
นิทานจรรโลงใจ
วันนี้ ใช้เวลาช่วงเช้าชักชวนลูกชายช่วยกันจัดชั้นหนังสือในห้องอ่านหนังสือที่บ้าน ให้เป็นหมวดหมู่ และได้เจอหนังสือชื่อ ด้วยรักบันดาลนิทานสีขาว ของท่านอาจารย์อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งได้ซื้อไว้จำนวน 5 เล่ม ตั้งแต่ปี พศ. 2551 ตอนที่ซื้อหนังสือเหล่านี้เกิดจากความประทับใจที่ได้เข้าร่วมการอบรมเรื่องการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยท่านอาจารย์อาจอง ชุมสาย ณ อยุธา เป็นวิทยากร ตอนนั้นอาจารย์ท่านนำเสนอ แนวคิดการพัฒนาคน รูปแบบการจัดการศึกษาของโรงเรียนสัตยาไสย ซึ่งท่านเน้นคุณธรรมนำความรู้ และท่านยังเล่าถึงวิธีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมโดยใช้นิทาน ที่ท่านนำนิทานของศาสนาต่าง ๆ มาปรับประยุกต์ให้เข้ากับกาลสมัยและเน้นคุณธรรมที่สังคมต้องการ หลังจากการอบรมครั้งนั้น ได้พยายามติดตามผลงานที่เกี่ยวข้องกับท่านอาจารย์อาจอง มาโดยตลอด เพื่อได้เรียนรู้ว่า อาจารย์ท่านกำลังบอกอะไรแก่สังคม ล่าสุดที่ทราบคือ อาจารย์อาจอง ออกรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งร่วมกับ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจศึกษาพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ครั้งนี้อาจารย์อาจอง พูดถึงเรื่อง อหังการณ์ของมนุษย์ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และบทลงทัณฑ์จากสิ่งแวดล้อมที่กำลังสอนให้มนุษย์เรียนรู้ผ่านมหันตภัยตามธรรมชาติ สุดท้ายอาจารย์พูดถึงพุทธศาสนาสอนให้เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างไร
หนังสือนืทานทั้งห้าเล่มนี้ ได้ทยอยซื้อทุกครั้งเมื่อพบว่า มีหนังสือของอาจารย์อาจอง วางจำหน่ายในร้านหนังสือ และจะชักชวนลูกชายให้อ่านหนังสือดังกล่าว ฉะนั้นวันนี้จึงคุยกันถึงความประทับใจต่อนิทานในหนังสือด้วยรักบันดาลนิทานสีขาว ซึ่งมีมากมายหลายเรื่องที่ให้ข้อคิดดี ๆ เรื่องหนึ่งที่อยากเล่าต่อคือเรื่อง คุณค่าของใบไม้แห้ง
ขณะที่พระฤษีกำหนดบำเพ็ญเพียรอยู่นั้น ได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งพยายามจะกระโดดหน้าผาเพื่อฆ่าตัวตาย พระฤษีจึงใช้อิทธิฤทธิ์ช่วยชีวิตเขาไว้ แล้วสอนเขาว่า “เจ้ามิได้ถือกำเหนิดขึ้นมาเอง แต่มีมารดาที่ต้องลำบากและเจ็บปวดในการอุ้มท้องและคลอด ดังนั้นเจ้าจึงมิใช่เจ้าของชีวิตของตนเองและมีสิทธิ์จะมอบความตายให้กับตนเอง การฆ่าตัวตายยอมมีความผิดเช่นเดียวกับการฆ่าผู้อื่นและเป็นเวรกรรมหนักหนาต้องชดใช้หลายภพชาติ”
“แต่คนอย่างข้าอยู่ไปก็ไร้ความหมาย ข้ามันขี้แพ้ ชีวิตมีแต่เรื่องเลวร้าย อุตสาห์ทำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อนำเงินไปลงทุนแต่ก็ขาดทุนจนหมดตัว มีแต่คนเย้ยหยัน เพื่อนฝูงก็ห่างหายแม้แต่ภรรยายังหนีตามชู้ ทุกคนทอดทิ้งข้าหมด “ ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง
“จริงสิ พระฤษีท่านรู้จักนรกสวรรค์ ได้โปรดชี้ทางให้ข้าตายโดยไม่ต้องชดใช้เวรกรรมด้วยได้หรือไม่” ชายหนุ่มถาม
“ข้าจะช่วยเจ้าก็ต่อเมื่อ เจ้าทำตามคำสั่งของข้าก่อนคือ ให้เจ้าเดินทางไปหมู่บ้านทางทิศตะวัน ระหว่างทางให้เจ้าเก็บใบไม้แห้งที่คนไม่ต้องการมาให้ข้าด้วย “ พระฤษีบอก
ชายหนุ่มออกเดินทางตามที่พระฤษีบอก เขาได้เจอใบไม้แห้งกองหนึ่ง ขณะที่กำลังก้มหยิบก็มีชายแก่คนหนึ่งเดินมาหาแล้วบอกว่า “พ่อหนุ่มช่วยนำใบไม้แห้งกลับคือด้วยเถิด ตาต้องใช้เวลานานเพื่อเก็บรวบรวมมัน สำหรับนำไปใช้ทำปุ๋ยในนา”
ชายหนุ่มจึงออกเดินทางต่อไป เขาได้พบหญิงชาวบ้านสามคนกำลังเก็บใบไม้แห้งอยู่อย่างตั้งใจ จึงถามว่าจะนำใบไม้แห้งไปทำอะไร ก็ได้รับคำตอบว่า
