การปลูกผักกินได้และเรียนรู้ความยิ่งใหญ่ในพัฒนาการของชีวิตจากสิ่งเล็กๆ ให้อารมณ์เดียวกันกับเพลงคงจะมีสักวัน ของ เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ ขอขอบคุณภาพถ่ายฝีมือของ kruposong บล๊อกเกอร์ของเว๊บล๊อก GotoKnow ในบล๊อก krukorkai : http://gotoknow.org/media/files/715404

เพลง คงจะมีสักวัน แต่งและร้องโดยเต๋อ เรวัต พุทธินันทน์  ให้ทำนองและเรียบเรียงองค์ประกอบดนตรีโดยอัสนี โชติกุล ในมุมมองของผมนั้น เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ จัดว่าเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างที่สุดต่อการก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในด้านเพลงและดนตรี ทั้งการก่อเกิดเพลงแนวสตริงกระทั่งทำให้เพลงแนวลูกกรุงหายไป การได้แบบอย่างในการปรับรูปแบบของเพลงและดนตรีลูกทุ่ง การกระตุ้นให้เกิดความเฟื่องฟูขึ้นของเพลงแนวหมอลำซิ่งและการก่อเกิดเพลงที่ผสมผสานกับความหลากหลายของสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคใต้และสังคมล้านนา  

ผมชอบฟังเพลงของเต๋อที่ความคิดกับเรื่องราวที่บันทึกและสื่อสะท้อนไว้ในเพลง รวมทั้งวิธีทำดนตรีและเบื้องหลังของการจัดองค์ประกอบต่างๆในเพลงทั้งในแต่ละชุดและแต่ละเพลง ดังนั้น จึงมักนั่งอ่านเนื้อเพลงและสัมผัสอารมณ์เพลงไปกับการนั่งฟัง เพิ่งจะเมื่อ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ผมได้หนังสือเพลงสลึง เล่มใหม่มาอีกเล่มหนึ่ง หนังสือเพลงสลึงนี้นักศึกษามหิดลนับแต่ยุคออกค่ายได้ทำขึ้นเพื่อใช้ร้องเพลงทำกิจกรรมกลุ่มและกิจกรรมรอบกองไฟ แล้วก็สืบทอดไว้จนเป็นมรดกระหว่างรุ่นต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน

ในแต่ละเล่มที่ออกมาใหม่ ก็มักจะมีการนำเอาเพลงคัดสรรใหม่ๆตามแนวคิดของแต่ละรุ่นเพิ่มเข้ามาด้วย แต่ละเล่มจึงเหมือนกับเป็นการบันทึกรอยเท้าตนเองไว้ของคนรุ่นเยาว์ของสังคมกลุ่มหนึ่งเมื่อผ่านเข้ามาบ่มเพาะตนเองในรั้วมหาวิทยาลัยหลายรุ่นไปด้วย ก่อนหน้านั้นผมเองก็ไม่ได้ดูในรายละเอียดมากนัก ได้แต่ซื้อเก็บไว้เพื่อเป็นความทรงจำไว้รำลึกถึงในอีกมุมหนึ่งของความเป็นมหิดล นึกถึงบรรยากาศความเป็นบ้านนอกของมหิดลศาลายาและการได้อยู่ในท่ามกลางบรรยากาศที่กลุ่มนักศึกษารวมตัวกันจัดกิจกรรม นำเอาเพลงวงสลึงขึ้นไปเล่นและร้องบนเวทีกลางสนามหญ้าของโรงอาหารของมหาวิทยาลัยในตอนเย็นๆ

เมื่อได้เห็นความเป็นชุมชนนักศึกษาทางวิทยาศาสตร์มาอยู่ในอริยาบทของการแสดงออกทางศิลปะและดนตรีบ้างแล้ว ก็มักได้ความประทับใจจากความที่ช่างดูเก้งก้างและกระโดกกระเดกกระดนโด่ ทว่า ได้พลังความใสบริสุทธิ์และดูงดงามในความเป็นธรรมชาติของการแสดงออก ซึ่งก็เป็นอีกมิติหนึ่งของจิตวิญญาณความเป็นมหิดลในด้านความละเอียดประนีตและลมหายใจอันอ่อนโยน

