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ ธรรมะข้อนี้มุ่งไปที่การดำรงตนให้มีประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือสังคม ดังสุภาษิตไทยว่า อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น อย่างนี้เป็นต้น เป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผู้อยู่ร่วมกันจะพึงกระทำต่อกัน
๔) สมานัตตตา การทำตนให้เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ธรรมะข้อนี้มุ่งไปที่การประพฤติตนเองที่วางตัวตนให้เสมอต้นเสมอปลาย หรือการเป็นผู้ประสานงานที่ดีต่อสังคมชุมชนองค์กรที่ตัวเองสังกัดอยู่ ไม่เป็นคนยุยงทำให้คนในสังคมแตกแยกกัน
๒) หลักราชสังคหวัตถุ ๔
หลักธรรมข้อนี้มุ่งถึงผู้บริหารบ้านเมืองเมื่อได้อำนาจมาแล้วต้องบริหารจัดการให้ดี ไม่อยากเป็นเพราะอยากได้ตำแหน่ง แต่อยากเป็นเพราะต้องการทำงาน โดยทำงานเพื่อองค์กรนั้น ๆ และที่สำคัญต้องมีการบำรุงขวัญกำลังใจลูกน้องหรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ดังนี้
๑) สัสสเมธะ รู้จักบำรุงธัญญาหาร ธรรมะข้อนี้มุ่งไปที่การให้ต้นทุนสำหรับการทำมาอาชีพของราษฎร ในอินเดียโบราณมีอาชีพหลักคือการเกษตรแบบพอมีพอกิน ผู้นำจึงต้องมีการแจกจ่ายต้นทุนสำหรับเลี้ยงชีวิตของผู้ใต้ปกครอง
๒) ปุริสเมธะ รู้จักบำรุงข้าราชการบริพาร ธรรมะข้อนี้มุ่งไปที่การบำรุงขวัญและกำลังใจข้าราชบริวารที่รับใช้เป็นแขนเป็นขาให้ ดังนี้ผู้บริหารจำเป็นจะต้องมีการเพิ่มเงินเดือน มีการให้รางวัล มีโบนัสประจำปี ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาตามสมควรแก่ฐานะ, สถานที่และเวลาโอกาส เป็นต้น
๓) สัมมาปาสะ รู้จักส่งเสริมวิชาชีพ ธรรมะข้อนี้มุ่งไปที่การส่งเสริมราษฎรให้มีอาชีพเสริม หรือมีความหลากหลาย โดยผู้นำได้ไปดู ได้ไปศึกษาในหลายพื้นที่และมองเห็นโอกาสความก้าวหน้าของวิชาชีพนั้น จึงได้นำมาส่งเสริม เช่น ทฤษฎีใหม่ หรือการเป็นอยู่อย่างพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพบางไทรของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เป็นต้น
๔) วาชไปยะ รู้จักชี้แจงแนะนำ ธรรมะข้อนี้มุ่งไปที่การสื่อสารแบบสองทาง ที่ชาวบ้านธรรมดาก็สามารถเข้าพบปะพูดคุยและสามารถแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านได้ด้วยนอกจากนั้นยังรู้จักปลอบโยนเมื่อผู้อยู่ใต้ปกครองประสบกับปัญหาเดือดร้อนในเรื่องต่าง ๆ ได้

๘.๒.๕.หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการวินิจฉัยสั่งการ
หมวดธรรมข้อนี้ต้องการที่จะให้ผู้บริหารได้มีวิจารณญาณในการวินิฉัยในเรื่องราวต่าง ๆ แล้วนำมาสั่งการ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารปกครองบ้านเมือง คือหลักอคติ ๔, หลักพรหมวิหาร ๔, หลักโลกธรรม ๘ และหลักอริยสัจจ์ ๔
๑) หลักอคติ ๔ [2]