“ ข้าจะนำไปทำเชื้อเพลิงหุงหาอาหารเพื่อไม่ต้องซื้อฟืน ส่วนพี่สาวข้าจะนำไปทำกระทงใส่อาหารและห่อขนมขาย และน้องสาวข้าจะเลือกใบไม้แห้งบางชนิดไปปรุงเป็นยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรค”
ชายหนุ่มจึงเดินทางต่อไปจนถึงท้ายหมู่บ้านได้มีลมพัดวูบหนึ่งและพัดพาใบไม้แห้งหล่นลงหนึ่งใบ ขณะที่เขากำลังจะก้มหยิบ ก็มีนกตัวหนึ่งบินโฉบเอาใบไม้แหงนั้นไป เขารู้สึกโมโหนก หยิบก้อนหินตั้งใจและขว้างใส่นก แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเพราะ นกที่แบเอาใบไม้ไปนั้น ได้นำใบไม้ไปซ้อนทำรังให้กับลูกนกที่อยู่บนรัง เขาจึงเดินทางต่อไปและตอนนั้นเองเขาก็ได้พบไม้ใบแห้งใบหนึ่งกำลังลอยอยู่เหนือผิวน้ำ เขารีบก้มหยิบและคิดว่า นี่คงเป็นใบไม้ที่ไม่มีใครต้องการ ขณะนั้นเองเขาก็เห็นมดตะนอยฝูงหนึ่งกำลังจะข้ามลำน้ำ โดยใช้ใบไม้แห้งเป็นเรือ เขาจึงตัดสินใจปล่อยใบไม้แห้งลงตามเดิม และออกเดินทางกลับไปหาพระฤษี พร้อมทั้งพูดว่า
“ ผมไม่สามารถหาใบไม้แห้งที่ไม่มีใครต้องการ มามอบให้แก่ท่านได้เลย แม้จะมีใบไม้แห้งเกลื่อนกลาด แต่ล้วนเป็นใบไม้ที่มีค่าสำหรับคนและสัตว์ ในลักษณะที่แตกต่างกันไป”
“ การที่เจ้าถูกมองว่า ไร้ค่าสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า เจ้าจะไร้ค่าจริง ๆต่อทุกคน เช่นใบไม้แห้งที่เจ้าคิดว่า ไร้ประโยชน์ แต่กลับมีประโยชน์มากมาย เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าลอกคิดดูเถิดว่า แม้ใบไม้แห้งที่ใครคิดว่า ไม่มีประโยชน์ แต่ก็ยังมีคุณค่ากับคนและสัตว์อีกมากมาย
ฉะนั้นตัวเจ้าต้องรักษาตนเองให้ดี เพื่อให้ตนเองมีความสุขและแบ่งปันโอกาสสิ่งดีงามไว้สำหรับคนอื่นที่ต้องการความช่วยเหลือ เมื่อใดที่เจ้าได้ช่วยเหลือคนอื่น เมื่อนั้นเจ้าจะประจักษ์ในคุณค่าของตนเองมากยิ่งขึ้น “
ชายหนุ่มฟังคำฤษีแล้วรู้สึกตาสว่างขึ้นในทันทีและให้คำมั่นสัญญากับฤษีว่า จะไม่คิดสั้นอีกต่อไป แต่จะต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมทั้งจะใช้ชีวิตตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นด้วย
ข้อคิด :
หากคิดว่า ตนเองไร้ประโยชน์เหมือนใบไม้แห้ง ก็ไม่ได้หมายว่า จะไร้คุณค่าจริง ๆ แต่เป็นเพราะเราไม่รู้จักคุณค่าของตนเอง จงอย่าทำร้ายตนเองเพียงเพราะอยากประชด แต่จงรักษากายและจิตใจให้แข็งแรงสวยงาม เพื่อจะสามารถสร้างคุณประโยชน์อื่นใด ดังเช่น ใบไม้แห้ง ที่อาจถูกมองว่าไร้ค่า หากแต่ใบไม้แห้งเพียงใบเดียวกับมีประโยชน์ต่อสิ่งอื่นในลักษณะที่คาดไม่ถึง ดังนั้นแม้ว่า ในบางครั้งอาจจะเหนื่อยล้าแทบขาดใจ ก็จงเข้มแข็งมีชีวิตต่อไปให้ได้ โลกยังต้องการพึ่งพาความช่วยเหลือจากมนุษย์และตัวเรา ที่สำคัญ เราคือตัวอย่างหนึ่งที่ดีที่สุดของคนที่ไม่ยอมแพ้.....
คอยนิทานเรื่องต่อไปครับ ;-)
สวัสดีค่ะอาจารย์'รุ่งทิพย์'
แวะมาอ่านบันทึกและนิทานดีๆ...ขอบคุณค่ะ
บุคคลใดเห็นคุณค่าในตัวเอง
เขาผู้นั้นย่อมมีโอกาสทำสิ่งดีงามและสร้างสรรค์
ขอบคุณนิทานเชิงบวกพัฒนาคน
นิทานที่อาจารย์ยกมา มีเนื้อหาสัมพันธ์กับบันทึกของดิฉัน เรื่อง "เมื่อเยาวชนเห็นว่าตนไร้ค่า" ใน "Blog: Goaltoknow" ดิฉันจึงใคร่ขออนุญาตอาจารย์ในการนำนิทานไปอ้างอิงในสรุปท้ายบันทึกเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะสรุปหลังจากที่ได้ความเห็นของสมาชิกมากพอแล้ว ถ้าอาจารย์อนุญาตหรือขัดข้องประการใดช่วยแจ้งให้ทราบด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
เรียน ท่านอาจารย์ ผศ.วิไล แพงศรี
ยินดีอย่างยิ่งคะ หากอาจารย์จะนำไปขยายผลต่อไปคะ
หากอยากให้ใครเห็นคุณค่าในตัวเรา เราก็ต้องมองเห็นคุณค่าในตัวเราก่อน ขอบคุณค่ะ