วันหนึ่งก็เลยเอามานั่งดู จึงได้พบว่ามีเพลงหลายเพลงที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีในหนังสือเพลงสลึงด้วย รวมทั้งเพลงของ วสันต์-อัสนี ตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นวงอิสซึ่น หรืออีสาน กับเพลงของเต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ ๒-๓ เพลง เลยเป็นครั้งแรกที่ลองร้องเพลงของเต๋อโดยเอาเพลง คงจะมีสักวัน มาลองร้อง ทำให้ได้ผ่อนคลายความคิด และเป็นโอกาสได้อยู่กับตนเอง พรอมกับรำลึกทบทวนหลายอย่างไปด้วย

แนวเพลงของเต๋อนั้นต่างกับแนวเพลงทั่วไปของยุคเดียวกันเกือบทุกมิติ หากเป็นเพลงรัก ก็จะไม่ใช่เพลงรักที่นำเสนอในแนวสร้างความดื่มด่ำหวานซึ้งและติดกรอบกับห้วงอารมณ์ความรักอย่างที่มักนิยมในเพลงยุคก่อนหน้านั้น โดยกลับมุ่งนำเสนอการค้นหาความเป็นตัวตนของปัจเจกและการตั้งคำถามในทรรศนะใหม่ๆต่อชีวิตและยุคสมัยของสังคม เช่น การตั้งคำถามต่อค่านิยมทางวัตถุและการเสพบริโภครูปแบบชีวิตที่ฉาบฉวยในเพลงดอกไม้พลาสติก การตั้งคำถามต่อสำนึกใหม่ต่อเพศภาวะของผู้หญิงและความเป็นตัวของตัวเองในสังคมที่เปลี่ยนไปแล้วในเพลงเจ้าสาวที่กลัวฝน การตั้งคำถามและชวนให้เปิดใจกว้างต่อการเห็นความหมายที่ฉาบฉวยพอกันของสังคมชนชั้นต่างๆ ในเพลง สรุปว่าเธอก็บ้า เหล่านี้เป็นต้น

กล่าวได้ว่า เป็นแนวเพลงที่สะท้อนการทำงานความคิด นำเสนอทรรศนะวิพากษ์และชวนคิดใคร่ครวญต่อชีวิต ค้นหาปรัชญาชีวิตหลังสมัยใหม่ และการมุ่งเคลื่อนไหวชีวิตสังคม ผ่านงานเพลงและดนตรี ซึ่งเป็นมิติใหม่ในความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมของคนชั้นกลางรุ่นใหม่ ที่เริ่มเด่นชัดขึ้นในวงการเพลงและศิลปะการแสดงดนตรี หลังจากก่อเกิดในวงการอื่นๆหลากหลายพอสมควรแล้ว

หากเทียบกับเพลงและศิลปะดนตรีบางแนว ที่มีความเป็นปฏิบัติการเชิงสังคมอยู่ด้วย เช่น แนวเพลงแหล่ซึ่งทำหน้าที่อบรมถ่ายทอดคตินิยมสังคมของ ไวพจน์ เพ็ชรสุพรรณ. แนวเพลงนิทานธรรมและสืบทอดพุทธตำนานของพร ภิรมย์. การนำเอาวรรณคดีและวรรณกรรมมุขปาฐะมาเล่าใหม่ด้วยเพลงของชินกร ไกรลาส. การสืบทอดระบบคิดชาวบ้านและบอกเล่าธรรมมะเพื่อให้การเรียนรู้แก่สังคมในวัฒนธรรมแตรวง หมอลำ ลิเก เพลงฉ่อย ลำตัด. ซึ่งต่างก็เป็นแนวในการนำเอาความรู้ ระบบคิด และปัญญาทรรศนะ ที่มาในศาสนธรรมและตำนานต่างๆ มาสืบทอดส่งผ่านและบอกเล่าเพื่อปลูกฝังโลกทัศน์ชีวทัศน์แก่สังคมด้วยเพลง เหล่านี้แล้ว ก็กล่าวได้ว่า ห่างจากนั้นอีกนับกึ่งศตวรรษ แนวเพลงที่ทำหน้าที่ให้กับสังคมในลักษณะดังกล่าวที่นอกเหนือจากเพลงเพื่อชีวิต ก็ปรากฏขึ้นในอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างออกไปในงานของ เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ นี้นั่นเอง ความแตกต่างอยู่ตรงไหน

