พอมาถึงใน “ยุคเกษตร-อุตสาหกรรม” นี้ เกษตรกรจำนวนมาก “ปลดประจำการควาย” ของตน และผันตัวเองมาเป็น “ผู้จัดการนา” จ้างรถไถนา จ้างคนทำนา จ้างรถเกี่ยวข้าว อัดปุ๋ย อัดยาฆ่าแมลงลงในนา ซึ่งนาข้าวทุกวันนี้กลายเป็น “โรงงานผลิตสินค้าแบบองค์กรธุรกิจ”

 

 

ความย้อนแย้งของระบบเศรษฐกิจเสรีทุนนิยมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

ความเจริญเติบโตทางด้านวัตถุ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งยุคโลกาภิวัตน์ ได้เสริมแรงทำให้แนวคิดเสรีทุนนิยมแสดงอิทธิพลทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยม (Laissez Faire) ยืนยันให้รัฐเข้าไปยุ่งกับระบบเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand)”  นั่นคือ การปล่อยให้เศรษฐกิจเป็นไปตามกลไกตลาด (Market Mechanism) และกลไกราคา (Price Mechanism)  ซึ่งแน่นอนที่สุด ผู้มีทุนมากย่อมได้เปรียบในการแข่งขันในระบบตลาดเสรี (Free Trade Market)   ลัทธิทุนนิยม (Capitalism) ส่งผลกระทบต่อวิถีการผลิต (Mode of Production) ของสังคมไทย กล่าวคือ จากการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน แบ่งปันแลกเปลี่ยนภายในชุมชน ที่เหลืออาจจำหน่ายให้แก่ชุมชนอื่น กลายเป็นการผลิตจำนวนมากเพื่อเน้นจำหน่าย โดยใช้การจ้างแรงงานและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าช่วย ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดการแบ่งงานกันทำ (Division of Labour)  เพื่อให้เกิดความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialization)  อันเป็นแนวคิดของ Frederick W.Taylor,  Adam Smith,  และ Henri Fayol ที่ได้ชี้ให้เห็นคุณอนันต์เทียมเท็จของการผลิตจำนวนมากเพื่อจำหน่ายตามวิถีการผลิตแบบอุตสาหกรรม แต่ไม่มีความสอดคล้องกับวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรมของสังคมไทย  คำว่า เกษตร-อุตสาหกรรม ถูกใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย และส่งผลให้เกิดความย่อยยับทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือน (Micro Economy) ของประชาชนชาวไทยที่มีอาชีพเกษตรกรรมมาจนถึงทุกวันนี้ กล่าวคือ แต่เดิมชาวนาปลูกข้าว พืชผัก ผลไม้ และเลี้ยงทุกอย่างที่จำเป็นต่อการบริโภคในครัวเรือนของตน พอมาถึงใน ยุคเกษตร-อุตสาหกรรม นี้  เกษตรกรจำนวนมาก ปลดประจำการควาย ของตน และผันตัวเองมาเป็น ผู้จัดการนาจ้างรถไถนา จ้างคนทำนา จ้างรถเกี่ยวข้าว อัดปุ๋ย อัดยาฆ่าแมลงลงในนา ซึ่งนาข้าวทุกวันนี้กลายเป็น โรงงานผลิตสินค้าแบบองค์กรธุรกิจ  เน้นการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากที่สุด โดยหวังว่าจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำจากการขายข้าวที่มีต้นทุนการผลิตสูงเช่นนั้น  เมื่อเก็บเกี่ยว ขายข้าวได้เงินแล้ว ก็นำเงินที่ได้มานั้นไปซื้อปลา หมู ไข่ ผัก กะปิ น้ำปลา กระเทียม หอม พริกไทย น้ำมันพืช รวมถึงสิ่งของทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพอื่น ๆ  แต่ที่น่าสังเกตคือ เกษตรกรนำเงินที่ได้มาจากการขายข้าวนั้น นำไปซื้อผัก ปลา เนื้อไก่ เนื้อหมู ไข่ และอาหารอื่นเพื่อบริโภคในครัวเรือน โดยทั้งที่เกษตรกรเหล่านั้นสามารถผลิตอาหารที่เพิ่งซื้อไปนั้นได้ด้วยตนเอง ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำมาก  กระนั้นแล้ว เมื่อเงินที่ได้มาจากการขายข้าว ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ กลุ่มชาวนาพยายามเรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินมาตรการที่ทำให้พวกเขาขายข้าวได้ราคาสูงขึ้น โดยคาดคิดไปไม่ถึงว่า ยิ่งราคาข้าวแพงมากขึ้นเท่าใด มันทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าอื่น ๆ ในประเทศเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย ในที่สุดสินค้าอื่น ๆ ก็จะขึ้นราคาตามไป จนชาวนามีอำนาจการซื้อที่ไม่เพียงพออีกครั้ง และภาครัฐไม่สามารถสร้างอำนาจการซื้ออย่างเพียงพอให้แก่ชาวนาในระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ที่ขาดความพอประมาณเช่นนี้ได้  คำตอบเดียวของปัญหานี้คือแนวพระราชดำริปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง นั่นคือ การทำให้ชาวนามี ความพอประมาณ มีเหตุ-มีผล  และ มีภูมิคุ้มกันที่ดี  กล่าวคือ  1) ความพอประมาณ หมายถึง ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป พึ่งตนเองได้ มีความพึงพอใจตามฐานานุรูปของตน ซึ่งต่างจากแนวคิดเศรษฐกิจทุนนิยม ที่ตั้งอยู่บนความโลภแบบไร้ขีดจำกัด  2) การมีเหตุ-มีผล หมายถึง การตริตรองพินิจพิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ควรเป็น มิใช่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปอย่างคนสิ้นคิด อันเป็นไปตามอารมณ์ สมัยนิยม หรือการยั่วยุของลัทธิบริโภคนิยม ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นการฝึกฝนใช้วิจารณญาณ (Judgment)   3) การมีภูมิคุ้มกันที่ดี หมายถึง การระมัดระวังในการดำเนินชีวิต การใช้จ่ายเงิน และการซื้อหาและใช้สอยเฉพาะสิ่งที่มีความจำเป็นจริง ๆ ต่อการดำรงชีวิต ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ไม่ประมาท  ยิ่งไปกว่านั้น แนวพระราชดำริปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงจะนำประเทศไทยไปสู่การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง เนื่องเพราะเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ สามารถพึ่งตนเองได้---เป็น เสรีชนในทางเศรษฐกิจ และ เสรีชนในทางความคิด  มีวิจารณญาณ และไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่ขาดจริยธรรมอย่างง่ายดาย ด้วยอำนาจเงิน การซื้อเสียง และการหลงเชื่อคำพูดที่บิดเบือน ไม่เป็นเหตุเป็นผล  และในท้ายที่สุด ด้วยแนวพระราชดำริปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงนี้เอง จะทำให้เกิด “ความมั่นคงจากฐานราก”  อันจะนำประเทศไทยก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)

 

 

ดร.จักษวัชร  ศิริวรรณ