เมื่อเจ็บป่วยคราวใด ก็ตั้งสติพิจารณาตัวเองให้ดี แล้วค่อยหาวิธีรักษาตามพุทธวิธีทั้ง 7 ปรับเปลี่ยนได้ ไม่ต้องยึดมั่นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งจนเกินไป
วันนี้ขอเสนอ พุทธวิธีรักษาโรคเป็นอันดับสุดท้ายค่ะ คือการรักษาด้วยยาสมุนไพร คนในยุคปัจจุบันรู้จักการรักษาโรคด้วยยากันเป็นอย่างดี มีทั้งยาสมุนไพร และยาทางเคมี จนทำให้หลงลืม หรือศรัทธาน้อยมาก กับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆที่กล่าวมาแล้ว สมัยพุทธกาลนั้น การใช้ยาที่ปรุงจากสารเคมียังไม่มี จึงใช้สมุนไพรจากธรรมชาติ เช่น ยาที่ได้จากใบไม้ ผลไม้ รากไม้ หรือจากถั่ว งา ข้าวสาร เป็นต้น ร่างกายมนุษย์รับสารธรรมชาติได้ดี และเหมาะสม มีอันตรายน้อย ผิดกับยาแผนปัจจุบันที่มีส่วนประกอบด้วยสารเคมีหลายตัว ตั้งกด ทั้งกระตุ้น ทั้งระงับ ส่งผลที่หนึ่ง ก็จะมีอาการข้างเคียงต่ออีกที่หนึ่งเสมอไป เพียงแต่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม
คนไข้บางคนของผู้เขียน กินยาวันละ 9-12 ชนิดตามแพทย์สั่ง เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรัง ไม่สามารถจะหยุดยาได้ เพราะ ต้องใช้ยาระงับ ดับอาการต่างๆมากมาย ซึ่งเห็นแล้ว ก็รู้สึกน่าเห็นใจ และมองเห็นยาที่วิ่งพล่านเต็มกระแสเลือด มากกว่าสารอาหารเสียอีก แต่ก็เป็นที่นิยม ทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการในปัจจุบันนี้ค่ะ
มาดูยาที่พระพุทธเจ้า หมอใหญ่ของเรา ทรงอนุญาตให้ภิกษุทำไว้เป็นยาสามัญประจำตัวกันสักหน่อยนะคะ
ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า
นำลูกมะขามป้อมและลูกสมอมาทุบให้แตกแล้วใส่ลงในภาชนะและถ่ายปัสสาวะลงไปในภาชนะนั้น แช่ไว้ประมาณ 7 วัน แล้วก็เอามาฉัน อาพาธก็จะหาย
สรรพคุณแก้ไข้ ระบาย แก้ท้องผูก
และยังมียาที่ทรงอนุญาตให้ใช้ยามฉุกเฉิน เรียกว่า
ยามหาวิกัฏ
ประกอบด้วย เถ้าคูถ(อุจจาระ) มูตร(ปัสสาวะ) และดิน โดยผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใช้เป็นยาพอก หรือดื่ม
มีสรรพคุณในการขับพิษ
ร่างกายของเรา เป็นองค์ประกอบของธาตุสี่เป็นหลัก คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่น่าอัศจรรย์นัก ดังนั้นการที่ธาตุใดธาตุหนึ่ง บกพร่องไป จึงเกิดการเจ็บป่วย ก็ต้องมีการค้นหาสาเหตุและเติมเต็ม รักษาส่วนนั้นไป เพราะการแตกสลายของธาตุหนึ่ง จะมีผลกระทบให้ธาตุอื่นๆ แตกดับตามๆกันไป เรียกว่า ตายนั่นเอง
นอกจากธาตุสี่แล้ว มนุษย์ยังมีวิญญาณอันละเอียดอ่อนไร้สัมผัสมาประกอบด้วย ดังนั้นการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ จึงซับซ้อนเข้าไปอีก แต่เชื่อเถอะค่ะ พระพุทธเจ้า ท่านทรงมีวิธีรักษาโรคทั้งเจ็ดไว้รองรับแล้ว ไม่วิธีใด ก็วิธีหนึ่ง หากยังไม่ถึงกาลอวสานของเรา ก็ต้องมีอาการดีขึ้นแน่นอน

เมื่อเจ็บป่วยคราวใด ก็ตั้งสติพิจารณาตัวเองให้ดี แล้วค่อยหาวิธีรักษาตามพุทธวิธีทั้ง 7 ปรับเปลี่ยนได้ ไม่ต้องยึดมั่นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งจนเกินไป ส่วนผู้ให้การรักษา ก็ต้องใจกว้าง และเปิดโอกาสให้คนไข้ด้วย ส่วนญาติทั้งหลาย ก็เป็นกำลังใจให้คนไข้ด้วย ไม่ว่าจะต้องการรักษาวิธีใดก่อนหลังก็ตามค่ะ
ขอจบเรื่องการรักษาโรคด้วยพุทธวิธีทั้ง 7 ก็ขอให้อานิสงส์แห่งการเผยแผ่ครั้งนี้ จงดลบันดาลให้ทุกๆท่าน มีสุขภาพดี รักษาโรคได้ถูกวิธี ตรงต่อโรคและดับทุกขเวทนาได้พลันทันใจ
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ
มีสารเคมีตกค้างทำลายตับ
สวัสดีค่ะเจ้าของดอกไม้ทุกท่าน และผู้ผ่านเข้ามาชมบันทึกนะคะ
ขอให้บุญรักษามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงทุกประการค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ ธรรมทิพย์
พระพุทธองค์ทรงเป็นหมอใหญ่โดยแท้จริงเลยค่ะ
พระองค์ทรงวินิจฉัยและแจ้งการรักษาไว้ถึง 7 วิธี
ปัจจุบันยังมีคนไม่ได้ศึกษาอีกมากมาย
และแบ่งฝ่ายทางการแพทย์ในการเยียวยารักษากัน
ที่จริงแล้วหมอทุกคนควรศึกษาวิธีการของพระพุทธองค์ทั้ง 7 วิธีเอาไว้ด้วย
จึงจะถือว่เยี่ยมในวงการค่ะ
บางครั้งยิ่งรักษาก็ยิ่งไกลสาเหตุออกไปทุกที
สารเคมีอาจออกฤทธิ์ทันใจ แต่อาการข้างเคียงก็ทันควันพอๆกันเลยค่ะ
แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้บ้าง
แต่ไม่ทุกรายโรคเช่นทุกวันนี้
ขอบคุณมากนะคะ ที่แวะมาทักทาย
มาหาพุทธวิธีรักษาโรคด้วยคนนะครับ
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะพี่รุ่ง
ต้องพยายามรักษาสุขภาพดี ๆ ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
ขอบคุณความรู้ดีๆ ทั้ง ๗ พุทธวิธี ค่ะ พี่รุ่งสบายดี ขอให้สุขสันต์นะคะ
สวัสดีค่ะคุณโสภณ เปียสนิท
พุทธวิธีรักษาโรคทั้ง 7 เป็นของขวัญวันปีใหม่นะคะอาจารย์
และขอบคุณพรและภาพท่านผู้ใหญ่เป็นอย่างยิ่งค่ะ
เห็นแล้วคิดถึงคุณแม่ ซึ่งไม่ได้อยู่อวยพรลูกหลานไปนานแล้วค่ะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณPoo
ทั้งพี่ทั้งน้องห่างหายไปนานพอๆกัน
มีภารกิจนิดหน่อยค่ะ
แต่สบายดี
ขอให้ปีใหม่นี้ เป็นปีแห่งความสุขของคุณpoo นะคะ