หากได้ฟังและพิจารณาใคร่ครวญไปด้วยแล้ว เราก็จะสังเกตได้ว่าการมีมิติสร้างการเรียนรู้และเคลื่อนไหวความคิดทางสังคมในแนวเพลงของเต๋อนั้น ไม่เพียงเป็นการถ่ายทอดและสืบสานระบบคิดของคนรุ่นก่อนไว้เท่านั้น ทว่า งานความคิดที่สื่อแสดงในเพลงและความสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดลงสู่มิติต่างๆ ได้เริ่มตกผลึกประสบการณ์ทางสังคมสะท้อนลงสู่การทำเพลง พร้อมกับเริ่มมีความมั่นใจที่จะยืนขึ้นและบอกเล่าเรื่องราวต่างๆด้วยสำเนียงของตนเอง ค้นหาความเป็นตัวของตัวเองของยุคสมัย อีกทั้งทำให้การทำเพลงในแนวนี้ มีความหลากหลายเพิ่มขึ้นมาอีก เมื่อมองในแง่นี้ ก็ต้องนับว่าการทำเพลงของเต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ นั้น เป็นการบันทึกและสะท้อนสังคมไว้ให้เราสามารถอ่านและสัมผัสได้เป็นอย่างดีจากเพลงนั่นเอง 

พลังความเป็นดนตรีในเพลงของเต๋อก็ต่างจากยุคก่อนหน้านั้นมาก เวลาดูโทรทัศน์นั้น ผมสังเกตเห็นว่าออร์แกนของ แกรนด์เอกซ์ นั้นไม่เหมือนกับวงอื่นๆและได้รู้จักในภายหลังว่านั่นคือการบุกเบิกนำเอาเครื่อง Synthesizer หรือคีบอร์ดที่ใช้คอมพิวเตอร์สังเคราะห์และตบแต่งเสียง สร้างบรรยากาศปูพื้นคุมโทนของดนตรีได้ เข้ามาใช้ในไทย ซึ่งก็เป็นความเคลื่อนไหวต่อเนื่องที่เห็นในงานทำเพลงของเต๋อด้วยเช่นกัน แต่ว่าเต๋อนั้นไม่เพียงนำเอาอุปกรณ์แปลกใหม่มาเล่นเท่านั้น แต่ได้ทำให้งานเรียบเรียงเพลงและการจัดวางองค์ประกอบอย่างอื่นของเพลงและดนตรี เป็นงานความคิดและให้มุมมองเพื่อความสร้างสรรค์ใหม่ๆเกือบทั้งหมด รวมทั้งทำให้องค์ประกอบที่เคยเป็นงานแบ๊คอัพและพื้นหลัง ตลอดจนการเกิดขึ้นของความเป็นแด๊นเซอร์ซึ่งทำเอาหางเครื่องวงลูกทุ่งและหมอลำซิ่งต้องเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ตนเองเสียใหม่อย่างมากมายไปด้วย กลายเป็นศิลปะการแสดงที่โดดเด่น ผสมผสานไปกับดนตรีและเพลง อีกทั้งมีบทบาทมากกว่าความเป็นงานเบื้องหลังหรือการเป็นส่วนประกอบเสริมเล็กๆน้อยๆ อย่างที่เคยดำเนินมาในอดีต 

ก่อนหน้านั้น เพลงและดนตรีจะขึ้นต่อความดังของตัวนักร้อง ผู้แต่ง การลงทุนของบริษัทเทป และแรงเชียร์ของสื่อ ทว่า เต๋อกลับมุ่งไปที่การทำงานความคิดและการจัดการองค์ประกอบของดนตรี ที่มีความเป็นศิลปะในรายละเอียดมากขึ้น เขาทำให้เพลงและดนตรีจากที่เคยอาศัยการสร้างชื่อเสียงและความดังของนักร้อง ให้มีความเป็นศิลปะการแสดงหรือ Performance Art เข้าไปแทนที่ความเป็น 'การร้องเพลง' อย่างที่สังคมไทยและวงการเพลงไม่เคยคาดคิดมาก่อน ปัจจัยด้านความคิดและงานสร้างสรรค์ของคนชั้นกลางที่เป็นผลผลิตจากการศึกษาสมัยใหม่ดังตัวอย่างบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังเช่นเต๋อ, บทบาทของโทรทัศน์และสื่อยุคใหม่, การขยายตัวของฐานผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่บริโภคงานความคิดในศิลปะ, พัฒนาการทางเทคโนโลยีและงานสตูดิโอ, กลุ่มประชากรแรงงานรุ่นใหม่ของเศรษฐกิจความสร้างสรรค์ทางศิลปะ เหล่านี้ ได้มีการเชื่อมโยงและบูรณาการเข้าสู่การทำเพลงและดนตรีโดยเต๋ออย่างลงตัว และเป็นปัจจัยที่ร่วมกันก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในหลายด้านที่ยุคก่อนหน้านั้นจะทำไม่ได้

