เพราะพอเพียง...จึงเพียงพอ

             "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" เกิดจากความร่วมมือของคน 2 คน ที่ยกเว้นการมี "ความชอบความสนใจในการปลูกดูแลต้นไม้เหมือนกัน" แล้ว ที่เหลือพูดได้ว่าแตกต่างกันประมาณ 90 % ตัวอย่างเช่น ผลจากการทำแบบสำรวจสมองซีกเด่น (Hemispheric Dominance Inventory) พบว่า คนหนึ่ง (ชาย) เป็นคนสมองซีกซ้าย (Left-brained Dominant) อีกคน (หญิง) เป็นคนสมองสองซีก (Whole-brained Dominant) ซึ่งนั่นก็นำมาซึ่งความแตกต่างของลักษณะการรับรูู้ การคิด และความถนัด ยกตัวอย่างเล็กๆ เช่นคนหลังที่กล่าวถึงสามารถเล่นดนตรีหลายๆ อย่างได้โดยที่อ่านโน้ตไม่เป็น ร้องเพลงได้โดยไม่เพี้ยน (เคยเป็นนักร้องวงสโมสรอาจารย์ทั้งที่วิทยาลัยครูสุรินทร์ และวิทยาลัยครูอุบลฯ) และจำเนื้อเพลงในอดีตได้นับร้อยเพลง (ซึ่งเป็นความถนัดที่เกิดจากการทำงานของสมองซีกขวา) ในขณะที่คนแรกที่กล่าวถึง แม้แต่หายใจยังเพี้ยน จำเนื้อเพลงไม่ได้แม้แต่เพลงเดียว ยกเว้นเพลงชาติไทย (ถ้าจะให้แน่ใจต้องทดสอบ) และแยกไม่ออกว่าเพลงที่เพราะและไม่เพราะมันแตกต่างกันตรงไหน 

              หญิงที่กล่าวถึง คือ เราเอง ผศ.วิไล แพงศรี จบการศึกษา ป.กศ.สูง (ภาษาอังกฤษ) ปีการศึกษา 2513 จากวิทยาลัยครูอุบลฯ จบ กศ.บ. (ภาษาอังกฤษ) ปีการศึกษา 2515 จากวิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม และจบ กศ.ม. (การแนะแนว) ปีการศึกษา 2519 จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เรียนปริญญาเอก (Ph.D) ทั้งในออสเตรเลียและในไทย (วท.ด.) อย่างทุ่มเท (รู้สึกว่าเธอจะทุ่มเทในทุกอย่างที่ทำ) แต่มีเหตุที่ทำให้ไม่จบ  (มีรายละเอียดในประวัติค่ะ) ยังปฏิบัติราชการอยู่ที่คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯ เพื่อนๆ ที่เรียนรุ่นเดียวกันทยอยเกษียณอายุราชการกันมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 51 เราเองจะเกษียณปี 55 (ปกติตามธรรมเนียมฝรั่งจะต้องกล่าวถึงคนอื่นก่อนเพื่อเป็นการให้เกียรติเช่น ใช้คำว่า "You and I" แต่นี่อยู่ในเมืองไทยต้อง "Ladies First"...ฮิฮิ...จริงๆ แล้ว เรื่องของชายมันยาวกว่า เลยเอาไว้เล่าทีหลัง) ชายผู้นั้นก็คือ ผศ. สรศักดิ์   แพรดำ ข้าราชการบำนาญ อดีตผู้ช่วยศาสตราจารย์   ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จบการศึกษา กศ.บ.วิทยาศาสตร์ภาคพิเศษ จากวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร และ กศ.ม.เทคโนโลยีการศึกษาภาคพิเศษ ปี 2536 จาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แต่สอนพฤติกรรมการสอนวิทยาศาสตร์ เกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2547 และได้ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณอยู่ในชนบท และทำการเกษตรในที่ดิน 10 ไร่ (ซื้อไว้ร่วมกับ ผศ.วิไล แพงศรี จากการร้องขอให้ช่วยซื้อของคนคุ้นเคยที่มีความเดือดร้อน) ท่ามกลางการทักท้วงของกลุ่มก๊วนทุกคน ทั้งที่เกษียณก่อน เกษียณในปีเดียวกัน และเกษียณทีหลัง โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีใครทำการเกษตรหลังเกษียณแล้วประสบความสำเร็จ ทำไมต้องทำให้ตัวเองลำบาก ใช้ชีวิตสบายๆ ในเมืองไม่ดีกว่าหรือ ที่ชนบทน่ะไกลหมอและก็ต้องไปอยู่คนเดียวเจ็บป่วยขึ้นมาจะทำยังไง แต่ผศ.สรศักดิ์ก็ได้ตัดสินใจแล้ว โดยไม่ได้มุ่งหวังที่จะทำการเกษตรเพื่อรายได้เพราะไม่มีภาระ ลูกๆ  ก็จบการศึกษามีงานทำ (เป็นวิศวกร 2 คน เป็นหมอ 1 คน) และมีครอบครัวมั่นคงกันไปหมดแล้ว ทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีอยู่ก็โอนให้ลูกหมดแล้ว (เหลือรถคันเดียวและเงินในบัญชีส่วนตัวจำนวนหนึ่ง) ไม่มีอะไรให้ห่วงใย ต้องการ "ทำเกษตรแบบพอเพียง" เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตในแนวที่ชอบ และได้อยู่ในที่ๆ มีอากาศดี จึงได้ใช้เงินเกือบทั้งหมดที่ได้มาตอนเกษียณ เป็นค่าใช้จ่ายในการบุกเบิกถากถางทำฟาร์มที่เจ้าของเดิมทำแล้วไปไม่รอดเพราะสู้กับสภาพดินทรายที่ไม่อุ้มน้ำไม่ไหว ฟาร์มที่สร้างขึ้นมาใหม่ฝ่ายหญิงให้ชื่อว่า "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" หมายถึง ฟาร์มที่มีบรรยากาศอบอวลไปด้วยไอดินและกลิ่นพฤกษานานาพันธุ์