เพื่อให้ผู้บริหารได้ใช้หลักธรรมที่ไม่เอนเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง เพราะเชื่อง่ายหูเบา หรือฟังคำยุยงของลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชา หลักธรรมเหล่านี้นอกจากจะใช้กับการตัดสินคดีความแล้วยังใช้กับองค์กรต่าง ๆ ได้ดี
๑) ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะชอบ
๒) โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง
๓) ภยาคติ ลำเอียงเพราะขลาดกลัว
๔) โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา
๒) หลักพรหมวิหาร ๔
หลักธรรมนี้ต้องการให้มนุษย์อยู่กันอย่างสันติสุข มีความรักความผูกพันกัน มีความเอื้ออาทรต่อกันและกัน มีสันติภาพ, ภารดรภาพและเสรีภาพอย่างแท้จริง
๑) เมตตา ความเมตตาสงสาร
๒) กรุณา ความกรุณาเอื้ออาทร
๓) มุทิตา ความพลอยยินดี
๔) อุเบกขา ความวางเฉยในโอกาสที่ควรปล่อยวาง
๓) โลกธรรม ๘ [3]
ธรรมข้อนี้เป็นธรรมที่อยู่คู่กับโลก เมื่อนักบริหารยังหมกหมุ่นและคาดหวังในเรื่องโลกธรรมนี้มากเกินไปย่อมทำให้เป็นผู้นำที่ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าแม้แต่จะตัดสินใจลงมือทำ เพราะกลัวในเรื่องของการได้และเสีย เหล่านี้
๑) ลาภ ๒) เสื่อมลาภ
๓) ได้ยศ ๔) เสื่อมยศ
๕) สรรเสริญ ๖) นินทา
๗) สุข ๘) ทุกข์

๔) อริยสัจจ์ ๔
ธรรมข้อนี้ผู้บริหารจำเป็นต้องใช้เพื่อการศึกษาหาสาเหตุของปัญหาอุปสรรคในงานนั้น ๆ และยังสามารถกำหนดเป้าหมายโดยทำเป็นยุทธศาสตร์ และแนวทางในการดำเนินหนทางไปสู่เป้าหมายนั้น ๆ ด้วย
๑) ทุกข์ ความทุกข์ หรือปัญหา
๒) สมุทัย ต้นเหตุแห่งทุกข์ สมมุติฐาน
๓) นิโรธ ความดับทุกข์ เป้าหมาย
๔) มรรค หนทางดับทุกข์ มรรควิธีการเข้าสู่เป้าหมาย
๘.๒.๖.หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการพัฒนาองค์กร
หมวดธรรมข้อนี้ เป็นหมวดธรรมที่ใช้ในการบริหารจัดการองค์กรให้มีความมั่นคงเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นความผูกพันระหว่างคนกับคนได้เป็นอย่างดีจนสามารถก่อให้เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะอีกด้วย
๑) ฆราวาสธรรม ๔
ธรรมข้อนี้เพื่อให้คนในองค์กรได้มีความสบายใจที่มีความจริงใจต่อกัน มีความอดทน มีการข่มจิตข่มใจและการเสียสละให้ปันสิ่งของแก่กันและกัน
๑) สัจจะ ความจริงใจต่อกัน
๒) ทมะ ความข่มใจ
๓) ขันติ ความอดทน
๔) จาคะ การเสียสละ
๒) ทิศ ๖ [4]
ธรรมข้อนี้ได้สอนให้คนได้ระลึกถึงกันว่าแต่ละคนได้มีสถานภาพ หรือหน้าที่อะไรบ้าง เพราะคน ๆ หนึ่งย่อมมีสถานภาพหลายอย่างแต่ต้องรู้จักบทบาทหน้าที่ของตัวเองให้ดี เช่น นาย ก เป็นครูอยู่ในสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ก็ต้องมีความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ อีก เช่น นาย ก มีพ่อมีแม่, มีครูอาจารย์, มีบุตรภรรยา, มีมิตรสหาย, มีลูกน้อง และนับถือศาสนา เป็นต้น ซึ่งแต่ละสถานภาพย่อมมีเคารพสิทธิซี่งกันและกัน ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