วิธีคิดและพัฒนาการดังกล่าวนี้ ทำให้บทบาทของวงแบ๊คอัพ กลุ่มนักร้องยืนร้องคอรัส การทำงานความคิดในเพลง การจัดวางองค์ประกอบต่างๆในการแสดงดนตรีแบบคอนเสิร์ต และอื่นๆ ซึ่งในอดีตนั้น เคยเชื่อกันแต่เพียงว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงงานเบื้องหลังและไม่เคยมีความสำคัญ ก็กลายเป็นมีบทบาทในการกุมแก่นความคิดหลักของเพลง รวมทั้งเปลี่ยนหน้าตาและอรรถรสของการสื่อสารบันเทิงไปอย่างสิ้นเชิง จากการสื่อสารทางเสียงในยุครายการวิทยุและการตระเวนแสดงดนตรีตามงานมหรสพต่างๆ เข้าสู่ยุคของสื่อสมัยใหม่ที่สามารถถ่ายทอดให้เห็นได้ทั้งภาพและเสียงอย่างโทรทัศน์ เหมือนกับการได้ชมการแสดงอย่างสมจริงสมจังไปพร้อมกันของมหาชน แสดงพลังของการสร้างวัฒนธรรมแบบมวลชนในยุคใหม่ให้ปรากฏขึ้น ส่งผลให้การทำเพลงและดนตรีจำเป็นที่จะต้องคิดทำมากกว่าขายความดังของหัวหน้าวง ทว่า ต้องนำเอาสิ่งที่เคยถูกมองข้ามมาออกแบบและจัดวางองค์ประกอบต่างๆเสียใหม่ไปบนฐานความคิดของการที่จะต้องร้อง แสดง และได้อรรถรสจากการชมรายละเอียดได้ทั้งหมด จึงนับว่าเป็นการเปิดมิติใหม่และพาวงการก้าวเข้าสู่ยุคการเป็น Performance Art ของศิลปะดนตรีอย่างแท้จริง

เพลงคงจะมีสักวัน เป็นเพลงในชุดที่ออกมาในยุคย่างเข้าสู่ทศวรรษ ๒๕๓๐ ต่อเนื่องกับบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง ๒๐๐ ปีกรุงเทพมหานครและการมีความเคลื่อนไหวของวิธีคิดในการพัฒนาประเทศที่แตกต่างไปจากอดีตที่สำคัญคือ เปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบรวมศูนย์และเน้นความมั่งคั่งในภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ไปสู่การพัฒนาเพื่อกระจายโอกาสและรายได้ ลดความแตกต่างเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจและสังคม มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างงานในชนบท เพื่อกระจายโอกาสและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจสังคม

ขณะเดียวกัน ก็เป็นช่วงเวลาของการสลายตัวของจักรวรรดิสหภาพโซเวียตรัสเซีย สิ้นสุดยุคสงครามเย็น ขั้วอำนาจของโลกเหลือเพียงอเมริกาเป็นขั้วอำนาจเดี่ยว ทั่วโลกเกิดการเคลื่อนตัวจัดระเบียบตนเองใหม่ในหลายกรอบ เช่นเดียวกับประเทศไทยก็ริเริ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เปิดประตูสู่อินโดจีน เปลี่ยนสนามรบสู่สนามการค้า ซึ่งแนวเพลงและดนตรีจำนวนหนึ่งก็ได้ทำหน้าที่บันทึกและสะท้อนภาพสังคมในห้วงดังกล่าวไว้ด้วยอย่างมีสีสัน อีกทั้งให้อารมณ์เพลงที่แตกต่างหลากหลายกันไป

