นิทาน, นิทานสีขาว

 

          จากเรื่องเล่าในครั้งก่อน   ถึงความประทับต่อนิทานในหนังสือด้วยรักบันดาลนิทานสีขาว  ซึ่งเล่าโดยท่านอาจารย์ ดร. อาจอง  ชุมสาย  ณ อยุธยา   ซึ่งมีนิทานดี ๆ ให้ข้อคิดมากมาย  ในจำนวนนี้มีเรื่องหนึ่งที่ดิฉันใช้เตือนใจตนให้ตระหนักในฐานะครูผู้ต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนที่มีลักษณะหลากหลายและมีหน้าที่ในการช่วยพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนให้เกิดการพัฒนาเต็มศักยภาพ   นอกจากนี้ดิฉันจะนำนิทานเรื่องนี้มาเล่าต่อให้นิสิตที่เรียนครุศาสตร์ฟังเสมอ  เพื่อเป็นแนวคิดในฐานะที่เรียนครูและจะเข้าสู่วิชาชีพครูในอนาคต    จึงอยากเล่าต่อเพื่อแบ่งปันดังนี้

 

กะลา...คนเซ่อ

            ณ สำนักโพธิยาลัยมีนักบวชชีวินเป็นเจ้าสำนักที่มีคุณธรรมและความรู้สูงส่ง จึงมีชายหนุ่มมากมายใฝ่ฝันจะเป็นศิษย์ในสำนักนี้   ดังนั้นจึงมีการคัดเลือกผู้เรียนโดยการทดสอบความรู้ความสามารถพื้นฐาน และปรากฏว่า ผู้ที่เป็นลูกศิษย์สำนักนี้มักจะลำพองใจคิดว่า ตนเก่งกาจ มีสติปัญญาดีกว่าคนทั่วไป ทำให้นักบวชชีวินกังวลใจว่า ศิษย์ของสำนักเก่งกาจในวิชาสาขาต่าง ๆ แต่ขาดคุณธรรมน้อมนำใจ เกรงว่า วันหนึ่งอาจใช้ความสามารถของตนทำร้ายผู้อื่นและสังคมได้  วันหนึ่งนักบวชชีวินจึงตัดสินใจรับ”กะลา”เป็นศิษย์ของสำนัก เพราะเหตุที่กะลามาจากครอบครัวยากจน ไม่ใช่คนฉลาดแต่ขยันใฝ่หาความรู้ เพราะคิดว่า ตนเองมีสติปัญญาด้อยจึงต้องขยันให้มากกว่าคนอื่น ที่สำคัญคือ กะลามีจิตใจที่ดีงาม ไม่คิดคดกับใคร

            อย่างไรก็ตามการรับกะลาเป็นศิษย์ในสำนักทำให้ศิษย์คนอื่น ๆ ไม่ยินดีต้อนรับกะลา เพราะการเป็นคนยากจนและด้อยสติปัญญา  เกรงว่าจะทำให้ชื่อเสียงของสำนักอ่อนด้อย ซึ่งจะทำให้พวกเขาพลอยไม่ได้รับการยกย่องจากคนอื่น ๆ เหมือนดังแต่ก่อน  จึงพากันรวมตัวขอเข้าพบนักบวชชีวินเพื่อเสนอความคิดเห็นให้กะลาออกไปจากสำนัก  โดยอ้างสาเหตุการรักษามาตรฐานของสำนัก...และการเรียนรู้ช้าทำให้เป็นภาระของอาจารย์   แต่นักบวชชีวินก็ยังคงยืนยันที่จะรับกะลาเป็นศิษย์พร้อมทั้งให้เหตุผลว่า  กะลาแม้ไม่ใช่คนเก่งแต่ก็ไม่ใช่คนเขลาเกินกว่าจะสั่งสอนและที่สำคัญกะลามีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากศิษย์ทุกคนและเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดมากกว่าวิชาความรู้ที่อาจารย์พร่ำสอน  คือ  การเป็นคนดี  มีคุณธรรม มีความอดทน  มีใจเมตตา กรุณาและเสียสละต่อส่วนรวมเสมอ

            ซึ่งบรรดาศิษย์ต่างยังคัดค้านด้วยเห็นว่า  สิ่งที่อาจารย์พูดว่า  กะลามีลักษณะพิเศษนั้นเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ ไม่สำคัญ ความรู้ความสามารถคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะทำให้สามารถรับราชการมีหน้าที่การงานที่ดี   แต่อย่างไรก็ตามนักบวชชีวันยังคงปฏิเสธการไล่กะลาออกจากสำนักพร้อมทั้งบอกแก่ลูกศิษย์คนอื่น ๆว่า หากใครไม่พอใจที่จะมีศิษย์ร่วมสำนักอย่างกะลาก็สามารถย้ายไปเรียนสำนักอื่นได้