๑) ปุรัตถิมทิส ทิศเบื้องหน้า คือมารดาบิดา
๒) ทักขิณทิส ทิศเบื้องขวา คือครูอาจารย์
๓) ปัจฉิมทิส ทิศเบื้องหลัง คือบุตรภรรยา
๔) อุตตรทิส ทิศเบื้องซ้าย คือมิตรสหาย
๕) เหฏฐิมทิส ทิศเบื้องต่ำ คือบ่าวคนรับใช้
๖) อุปริมทิส ทิศเบื้องบน คือสมณชีพราหมณ์
๓) หลักอปริหานิยธรรม ๗
ธรรมข้อนี้เน้นความสามัคคี หากทำได้อย่างจริงจังย่อมทำให้องค์กรนั้น ๆ เข้มแข็ง มั่นคงและเจริญก้าวหน้า ไม่มีปัญหาทางการบริหารจัดการใดใด คือ
๑) หมั่นประชุมกันเนื่องนิตย์
๒) เมื่อประชุมก็พร้อมเพียงกันประชุม เลิกประชุมพร้อมกัน พร้อมเพียงในการช่วยกิจการงานที่เกิดขึ้น
๓) ไม่ถืออำเภอใจบัญญัติในสิ่งที่ไม่สังคมไม่ได้บัญญัติไว้ ไม่ถอนสิ่งที่ตกลงร่วมกันบัญญัติไว้แล้ว
๔) เคารพผู้เป็นใหญ่ที่เป็นประธาน ที่เป็นใหญ่ มีประสบการณ์มามาก และเคารพเชื่อฟังแล้วถือปฏิบัติ
๕) ให้เกียรติและคุ้มครองสตรี ไม่ข่มแหงรังแก ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น
๖) เคารพบูชาสักการะปูชนียสถาน อนุสรณ์สถาน อันเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนและทำการบูชาตามประเพณี
๗) จัดการให้ความอารักขา บำรุง คุ้มครองแก่บรรพชิตผู้ทรงศีล
๘.๒.๗.หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบาย
หมวดธรรมหมวดนี้เป็นหมวดที่ใช้ในฐานะที่กว้างขึ้น เริ่มจากการที่เราจะวางแผนการบริหารจัดการอย่างไร รวมไปจนถึงได้กำหนดกฏเกณฑ์ออกมาและในที่สุดได้กำหนดนโยบายหลักตามแนวพระพุทธศาสนา
๑) อัตถะ ประโยชน์
หมวดธรรมข้อนี้ถือได้ว่าเป็นการระบุเป้าหมายแห่งองค์กร หรือรัฐได้เป็นอย่างดีที่ผู้บริหารจะยึดเอาประโยชน์อะไรมาเป็นหลัก กล่าวคือจะยึดประโยชน์เพื่อตนเอง หรือประโยชน์เพื่อผู้อื่น หรือจะทำประโยชน์ให้เกิดทั้งสองฝ่าย หรือหลายฝ่าย
๑) อัตตัตถะ ประโยชน์จุดหมายเพื่อตน
๒) ปรัตถะ ประโยชน์จุดหมายเพื่อผู้อื่น
๓) อุภยัตถะ ประโยชน์จุดหมายทั้งสอง
๒) แนวคิด
ส่วนหลักข้อนี้เป็นแนวคิดที่ว่าผู้บริหาร เมื่อเข้ามาจัดการแล้วนั้นจำเป็นจะต้องเป็นผู้ทรงธรรม หรือมีคุณธรรมดังนี้ คือต้องมีวิสัยทัศน์ที่ดีมีสติปัญญาดีมองเหตุปัจจัยของปัญหาอย่างทะลุ
ปรุโปร่งไม่ติดค้าง, เป็นผู้มีทักษะในการบริหารจัดการได้ดี และเป็นผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อบุคคลอื่นรวมถึงคนรอบข้าง หรือผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย
๑) จักขุมา Vision วิสัยทัศน์
๒) วิธูโร Management การจัดการ
๓) นิสยสัมปันโน Human Relationship มนุษยสัมพันธ์
๓) นโยบาย
พระพุทธเจ้าได้ทรงวางนโยบายในการประกาศพระพุทธศาสนาเอาไว้ในหลัก ๓ ประการที่กระทัดรัด เข้าใจง่าย แต่ทว่ายิ่งใหญ่ คือการเว้นบาป-ทำดี-ทำใจให้บริสุทธิ์ คือ