คาราบาว สร้างเพลงบอกและเพลงเล่าเรื่อง นำเอาเรื่องราวสังคมและเรื่องราวของชีวิต ที่เคยได้อารมณ์ที่คล้ายกันในเพลงแหล่ เพลงฉ่อย ลิเก มาเล่าใหม่ด้วยวิธีการดนตรีแบบร็อคสมัยใหม่. จรัล มโนเพ็ชร สร้างเพลงเล่าเรื่องและนำเสนอโลกทรรศน์ของสังคมล้านนา ผสมผสานอารมณ์เพลงค่าวซอเข้ากับแนวเพลงคันทรีโฟล์คของบ็อบ ดีแลน สถาปนาและจัดวางความเป็นท้องถิ่นล้านนาและสังคมวัฒนธรรมพื้นเมืองอย่างงดงามในมิติที่ต่างออกไปจากการรับรู้ของสังคมในยุคก่อนหน้านั้น. อัสนี-วสันต์ โชติกุล เด็กหนุ่ม ๒ พี่น้องชาววังสะพุงเมืองเลย เพียงในวัยกำลังเป็นนักศึกษาโรงเรียนเพาะช่าง อีกทั้งเป็นลูกศิษย์ของ อาจารย์กำธร ทัพคัลไลย และ อาจารย์กมล ทัพคัลไลย อาจารย์คู่แฝดผู้เป็นมือสร้างหนังและรวบรวมเด็กแฝดในประเทศไทย ก็สร้างปรากฏการณ์นำอารมณ์ความคลั่งไคล้ของสังคมมหาชน ให้เกิดพลังการแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นปัจเจกเสรีนิยม และความมั่นใจตนเองมากขึ้นของคนชั้นกลางรุ่นใหม่ ทั้งด้วยท่าชูมือ ลีลาการร้องแบบเสียงห้วนๆ การเพิ่มมิติดนตรีที่เรียบเรียงอย่างพิถีพิถันและการมีวงคอรัสเพิ่มเข้ามาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นศิลปะดนตรี

ในห้วงเวลาดังกล่าวนั้น นอกจากความโด่งดังมากอย่างยิ่งของอัสนี-วสันต์ในด้านเพลงและดนตรีแล้ว ในด้านความเป็นมือเรียบเรียงองค์ประกอบเพลง จัดวางคอรัส และการมิกซ์เสียงของพวกเขา ก็นับว่าได้สร้างคุณภาพและมาตรฐานใหม่ๆเทียบชั้นกับเทคนิคของต่างประเทศให้กับวงการเพลงสตริงของไทย กระทั่งทำให้เกิดเพลงบางชุดของเต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ ที่เป็นการเดินเข้าผสมผสานการทำงานร่วมกันของเต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ กับ อัสนี โชติกุล  ซึ่งเพลงคงจะมีสักวัน นี้ ก็เป็นหนึ่งในเพลงที่ได้จารึกการเดินบวกและผสานความสุดยอดในวงการเพลงและดนตรี ไว้ในลักษณะที่กล่าวมา

นอกจากบุกเบิกสร้างมิติใหม่ๆและสร้างความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สืบเนื่องจากอิทธิพลเพลงและวัฒนธรรมดนตรี ตลอดจนเปิดมิติใหม่ของการแสดงคอนเสิร์ตที่มีการจัดวางทางความคิดต่างๆ ซึ่งทำให้คนทำเพลงและทำงานดนตรีจำนวนหนึ่งมีความหมายมากกว่าความเป็นสื่อบันเทิง ทว่า เป็นผู้นำทางความคิดและปฏิบัติการเชิงสังคมอีกด้วยแล้ว เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ ได้สร้างห้องสมุดให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เช่นเดียวกับอัสนี-วสันต์ก็สร้างโรงเรียนและห้องสมุดให้กับวังสะพุงบ้านเกิดและอีกหลายแห่งของชนบท จรัล มโนเพ็ชรและผู้ชื่นชอบศรัทธารุ่นหลังๆนั้น ก็สร้างแหล่งสืบทอดศิลปวัฒนธรรมล้านนาในหลายรูปแบบ เสมือนเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของวีรชนทางสังคมวัฒนธรรม

นับว่าได้เปิดศักราชใหม่ของทุนทางศิลปวัฒนธรรมสาขาศิลปะการแสดงด้านเพลงและดนตรีในการมีบทบาทใหม่ๆต่อการเคลื่อนไหวภาคสาธารณะในเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปของสังคมไทยหลังยุคสงครามเย็นของโลก ทั้งทางด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม การพัฒนาสิ่งแวดล้อม สังคมการเมือง และสังคมประชาธิปไตย ที่จัดวาระและเปิดพื้นที่ชีวิตความเป็นส่วนรวมขึ้นด้วยงานเพลงและดนตรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราจะสามารถอ่านความสะท้อนรหัสนัยทางสังคมและสัมผัสหาความซาบซึ้งได้จากรายละเอียดในมิติต่างๆของเพลงคงจะมีสักวัน.