            เมื่อเป็นเช่นนี้  ศิษย์คนอื่น ๆ ยิ่งไม่พอใจกะลามากขึ้น มักจะเรียกกะลาอย่างดูแคลนว่า “กะลาเจ้าคนเซ่อ”  พร้อมทั้งกลั่นแกล้งสารพัด เช่น  ใช้ให้ทำงานดูแลแปลงนาและผักที่เป็นแหล่งอาหารของสำนักตามลำพัง  แม้ว่า นักบวชชีวินจะมอบหมายให้ทุกคนช่วยเหลือกัน  ซึ่งกะลาผู้มีจิตใจดีงามก็อดทนไม่เคยย่อท้อพยายามศึกษาหาความรู้อย่างเต็มความสามารถ

            วันหนึ่งนักบวชชีวินเดินทางออกจากสำนักเพื่อไปเยี่ยมสหายในเมือง  ส่วนกะลาก็ทำงานเก็บผักสดเพื่อมาทำอาหารให้ทุกคนในสำนักรับประทานโดยไม่มีคนใดร่วมช่วยเหลือ  ซึ่งโดยปกติกะลาใช้เวลาไม่นานนัก   แต่ปรากฏว่าวันนั้น  กะลาไม่กลับสำนักตราบจนเวลาเย็น  ทำให้ทุกคนบ่นด้วยความหิว และกล่าวโทษว่า  กะลาเถลไถล  แต่ไม่มีใครหวงกะลาเลย  จนกระทั่งนักบวชชีวินกลับมาจนสอบถาม  และบรรดาศิษย์ต่างเล่าเหตุให้อาจารย์ฟังพร้อมทั้งถือโอกาสให้ร้ายกะลาต่าง ๆ นานา 

            แต่นักบวชชีวินเป็นผู้มีจิตใจหนักแน่นจึงได้ตำหนิลูกศิษย์ในสำนักที่แทนแก่ตัว ไม่หวงใยเพื่อน และเดินทางออกตามหากะลา  ฝ่ายศิษย์ในสำนักเมื่อเห็นอาจารย์ผู้ชราต้องลำบากออกเดินทางกลางป่าลึกคนเดียว  จึงกระดากใจและพากันออกตามไปด้วย พร้อมทั้งช่วยตามหากะลาตามที่ต่าง ๆ ก็ไม่พบ จนกระทั่งมาถึงลำธารบริเวณแปลงผัก  จึงพบกะลานอนยาวเหยียดตรงปากคลองเล็ก ๆ  จึงคิดว่ากะลาถูกสัตว์ป่าทำร้ายและพยายามจะช่วยอุ้มกะลากลับสำนัก

            แต่กะลาปฏิเสธและบอกว่า ตอนเช้าที่เขามาเก็บผักสังเกตเห็นน้ำกำลังจะท่วมแปลงผักเนื่องจากหินกั้นน้ำพังทะลายเพราะการต่อสู้ของสัตว์ใหญ่ จึงไล่สัตว์ไปและพยายามหาหินมากั้นน้ำแต่ไม่สามารถทำได้  จึงตัดสินใจใช้ร่างกายของตนนอนขวางทางน้ำไว้เพื่อป้องกันน้ำท่วมแปลงผัก ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของทุกคนในสำนัก  เพราะคิดว่า  แม้ตนเองจะตายเพียงคนเดียวยังดีกว่าทุกคนในสำนักต้องอดตายเพราะขาดอาหาร

            การกระทำของกะลาทำให้เพื่อนร่วมสำนักทุกคนเกิดความชื่นชมในความกล้าหาญและเสียสละของกะลา  ไม่มีใครคิดว่า กะลาเป็นคนโง่อีกต่อไป และทุกคนได้ช่วยกันขนหินและดินมาปิดกั้น พร้อมทั้งช่วยกันอุ้มกะลากลับไปรักษาพยาบาลที่สำนัก   นับจากวันนั้นกะลาได้กลายเป็น

”กะลา  คนกล้าที่ทุกคนรัก”

 

นิทานเรื่องนี้บอกอะไร......      

          ผู้ที่มีเฉลียวฉลาดสติปัญญาดีตั้งแต่เกิด  นับเป็นบุญวาสนา น่าชื่นชม หากถ้าคนเฉลียวฉลาดนั้น มีความเห็นแก่ตัว คิดสะสมสร้างประโยชน์เฉพาะตนและพรรคพวก ไม่ใส่ใจคิดช่วยเหลือแบ่งปันผู้อื่น  แม้มีจำนวนมากนับร้อยคนในสังคม  ก็มิอาจเท่าคนที่มีจิตใจดีงามที่รู้จักการเสียสละเพียงคนเดียว   เพราะคนที่มีจิตใจดีงามที่รู้จักการเสียสละ  แม้มิใช่คนเก่ง แต่พร้อมจะทำความดีเพื่อคนอื่นอยู่เสมอ  กลุ่มสังคมย่อมเป็นสุข    หากเราช่วยกันส่งเสริมคนดีให้มีโอกาสทำดีโดยเริ่มจากหนึ่งคน  ไปสู่สองคน  สามคน  สี่คน  ห้าคน... และไปจนถึงคนสุดท้ายในสังคม  สังคมเราจะมั่งคั่งและมั่นคงด้วยความสุขและอุดมธรรมเช่นไร