๑) สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาปทั้งปวง
๒) กุสลสฺสูปสมฺปทา การยังกุศลให้ถึงพร้อม
๓) สจิตฺตปริโยทปนํ การยังจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์
๘.๒.๘.สรุปแนวคิดในการจัดหลักพุทธธรรมต่าง ๆ
นอกจากหลักธรรมทั้ง ๗ หมวดดังกล่าวแล้ว ยังมีนักวิชาการไทยอีกหลายท่านที่ได้พยายามจัดหลักธรรมเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองมากนัก แต่ทว่าได้ถือเอาสังคมเป็นหลัก ดังนี้
พระพรหมคุณาภรณ์ ( ป. อ. ปยุตโต) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมปิฎก ได้แบ่งธรรมะออกเป็น ๔ หมวด เพื่อให้เหมาะกับคนให้มากที่สุดโดยมีคนเป็นศูนย์กลาง ดังนี้ [5]
๑) คนกับสังคม
๒) คนกับชีวิต
๓) คนกับคน
๔) คนกับมรรคา
ไชย ณ พล ได้ให้ทัศนะเอาไว้โดยได้นำเอาธรรมเป็นศูนย์กลางแล้วขยายออกไปสู่บุคคล, ครอบครัว, ประเทศชาติ และธรรมที่อยู่เหนือโลกเป็นต้น [6]
๑) ธรรมสำหรับการปกครองตน
๒) ธรรมสำหรับการครองเรือน
๓) ธรรมสำหรับการบริหารประเทศ
๔) ธรรมสำหรับการอยู่เหนือธรรมชาติ หรือเข้าสู่พระนิพพาน
ร.ศ.ดร.ทองหล่อ วงษ์ธรรมา ได้มองธรรมะเป็นสองส่วนคือ ธรรมที่เป็นสภาวะธรรมที่สูงสุดเป็นอมตธรรม กับธรรมที่เป็นจริยธรรมที่สามารถนำมาปฏิบัติได้ ดังนี้ [7]
๑) ส่วนที่เป็นสัจจธรรม ซึ่งเป็นส่วนแสดงภาวะ หรือรูปลักษณ์ตัวจริง
๒) ส่วนที่เป็นจริยธรรม ซึ่งเป็นส่วนของข้อปฏิบัติทั้งหมด
หลักพุทธธรรมที่ระบุมาทั้งหมดนี้ เป็นการวางกรอบแนวคิดทางด้านการเมืองการปกครอง ตามแนวพุทธศาสนาที่จะช่วยให้ผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองให้มีเป้าหมายและหลักการยึดถือเพื่อนำไปสู่สันติสุข, อรรถประโยชน์ที่ได้วางเอาไว้
[1] ที.ปา. (ไทย) ๑๑ / ๓๑๓ / ๒๙๕ , อง. จตุกก. (ไทย) ๒๑ / ๓๒ / ๕๑.
[2] ที. ปา. (ไทย) ๑๑ / ๓๑๑ / ๒๘๘, อง. จตกก. (ไทย) ๒๑ / ๑๗ / ๒๙.
[3] ที.ปา. (ไทย) ๑๑ / ๓๓๗ / ๓๔๘ , ที.ปา.(ไทย) ๑๑ / ๓๕๗ / ๔๐๗ , อง. อฏฐก. (ไทย) ๒๓ / ๕ / ๒๐๒–๒๐๓.
[4] ที. ปา. (ไทย) ๑๑ /๒๖๖–๒๗๒ / ๒๑๒–๒๑๖.
[5] พระธรรมปิฎก ( ป.อ.ปยุตโต). ธรรมนูญชีวิต. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๑).
หน้า (๑๓).
[6] ไชย ณ พล. การปกครองของพระพุทธเจ้าระบอบธรรมาธิปไตย. (กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย, ๒๕๓๗). หน้า ๖๐.
[7] ทองหล่อ วงษ์ธรรมา. ปรัชญาพุทธศาสน์. (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๘). หน้า ๒๓๔.
สาธุครับ
"ขอบคุณ คน(ทำ)งาน ที่ได้แวะเวียนเข้ามาทักทาย เป็นสหายทางธรรม แนะนำในสิ่งที่งดงาม ติดตามเพื่อเกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมต่อไป สาธุ"
กราบ นมัสการพระอาจารย์
เนื้อหาอ่านง่าย จัดเป็นหมวดหมู่พร้อมใช้
เหมาะกับยุคสมัยใหม่ ที่คนโหยหาธรรมะสำเร็จรูปดีครับ
สาธุครับ
ขอบคุณ คุณ(คน)ทำงาน ที่ร่วมติชม