 

            

         "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้"  ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่16 หมู่ที่ 12 บ้านหนองฝาง ตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี อยู่บนเส้นทางหลัก ที่ตัดทลุจากถนนเส้นอุบล-เดชอุดม (เลี้ยวเข้าตรงถนนข้างโรงเรียนบ้านศรีไค) ไปยังถนนเส้นอุบล-พิบูลมังสาหาร (เลี้ยวเข้าตรงกม.ที่ 18 บ้านคำนกเปล้า) ฟาร์มจะอยู่ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 12 กม. ทั้ง 2 ด้าน (และห่างจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีประมาณ 13 กม.) เป็นทางลาดยาง (และลาดซีเมนต์ในช่วงที่ผ่านหมู่บ้าน) เหลือที่เป็นลูกรังประมาณไม่เกิน 3 กม. ทั้ง 2 ด้าน บริเวณที่สร้าง "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" เดิมเป็นป่าละเมาะ ได้ทำการไถปรับพื้นที่แล้วยกร่องเพื่อปลูกมะม่วงขนาด  2  ไร่  มะขามเทศ มะนาว แก้วมังกร  และมะกอกน้ำ  อย่างละ 1  ไร่  สมุนไพร  1  งาน  และขุดบ่อเลี้ยงปลาขนาด  2  งาน จำนวน 1 บ่อแล้วนำดินที่ได้จากการขุดไปถมเพื่อยกระดับพื้นที่ขนาด 1 งานเพื่อปลูกบ้าน เนื้อที่ที่เหลือ ใช้สร้างโรงรถ  สนามเปตอง (พ่อใหญ่สอเป็นนักกีฬาเปตองของ มรภ.อุบลฯ จนเกษียณ และกลุ่มก๊วนชอบเล่นเปตอง เราเองเคยเป็นแชมป์เปตองคู่ผสมสถาบันราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นรองแชมป์แบ็ตมินตันหญิงคู่) เรือนเพาะชำ  อาคารอเนกประสงค์ โรงปุ๋ย  คอกวัว  เล้าไก่–เป็ด–ห่าน พร้อมที่จอดรถผู้มาเยี่ยมฟาร์ม รวมประมาณ  3 ไร่  

  

