ผมอ่านบทบรรณาธิการเรื่อง The Challenge of Cancer ในวารสาร Science ประจำวันที่ ๒๕ มี.ค. ๕๔ แล้วเกิดแรงบันดาลใจให้เขียนบันทึกนี้ เพราะเป็นวิธีจัดการงานวิจัย ที่หน่วยงานสนับสนุน การวิจัย และมหาวิทยาลัยควรเอาไปใช้
เป็นวิธีจัดการประชุมที่แหวกแนว และชาญฉลาดมาก คือให้คนนอกวงการวิจัยมะเร็งมาฟัง นักวิจัยมะเร็งระดับยอด นำเสนอเรื่องราวความก้าวหน้า และความท้าทาย (แปลว่าอยากทำให้ได้ แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร) แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญระดับยอด ที่อยู่นอกวงการมะเร็งให้ความเห็น แล้วหวังว่า จะช่วยให้นักวิจัยมะเร็งเห็นลู่ทางใหม่ๆ ในการวิจัยต่อสู้มะเร็ง รวมทั้งจะได้ผู้ร่วมมือใหม่ๆ ด้วย
วิธีการที่ผมมองว่าชาญฉลาดมากคือ ในการประชุมแต่ละครั้ง เขาเชิญคนนอกวงการถึง ๒๕ คน แต่เชิญคนในวงการเพียง ๕ คน สะท้อนความเชื่อว่า จะสู้มะเร็งได้ ต้องหามุมมองใหม่ ๆ จากคนที่มองแตกต่างหลากหลาย การประชุมนี้อาจเรียกว่า "การประชุมรวบรวมความคิดแหวกแนว" แล้วนักวิจัยมะเร็งจึงรวบรวมสังเคราะห์โจทย์ เอาไปทำวิจัยต่อไป
เสียดายที่บทบรรณาธิการนี้ไม่ได้ให้รายละเอียดวิธีดำเนินการประชุม ว่าใช้เวลากี่วัน ไปในบรรยากาศแบบไหน เริ่มกระบวนการอย่างไร ฯลฯ เขาบอกเพียงว่า เป็นการประชุมแบบ workshop ใช้เวลาช่วงแรกให้นักวิจัยมะเร็งสรุปประเด็นท้าทายและตอบปัญหา ตามด้วยการ ประชุมกลุ่มย่อยเพื่อระดมความคิดในประเด็นย่อยเป็นกลุ่มๆ
เขาจะนำสาระของการประชุมลงพิมพ์ในวารสาร Science Translational Medicine เป็น series
เป็นสุดยอดแนวคิดครับ..
I think it is a right way to collect ideas and aspects for any subject.
For too long we've based our research on experts. And usually experts have their ideas based on other experts.
In the end we have orchestras of one type musical instruments and we fail to stand up and walk out.
For too long we say 'co-operation' when we mean 'follow-the-leader'.
We don't see farmers as 'food engineers'. We don't see cleaners as 'sanitary warriors at the coal face.'
Because they did not read the same books as we have read, we think their knowledge is not as good as ours.
Because they don't speak the language using our jargon, we think they are backward.
Their children, our children may do the same if we keep on with our 'mine is better'.