            ตอนที่ไปอยู่บ้านหนองฝาง ผศ.สรศักดิ์ถูกเราเรียกว่า "พ่อใหญ่สอ" เพื่อให้สอดคล้องกับที่ชาวบ้านมักจะเรียกคนอายุ 50 ปีขึ้นไปว่า "พ่อใหญ่/แม่ใหญ่" ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยเรียกแกว่า "อาจารย์" ชาวบ้านผู้ชายจะเรียกเราว่า "อาจารย์"  แต่ผู้หญิงและเด็กจะเรียกเราว่า "แม่ครู" ซึ่งเราจะชอบคำหลังมากกว่า ในปลายปี 2548 พ่อใหญ่สอได้ (แอบ) ซื้อที่เพิ่มอีก 30 ไร่ เพื่อทำสวนยาง (ดังภาพข้างล่างซึ่งเป็นที่ที่จ้างไถปรับพื้นที่ไปแล้ว 1 ครั้ง...กว่าจะได้ปลูกต้องไถรวม 3 ครั้ง) แกคงจะลืมไปว่าตัวเองอายุ 61 ปีแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นวัยที่ไม่เหมาะกับการทำสวนยาง ถ้าเรารู้ก่อนคงไม่ให้ซื้อ อีกอย่างก็ไม่อยากให้แกต้องมีภาระหนักเกินไป ซึ่งแกก็รู้จึงได้แอบซื้อ โดยให้เหตุผลว่า "ไม่ใช่ว่าจะทำสวนยางเพื่อหวังความร่ำรวยอะไร แต่ต้องการสร้างความชุ่มชื้นให้กับบ้านหนองฝางที่แห้งแล้งและมีฝนตกน้อย ถ้าเราตายไปโดยที่ยังไม่ได้ประโยชน์จากสวนยาง ต้นยางที่เราปลูกก็จะเป็นประโยชน์คือให้ความชุ่มชื้นกับหมู่บ้าน"

           

               ผลงานที่ประสบความสำเร็จมองเห็นเป็นรูปธรรมเป็นอย่างแรก และเป็นสัญลักษณ์ของฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้ก็ว่าได้ คือ สวนแก้วมังกร ขนาด 1 ไร่ (155 หลักๆ ละ 4 ต้น รวม 620 ต้น) ซึ่งปลูกบริเวณด้านหน้าฟาร์มทางทิศตะวันตก ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์สีแดง นำกิ่งพันธุ์มาจากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งใจจะปลูกไว้รับประทานเองเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และฝากญาติ ฝากเพื่อนร่วมงาน เจ้าหน้าที่ในที่ทำงานของเราเอง และฝากญาติของพ่อใหญ่สอ/มิตรของพ่อใหญ่สอที่เกษียณแล้วและใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ฝากครู-นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองฝาง และผู้สูงอายุในบ้านหนองฝาง เหลือกินเหลือฝากจึงจะขายตามที่มีคนสั่งซื้อ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่จะไม่พอขายเพราะราคาถูกกว่าท้องตลาด แต่รสชาติดีกว่าและไม่มีพิษภัยเพราะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ใส่ปุ๋ยชีวภาพ (โบกาฉิ) ที่ฟาร์มผลิตเอง “เป็นการทำการเกษตรที่ไม่คิดต้นทุน ผลที่ได้จึงเป็นกำไรทั้งหมด” ไม่ว่าจะเป็นกำไรจากการได้ออกกำลังกายในการดูแลตัดแต่งกิ่งและเก็บผลแก้วมังกร จากการได้รับประทานผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพ และจากความสุขใจที่ได้รับ คือ ความสุขจากการเป็นผู้ให้ และความสุขจากการที่ได้ตื่นขึ้นมาในเวลาตี 4 เพื่อต้อนรับดอกแก้วมังกรที่บานละลานตาภายใต้แสงจันทร์ขาวนวลในคืนเดือนหงาย และสายลมที่ลูบไล้ผิวกายแผ่วละมุน…ความสุขใดจะเสมอเหมือน…..

Large_idinklin5

   

               โปรดติดตามตอนต่อๆ ไป... ขอบพระคุณค่ะ